สันติ ชี้ทุนสำรอง 5 หมื่นล้านชอบด้วยกฎหมาย เสริมความมั่นคงงบประมาณ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔

สันติ กีระนันทน์ ชี้แจงสนับสนุนการจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเหตุผลของมาตรา 45 ที่กำหนดเงินทุนสำรอง 50,000 ล้านบาท เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยยืนยันว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญและอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎรได้

นายสันติ กีระนันทน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ผม สันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ต้องกราบ ขอบพระคุณท่านผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ได้แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับ การกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกคนต้องให้ความสำคัญ ในฐานะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องกำกับ ดูแล ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีครับ ถ้าเราพิจารณารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นั้นตามที่ท่านผู้เสนอได้กรุณายกขึ้นมาอ้างอิงถึง ก็คือมาตรา ๑๔๑ ที่พูดถึงว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินนั้นต้องทำ เป็นพระราชบัญญัติ อย่างไรก็ดีครับ ถ้าเราพิจารณาเพิ่มขึ้นไปอีกสักนิดหนึ่ง ไม่ได้อ่านเพียง แค่มาตรา ๑๔๑ ถ้าเราอ่านที่มาตรา ๑๔๐ ประกอบด้วยนะครับ ในมาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญก็ได้ให้อำนาจไว้นะครับว่า การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้เฉพาะที่ได้ อนุญาตไว้ในกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ฉะนั้นแล้วเมื่อมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ได้ให้อำนาจไว้สำหรับ การที่กำหนดเงินมาไว้อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นทุนสำรองก็ชอบด้วยกฎหมาย มิได้ขัด กับรัฐธรรมนูญแต่ประการใด เหตุผลน่าจะพิจารณาได้โดยไม่ยากครับ เพราะว่าเมื่อรัฐบาล หรือว่าฝ่ายบริหารนั้นได้มีการจัดทำแผนที่จะใช้งบประมาณประจำปีมาให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณานั้น มีแผนการโครงการต่าง ๆ กำกับไว้อย่างชัดเจน อันนั้นคือวางแผนล่วงหน้า แต่ว่าในการวางแผนล่วงหน้า แม้กระทั่งไม่ใช่แผนระยะยาวจนเกินไปก็คือ ๑ ปี ย่อมมีโอกาส ที่จะเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ผมยกตัวอย่างปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ที่เราผ่านมานั้นไม่มีใคร คาดคิดมาก่อนครับ ในช่วงที่ทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓ ว่าจะมีโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) อย่างรุนแรง เมื่อเกิดโรคระบาดครั้งนั้นขึ้น แม้กระทั่งงบกลาง ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบในกรณีใช้ได้ เรื่องเดียวเท่านั้นนะครับ คือรายการที่ ๑๑ ของบกลาง เพื่อใช้จ่ายในกรณีจำเป็นและฉุกเฉิน ๙๖,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่เหลือเลยครับ ก็จำเป็นที่จะต้องมาอาศัยอำนาจของมาตรา ๑๔๑ ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณนี่ละครับอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอาไปใช้ เนื่องจากจำเป็น เพราะฉะนั้น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทสุดท้ายนี้ เรียกว่าเป็นเซฟตีวาล์ว (Safety valve) ก็คือเป็นก๊อกสุดท้ายเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถนำพาประเทศ เพื่อผ่านวิกฤติต่าง ๆ ไปได้ โดยที่ยังพอมีเงินใช้จ่ายสำหรับงบประมาณต่าง ๆ ได้ อันนั้นเป็น เหตุผลและที่มาที่ไปว่า ทำไมมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณนั้นจึงได้มี การตราขึ้น นี่คือเจตนารมณ์ ถ้าเราย้อนกลับไปดูตั้งแต่ปี ๒๕๐๒-๒๕๐๓ เราก็จะพบว่า ในอดีตนั้นก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเช่นเดียวกันนะครับ ในมาตรา ๒๙ ทวิ ของปี ๒๕๐๒ โดยกำหนดว่าจะมีเงินทุนจำนวนหนึ่งที่รัฐมนตรีจ่าย จากคลัง เรียกว่าเงินทุนสำรองจ่าย เป็นจำนวน ๑๐๐ ล้านบาท ซึ่งในช่วงนั้นงบประมาณ ประจำปีจะมีอยู่ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท แปลว่าพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณตั้งแต่ อดีตนั้นให้เซฟตีวาล์ว (Safety valve) ที่ว่านั้นไว้ประมาณ ๑.๕-๑.๗ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันนี้เมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นประมาณ ๓ ล้านล้านบาท ไม่ว่าจะเป็น ๓.๑ ๓.๒ หรือ ๓.๓ ล้านล้านบาทก็ตาม การที่กันเงินทุนสำรองเอาไว้อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็ไม่ได้มีอะไรที่ผิดแผก แตกต่างไปจากแนวปฏิบัติที่ได้เคยดำเนินมาในอดีต นอกจากนั้นการที่เราคิดว่ามาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณนั้นเป็นการให้เช็คเปล่ากับฝ่ายบริหาร เพื่อทำอะไร ก็ได้ตามอำเภอใจนั้น อันนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพครับว่า ผมอาจจะมีความเห็นที่ แตกต่างไปสักเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นงบกลางในรายการที่ ๑๑ ซึ่งเป็นเรื่องการใช้จ่ายในกรณี ฉุกเฉินและจำเป็น หรือไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา ๔๕ ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ อีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นเงินสำรองจ่ายนั้นยังอยู่ในอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถติดตามใช้จ่ายได้ว่ารัฐบาลได้หยิบเงิน ไม่ว่าจะอยู่ในรายการที่ ๑๑ ของงบกลาง ซึ่งเป็นการใช้จ่ายในกรณีจำเป็นและฉุกเฉินหรือ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามมาตรา ๔๕ ของ พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณว่ารัฐบาลได้เอาไปจับจ่ายใช้สอยอะไรบ้าง ดังนั้นนี่ก็เป็น หน้าที่ของพวกเราอีกครับ ที่ต้องติดตามว่ารัฐบาลได้เอาเงินเหล่านั้นไปใช้ตามเจตนารมณ์ และบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ที่ไม่คาดฝันมาก่อน อย่างถูกต้องหรือไม่ ซึ่งผมเรียนยืนยันว่า ในคณะกรรมาธิการสามัญที่ผมเป็นสมาชิกอยู่นั้น ในปัจจุบัน คือคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง เราได้ติดตามทั้งเรื่องงบกลาง ทั้งเรื่องการ จับจ่ายใช้สอยเหล่านี้อย่างเข้มงวดตลอดเวลา เพื่อถ้าเผื่อมีอะไรก็ตามที่ผิดปกติเราก็คง จะต้องนำมารายงานให้กับเพื่อน ๆ สมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรได้ทราบ โดยที่ไม่มีอะไรปิดบัง ไม่สามารถที่จะซ่อนเร้นได้ ดังนั้นทั้งหมดทั้งปวงเพื่อกราบเรียนว่าความจำเป็นของการมี พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ มาตรา ๔๕ ที่กำหนดเงินสำรองจ่ายเอาไว้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นประมาณ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ยังมีความจำเป็นครับ กราบขอบพระคุณครับ