ชวลิต เสนอร่างแก้ พรบ.งบประมาณ ยกเลิกมาตรา 45 หวังเพิ่มบทบาทสภา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔

ชวลิต วิชยสุทธิ์ เสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ โดยขอให้ยกเลิกมาตรา 45 ที่เกี่ยวข้องกับการเบิกจ่ายเงินทุนสำรอง 50,000 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 141 ที่กำหนดให้การใช้จ่ายงบประมาณต้องได้รับการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ขาดแผนงานชัดเจน และความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่สูงถึงร้อยละ 58.15 ของจีดีพี จึงเรียกร้องให้สภาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอย่างโปร่งใสและรอบคอบ ก่อนให้ความเห็นชอบ เพื่อย้ำบทบาทของสภาในการควบคุมการใช้งบประมาณตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและประโยชน์ของประชาชน

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมและเพื่อนสมาชิกรวมจำนวน ๒๐ คน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้

หลักการ ยกเลิกมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑

เหตุผล โดยที่พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๔๕ บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีอำนาจจ่ายเงินทุนสำรองจ่ายจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จากคลัง เพื่อนำไปใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นและเร่งด่วน ซึ่งกระผมเห็นว่าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ และข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ท่านประธานที่เคารพ กระผม มีเหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเพื่อประกอบการตัดสินใจ ของเพื่อนสมาชิกอยู่ ๒ ประการใหญ่ ๆ ดังนี้ครับท่านประธาน ประการแรก เหตุผลใน ข้อกฎหมาย และประการที่สอง เหตุผลในข้อเท็จจริง

ในประการแรก เหตุผลในข้อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๔๑ บัญญัติว่างบประมาณรายจ่ายแผ่นดินให้ทำเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ ต้องเสนอสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญไม่ได้อนุญาตให้ฝ่าย บริหารนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ โดยไม่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธาน ที่เคารพ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณเป็นพระราชบัญญัติ หรือเป็นกฎหมายที่ไม่อาจไปลบล้าง บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดได้ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็คงจะ ทราบดีว่ากฎหมายใดมีสาระที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่อาจใช้บังคับได้ ส่วนกรณี ที่อ้างว่า พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณปี ๒๕๖๑ แก้ไขมาตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งบัญญัติให้มีเงินทุนสำรองจ่าย จำนวน ๑๐๐ ล้านบาทไว้แล้ว เพียงแต่เพิ่มวงเงิน จาก ๑๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะค่าของเงินเปลี่ยนไป ซึ่งกระผมเห็นว่า เป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ของบ้านเมือง และสถานการณ์ทางการเงิน การคลัง ตลอดจนข้อกฎหมายในปัจจุบันที่พัฒนาไปดังกล่าว กล่าวคือในปัจจุบันมีงบกลาง ที่ฝ่ายบริหารสามารถใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นปีละนับแสนล้านบาท และเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ ซึ่งกระผมจะได้กล่าวต่อไปในเหตุผลในประเด็นที่ ๒ ในข้อเท็จจริง กล่าวโดยสรุปในข้อกฎหมาย กระผมก็ยังเห็นว่าการจะนำเม็ดเงินงบประมาณไปใช้จำเป็นจะต้องเสนอเป็นพระราชบัญญัติ มีแผนงานโครงการให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ บัญญัติไว้ ไม่อาจใช้ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณบัญญัติไว้มาเหนือกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญได้

ท่านประธานที่เคารพ ในประการที่ ๒ เหตุผลในข้อเท็จจริง รัฐบาลหรือ ฝ่ายบริหารมีงบกลางให้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปีละหลายแสนล้านบาท ยกตัวอย่าง งบกลางปี ๒๕๖๕ ตั้งไว้จำนวน ๕๗๑,๐๔๗ ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณี ฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินถึง ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผ่านมา ๘ ปี สมาชิกก็แคลงใจกัน พอสมควรกับการใช้เงินงบกลางที่ตรวจสอบการใช้จ่ายยากอย่างยิ่ง เพราะไม่มีแผนงาน โครงการให้ตรวจสอบความเหมาะสม ความคุ้มค่าของโครงการว่าเหมาะสมกับเม็ดเงิน งบประมาณที่จะจ่ายไปหรือไม่ หากตั้งเงินทุนสำรองจ่ายอีกจำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็น ยอดเงินมหาศาล ไม่ใช่น้อย ๆ ก็จะเสมือนตีเช็คเปล่า เอางบประมาณแผ่นดินไปใช้ง่าย ๆ โดยไม่มีแผนงานโครงการใดให้ตรวจสอบ คงจะเป็นการไม่รอบคอบในการใช้งบประมาณ แผ่นดินซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน สมควรที่จะให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้แทน ประชาชนได้ตรวจสอบ และให้ความเห็นชอบในการในการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ มิเช่นนั้นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ จะบัญญัติไว้ทำไมว่า งบประมาณแผ่นดินให้จัดทำเป็น พระราชบัญญัติ

ท่านประธานที่เคารพ เหตุผลประการต่อมาเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ในการใช้ งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีประสิทธิผล ๘ ปีที่ผ่านมารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ใช้งบประมาณแผ่นดินมหาศาลถึง ๒๐ ล้านล้านบาท โดยเก็บภาษีไม่เข้าเป้า ต้องไปกู้มาใช้ถึง ๘.๔๗ ล้านล้านบาท จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นรัฐบาลที่สร้างหนี้ให้ประเทศมหาศาล ใครมารับ ช่วงต่อต้องใช้หนี้กันไม่หวาดไม่ไหว ไม่ทราบว่าจะใช้หนี้หมดกันในยุคไหน สมัยไหน ถ้าบ้านเมืองยังไม่ได้รับความเชื่อมั่นทางด้านการเมืองการปกครองที่มีกติกาสืบทอดอำนาจ กันอย่างนี้ ก็จะทำให้หารายได้ไม่ได้ตามเป้า มีแต่รายจ่าย และรายรับที่ได้จากการกู้เป็นหลัก ท่านประธานที่เคารพ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา โดยกระทรวงการคลังประกาศว่า ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะกว่า ๙.๓ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ๕๘.๑๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) นั่นเป็นหนี้ของประเทศมหาศาล แล้วหนี้ของ ประชาชนล่ะ หนี้ครัวเรือน หนี้นอกระบบที่ประชาชนประสบอยู่ ทุกคนรู้ดีว่าขณะนี้กระเป๋า ตัวเองแฟบลง แฟบลง เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์จะให้ใช้เงินงบประมาณกันง่าย ๆ จำนวน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่ผ่านการพิจารณาแผนงานโครงการให้สภาผู้แทนราษฎร ได้ตรวจสอบและพิจารณาให้ความเห็นชอบ กระผมจึงไม่เห็นด้วยจึงจำเป็นจะต้องเสนอ กฎหมายให้สภาพิจารณา และจำเป็นจะต้องรายงานประชาชน ซึ่งเป็นผู้เสียภาษีให้รัฐบาล นำไปใช้จ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

ท่านประธานที่เคารพ กล่าวโดยสรุป การที่กระผมเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ เป็นการให้เกียรติสภา ให้เกียรติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับเลือกจากพี่น้องประชาชน เพื่อร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการควบคุมตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่างบประมาณแผ่นดินให้จัดทำเป็นพระราชบัญญัติ จึงหวังที่จะเห็นเพื่อน สมาชิกได้ร่วมกันรักษาเกียรติของตนเอง รักษาเกียรติของสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง กฎหมายฉบับนี้ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนด้วยการรับหลักการร่าง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กระผมและคณะได้เสนอในวันนี้ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธาน