พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการปรับปรุงกฎหมายการคลัง โดยเฉพาะกฎหมายวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 เพื่อเข้มแข็งระบบการคลังและป้องกันหนี้สินในอนาคต นอกจากนี้ยังหารือเรื่องระบบการคลังของรัฐและความจำเป็นในการเตรียมงบประมาณและงบกลางเพื่อเผชิญเหตุฉุกเฉิน เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง โควิด และอื่น ๆ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอชื่นชมท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ที่ได้นำเสนอกฎหมายที่จะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมายการคลัง โดยเฉพาะกฎหมายวิธีการงบประมาณ ๒๕๖๑ เพื่อจะให้ระบบ การคลังของเราเข้มแข็ง เพื่อจะไม่ให้เรามีปัญหาหนี้ต่อไปในอนาคต แล้วก็ได้ระบุถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ และข้อกฎหมายมาตรา ๔๕ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งกระผมเองนั้นก็อยากที่จะขอแสดงความคิดเห็นว่าประเด็นที่ท่านนำเสนอ ผมอยากจะขอ สงวนด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ช่วยฉายสไลด์ (Slide) ขึ้นจอด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ท่านประธานครับ ระบบการคลัง บ้านเราจะมีการใช้จ่ายผ่านงบประมาณประจำปี ซึ่งสภาจะมีการอนุมัติรายการต่าง ๆ มากมายด้วยกัน เรามีการตั้งคณะกรรมาธิการงบประมาณในการไปดูการใช้จ่ายของแต่ละ รายการของแต่ละกรม กอง แต่ละกระทรวงอย่างละเอียด แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ในแต่ละปีมันก็จะมีเหตุฉุกเฉินเหตุที่เราคาดการณ์ไม่ได้ เช่น เรื่องของน้ำท่วม เรื่องของ ภัยแล้ง เรื่องของการที่เกิดภัยพิบัติที่เราอาจจะไม่คาดคิด ซึ่งแน่นอนรัฐก็มีการตั้งงบกลาง เอาไว้แล้วในสิ่งเหล่านั้น แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอนะครับ อย่างกรณีของ ๒ ปีที่ผ่านมาเรามี เรื่องของวัคซีนที่ต้องซื้อ เพราะกรณีของโควิด (COVID) ต้องใช้เงินไปหลายหมื่นล้านบาท เท่าที่ทราบอาจจะต้อง ๓๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแน่นอนครับ งบประมาณเราก็ไม่ได้ ตั้งไว้ ไม่ได้คิดไว้ ไม่ได้เผื่อไว้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วในระบบการคลังบ้านเรามันจะมีก๊อก อยู่ ๓ ก๊อกให้เราใช้เวลาที่มีเหตุฉุกเฉิน นอกเหนือจากงบฉุกเฉินอันเนื่องมาจากภัยพิบัติแล้ว ก็ยังมีงบรายจ่ายกรณีฉุกเฉินซึ่งอยู่ในแถวแรกในตารางนี้นะครับ ในงบกลางจะมีรายการ เหล่านี้ตั้งเอาไว้เป็นจำนวนเงิน อย่างเช่น ปี ๒๕๖๕ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ให้รัฐบาลท่านได้ใช้ เวลาเกิดอะไรขึ้นมา อย่างเช่น มีปัญหาเรื่องของงบอื่น ๆ ที่เราตั้งไว้และไม่เพียงพอ อันนี้ ก็เป็นตัวอย่าง ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าแต่ละปีเราจะตั้งไว้เป็นจำนวนเงินอย่างบางปีก็ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่างปี ๒๕๖๐ ก็ ๑๑๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็นต้น อันนี้คือก๊อกที่ ๑ ให้รัฐบาลได้ใช้เพื่อความคล่องตัวนะครับ
ในกรณีที่ ๒ มันก็มี พ.ร.บ. เงินคงคลัง ที่เปิดช่องให้มีการขอใช้งบคงคลัง ถ้าหากมีการใช้จ่ายที่เรามีข้อผูกพันตามกฎหมาย แต่งบประมาณอาจจะไม่ได้ตั้งไว้ หรือตั้งไว้ ไม่เพียงพอ ซึ่งในแต่ละปีท่านจะเห็นได้ว่าในแถวที่ ๒ ก็จะมีการใช้เงินคงคลังเพื่อการนั้น เช่น เรื่องของการชำระหนี้ เรื่องของการจ่ายข้อผูกพันกับต่างประเทศเป็นต้น แน่นอนบางปี ก็อาจจะไม่มี เช่นในปี ๒๕๖๒ ก็อาจจะไม่มี ก็ไม่ได้มีการตั้ง
แล้วก็มีก๊อกที่ ๓ ครับ ก็คืองบที่เรียกว่า เงินทุนสำรองจ่าย ซึ่งอดีตปี ๒๕๐๒ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับเก่า ตั้งไว้เพียง ๑๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ซึ่งก็เป็นเวลากว่า ๖๐ ปีแล้วนะครับ งบนี้ที่ผ่านมาก็อาจจะไม่ค่อยได้ใช้ เพราะว่าจำนวนเงินมันเล็กน้อยเกินไป ซึ่งในการตรา พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ก็ได้ขยายจำนวนนี้ส่วนนี้จาก ๑๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจริง ๆ รัฐบาลท่านก็ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร คือจริง ๆ ไม่ได้ใช้เลย จวบจนกระทั่งถึงปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมาก็ได้มีการใช้ไป ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท จึงได้มีการมาตั้งงบ ชดใช้เงินทุนสำรองจ่ายในปี ๒๕๖๕ จากวงเงินที่กฎหมายอนุญาตให้ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็ใช้ไปเพียง ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในส่วนของกระผม ผมก็มองว่าก๊อกที่ ๓ ที่มีไว้เพื่อความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน มิเช่นนั้นแล้วรัฐบาลก็ต้องมีการออก พระราชกำหนด หรือออก พ.ร.บ. งบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งบางปีก็อาจจะต้องมีการทำ เพื่อดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วกระผมจึงขออนุญาตเรียนท่านประธานว่า ในความเห็นของกระผม ก็คิดว่างบเงินทุนสำรองจ่ายที่มีไว้ในมาตรา ๔๕ น่าจะคงไว้เพื่อให้ เกิดความคล่องตัว ประเด็นกฎหมายที่ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่มีมาตรา ๑๔๑ ที่บอกว่างบประมาณจะต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ จริง ๆ แล้วมันก็อยู่ในนี้ครับ มันอยู่ใน มาตรา ๔๕ ที่บอกให้ทำอย่างไร แล้วก็มีการตราอยู่ในพระราชบัญญัติของงบประมาณ ประจำปีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในประเด็นกฎหมายก็ไม่ได้มีข้อปัญหาแต่ประการใด แต่อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็ยังมองว่าจริง ๆ แล้วการปรับปรุงงบกลางน่าจะมีเกิดขึ้น อย่างที่กระผมเคยเรียนนะครับว่างบกลางที่เราตั้งไว้แต่ละปีเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินก้อนโตในงบประมาณประจำปี แล้วก็เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นงบเกี่ยวกับบุคลากรของรัฐบาล เช่น งบรักษาพยาบาล งบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง งบบำเหน็จบำนาญ เป็นต้น ซึ่งเป็นเงินที่บริหารโดยกรมบัญชีกลาง แล้วบางปีอาจจะมีไม่เพียงพอ ก็ไปใช้เงินคงคลัง เป็นต้น เพราะฉะนั้นจริง ๆ งบส่วนนี้กระผม อยากจะเสนอว่าน่าจะมีการแยกออกมาจากงบกลาง งบกลางจะมีงบฉุกเฉิน งบจำเป็น งบที่เกี่ยวข้องกับอื่น ๆ ที่รัฐอาจจะต้องมีไว้ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลากรควรจะแยกมา แล้วก็ รวมกับงบบุคลากรปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันก็มีตั้งไว้ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะทำให้เรา มีความชัดเจนมากขึ้นครับว่าการใช้จ่ายด้านบุคลากรของรัฐบาลมีเท่าไร ขณะนี้ที่ผมดูคร่าว ๆ ก็มีเกินกว่า ๑ ล้านล้านบาท ซึ่งระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่ดีควรจะดูแลงบบุคลากร ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมครับ ขอบพระคุณมากครับ