จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการรับใช้กฤษฎีกาให้มีความชัดเจน เพื่อให้สมาชิกสภาไม่ต้องทำงานลำบาก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับสถาปนิกต่างชาติและเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ครับ ต่อร่าง พระราชบัญญัติสถาปนิก (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่ง ครม. ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมมี ประเด็นอยู่หลายประเด็นพอสมควร จะใช้เวลาอย่างจำกัดนะครับ
เรื่องแรกเลยเป็นกระบวนการร่างกฎหมาย อันนี้เป็นอีกหนึ่งร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งส่งเข้าสู่สภาแล้ว ผมได้สอบถามเมื่อท่านได้ไปชี้แจงที่วิป (Whip) ฝ่ายค้าน คำตอบที่ได้ ค่อนข้างผิดหวัง เพราะว่าท่านผ่านกระบวนการกับกฤษฎีกาแล้ว ปรากฏว่ากฤษฎีกาส่ง กฎหมายเข้ามาฉบับนี้ ท่านไปดูหลักการและเหตุผล ไปดูหลักการลงรายละเอียดจนกระทั่ง ชั้นกรรมาธิการแทบไม่ต้องทำงานแล้วครับเพราะปรับแก้ลำบาก ไม่ว่าเราจะพิจารณาไปดู รายละเอียดอย่างไรแล้วถึงแม้จะมีข้อบกพร่อง ข้อผิดพลาด หรือสิ่งที่ควรแก้ไขแต่การแก้มัน ยากครับ เพราะว่าไปเขียนอยู่ในหลักการในรายละเอียดซึ่งมีการแก้ไขเกือบทั้งหมด อันนี้เป็น ปัญหาของกระบวนการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกฤษฎีกาทำงานร่วมกับพวกเรามา โดยตลอดในด้านนิติบัญญัติควรจะรู้ดีกว่านี้ไม่ควรจะส่งกฎหมายซึ่งมีลักษณะนี้เข้ามาอีก อันนี้ เป็นข้อติงข้อแรก
ในส่วนของตัว พ.ร.บ. เองต้องเรียนอย่างนี้ครับ เนื้อหาจริง ๆ แล้วมันก็เป็น เรื่องซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ (Trend) ของโลก ก็เป็นเรื่องของพวกโกลบัลไลเซชัน (Globalization) ก็คือคนสามารถทำงานข้ามแดนได้ ในอดีตเรามีมุมมองนี้ถูกต้องครับ อย่างหนึ่งก็คือเมื่อเขาเข้ามาทำงานแล้วเงินทอง ภาษีเขาก็ต้องเสีย กินข้าวก็ต้องกินกับเรา ใช้จ่ายก็ใช้จ่ายกับเรามันเป็นประโยชน์ แต่เดี๋ยวนี้โดยเฉพาะงานลักษณะของสถาปนิก โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ บุคลากรไม่จำเป็นต้องมีฟิสิคัล (Physical) ก็คือตัวไม่ต้องอยู่ที่บ้านเรา ก็ได้ แต่เขาก็สามารถมาทำงานแล้วก็บริหารจัดการงานรับผิดชอบได้สมบูรณ์ มันไม่มีความ จำเป็น เพราะฉะนั้นนอกจากตัวเงินในเรื่องของรายได้ส่วนบุคคลเราแทบจะมองไม่เห็นว่า มันจะมีประโยชน์อะไรมากขึ้นมากน้อยเพียงไร และที่สำคัญตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มันเป็นมิติเดียว มิติเดียวที่ผมหมายถึงก็คือ มันเป็นเรื่องของการที่เราจะนำเข้าสถาปนิก ต่างชาติเข้ามา แล้วก็มาอยู่ในสภาสถาปนิกของเรา ให้เขาสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย วันนี้เขาทำได้แต่ว่าเป็นลักษณะของที่ปรึกษา เรากำลังจะเอาเขาเข้ามา ให้ถูกต้อง สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือมันเป็นมิติเดียวเราไม่มีการพูดถึงกระบวนการที่เราจะนำ สถาปนิกของเราไปทำงานยังต่างประเทศบ้าง ท่านให้ข้ออ้างว่ามันเป็นสิ่งซึ่งต่างประเทศ ก็กำลังจะเปิดรับ แต่สิ่งที่ท่านต้องตอบต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ก็คือ แล้วไหนล่ะครับ ประเทศไหนที่เขากำลังจะเปิดรับ หรือเขาเปิดรับแล้วแล้วเรากำลังจะเป็นประเทศที่ ๒ ประเทศที่ ๓ หรือเรากำลังจะเปิดให้เขาเข้ามาโดยที่เรายังไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าสุดท้ายแล้ว ต่างประเทศเขาจะทำกระบวนการเช่นเดียวกับเราแล้วมันจะเกิดความเป็นธรรมขึ้น เพราะสถาปนิกก็เป็นหนึ่งในอาชีพซึ่งควรจะต้องสงวนให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย เรากำลังจะปล่อยให้มันมีการแข่งขันซึ่งอาจจะไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น และถ้าจะให้ผมพูดหนักไป กว่านั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นอีก ๑ กฎหมายที่มาจากรัฐบาลซึ่งเอื้อต่อทุนใหญ่ ทำไมผมถึงใช้คำนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตัว พ.ร.บ. ฉบับนี้ผมเป็นสถาปนิกตัวเล็ก ตัวน้อยผมมองไม่ออกเลยว่าผมได้อะไรมากขึ้นจากกระบวนการแก้กฎหมายซึ่งกำลังเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎร ถ้าเป็นบริษัทใหญ่อันนี้ผมมองเห็นครับช่องทางทำมาหากินผม ในอนาคต ถ้ามันเปิด ๒ ทางคือ มาเมืองไทยก็ได้ ไทยก็ไปต่างประเทศได้ ผมมองเห็นช่องทางทำมาหากิน ของผมครับ ผมเป็นบริษัทใหญ่ผมมีสิทธิ ผมมีกำลัง ผมมีบุคลากร มีเครือข่ายพอที่จะก้าว ข้ามพรมแดนของประเทศไปยังต่างประเทศได้ แต่เป็นสถาปนิกตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งมอง ช่องทางไม่ออก นอกจากจะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือวันหนึ่งข้างหน้าต่างประเทศสามารถ ข้ามเข้ามาสู่ประเทศไทยมาแย่งงานสถาปนิกไทยได้ และกฎหมายฉบับนี้ไม่มีรายละเอียด ซึ่งเป็นกระบวนการในการป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ช่วยชี้แจง ทำความเข้าใจ ถ้ามันยังขาดตกบกพร่องในเรื่องการปกป้องอาชีพของคนไทยชั้นกรรมาธิการ แก้ไขเพิ่มเติมมาด้วยนะครับ เพราะว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการแก้ไขกฎหมาย นั่นคือยึดประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย คนไทยที่มีอาชีพสถาปนิกในประเทศไทย เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นในส่วนผมเองผมต้องเรียนว่ารับหลักการนะครับ แต่ก็ยังมีจุดบกพร่อง ที่ต้องแก้ไขอยู่พอสมควร ก็ขอฝากผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกที่จะเป็นกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ