ปดิพัทธ์ ตั้งคำถามบทบาทสภาสถาปนิก-อัตราค่าธรรมเนียม-ทิศทางวิชาชีพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔

ปดิพัทธ์ สันติภาดา ตั้งข้อสังเกตและสอบถามถึงความชัดเจนของบทบาทสภาสถาปนิก เปรียบเทียบกับสภาวิชาชีพอื่น รวมถึงการใช้ศัพท์ในกฎหมายที่อาจก่อให้เกิดความสับสน พร้อมตั้งคำถามถึงการปรับค่าธรรมเนียมต่ออายุใบอนุญาตที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และความขัดแย้งในการขอรับเงินอุดหนุนจากกระทรวงมหาดไทย เสนอให้พิจารณาทิศทางวงการสถาปนิกไทยในภาพรวม เปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่เน้นการออกแบบเพื่อพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิต พร้อมเรียกร้องให้คำนึงถึงการอนุรักษ์คุณค่าทางสถาปัตยกรรม การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การออกแบบที่เข้าถึงได้สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ รวมถึงความกังวลต่อการพัฒนาที่อาจนำไปสู่ปัญหาสลัมใหม่ โดยเสนอให้สภาสถาปนิกมีบทบาทกำหนดทิศทางการพัฒนาอย่างรอบด้านและเป็นธรรมต่อสังคม

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกลนะครับ ในส่วนของหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ผมคิดว่าหลักใหญ่ใจความเพื่อนสมาชิกก็ได้อภิปราย ไปแล้ว ผมจะขอถามเพื่อความชัดเจนในหลายประเด็นเพื่อการพิจารณา แล้วก็เป็นประเด็น ในวาระที่ ๒ ต่อไปด้วยนะครับ

ประเด็นแรกที่ผมอยากสอบถามก็คือ บทบาทของสภาสถาปนิก ในเมื่อมีการ ออกใบอนุญาต มีการควบคุมด้านจริยธรรมจรรยาบรรณใช่ไหมครับ แล้วก็มีการเพิกถอนได้ มันแตกต่างกับสภาวิชาชีพอื่น ๆ อย่างไร ที่เป็นอาชีพควบคุมนะครับ และถ้ามันเหมือนกัน ทำไมถึงไม่ได้ใช้คำว่าเป็นสภาวิชาชีพ เพราะว่าเราเพิ่งผ่าน พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวบาลไป ซึ่งหลักใหญ่ก็จะคล้าย ๆ กัน เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทยต่ออุตสาหกรรมใหม่ ในอนาคต แล้วก็ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ รวมถึงยกระดับมาตรฐานของบุคลากร ในประเทศไทย แต่ว่าคำศัพท์ที่ใช้ต่างกันอาจจะทำให้ผู้บังคับใช้หรือว่าพี่น้องประชาชนที่ ได้รับผลกระทบเกิดความสับสนได้นะครับ

ประการที่ ๒ มันจะมีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมในหลายหมวดด้วยกันนะครับ หมวดแรกที่เป็นใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพคงไว้ตามเดิมนะครับ แต่ค่าต่ออายุใบอนุญาต มีการเพิ่ม ๒ เท่าโดยประมาณนะครับ อย่างเช่น วุฒิสถาปนิกเพิ่มเป็น ๖,๐๐๐ บาท จาก ๓,๐๐๐ บาท ระดับสามัญเพิ่ม ๔,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐ บาท แล้วพอไปดู ในเรื่องของค่าต่อใบอนุญาตนิติบุคคลก็ปรับเพิ่มเล็กน้อยนะครับ แต่ทีนี้การปรับเพิ่มพวกนี้ ผมอยากถามว่าหลักการในการคิดอยู่ที่ไหน เพราะว่าถ้าเราไปดูในชั้นของกรรมาธิการ งบประมาณก็จะเห็นว่าสภาสถาปนิกได้ขอเงินอุดหนุนจากกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเติม ซึ่งมี การอนุมัติจากสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยเพิ่มเติมปลายปี ๒๕๖๕ ๓ ล้านบาท ทีนี้ใน เมื่อต้องขอเงินอุดหนุนเพิ่มเติม แต่ว่าค่าธรรมเนียมกลับเพิ่มขึ้นไม่ได้สูงขึ้นนักนะครับ ในขณะเดียวกันค่าธรรมเนียมที่ปรับสูงขึ้น สถาปนิกรุ่นใหม่ ๆ เขาก็ถามว่าหลักการมันอยู่ ที่ไหน คือตอนนี้มันมีเสียงสะท้อนเข้ามาทั้ง ๒ ด้าน ฝั่งหนึ่งก็บอกว่าการปรับสูงขึ้นนั้น ดูเหมือนจะไม่มีหลักการและไม่มีความจำเป็น เพราะภารกิจแล้วก็กิจกรรมของสภาก็ไม่ได้ มีอะไรที่ต้องใช้งบประมาณมาก แต่ในชั้นของกรรมาธิการงบประมาณก็เกิดคำถามว่า แล้วภารกิจงบประมาณการบริหารจัดการนั้นเป็นอย่างไร จึงต้องมีการขอเงินสนับสนุนจาก กระทรวงมหาดไทยเพิ่มเติม อันนี้เป็นคำถามที่อยากฟังจากผู้มาเสนอร่างนะครับ

ประการต่อมานะครับ ก็คือตอนนี้แนวทางของการเกิดขึ้นของสภาสถาปนิก แล้วก็บทบาทที่จะเพิ่มขึ้นแล้วก็ตอบรับต่อสถาปนิกต่างชาติ ผมกลับมีข้อสังเกตและอยากจะ เสนอให้มีการพิจารณาในเรื่องของภารกิจ แล้วก็ยุทธศาสตร์ หรือทิศทางของวงการสถาปนิก ของประเทศไทย ตอนที่ผมอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์การออกแบบถือเป็นหัวใจหลักของการ พัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการอนุรักษ์ย่านเก่าที่มีสถาปนิก สถาปัตยกรรมอย่างเปอรานากัน (Peranakan) หรือว่าในสถานที่อย่างราฟเฟิลส์ (Raffles) หรือว่าอยู่ที่มารีน่าเบย์ (Marina Bay) เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็พัฒนาประเทศให้ก้าวล้ำไปข้างหน้าได้ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และเทคโนโลยีสีเขียว เพราะฉะนั้นผมจะบอกได้เลยว่าในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศ สิงคโปร์ลงทุนกับการออกแบบประเทศด้วยสถาปัตยกรรมสูงมาก และกลายเป็นมูลค่า ทางเศรษฐกิจ เป็นคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน แล้วก็เป็นความมั่นคงในการพัฒนา ประเทศ แต่พอเราย้อนดูในประเทศไทยตอนนี้เรามีเศษซากการออกแบบที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ มากมายเหลือเกิน ในขณะเดียวกันสถานีรถไฟอย่างหัวลำโพงก็กำลังถูกตั้งคำถามว่าจะต้อง ถูกกลายเป็นเครื่องมือของนายทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แล้วสถาปัตยกรรมที่จะมา ออกแบบก็เป็นการออกแบบเพื่อนายทุน แต่ไม่ได้เป็นการออกแบบเพื่อรักษาสิ่งที่มีคุณค่า ในประเทศไทยเอาไว้ แล้วก็เอื้อต่อคนตัวเล็กตัวน้อยหรือเปล่า เรื่องแบบนี้กฎหมายฉบับนี้ อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงนะครับ แต่ผมอยากสอบถามถึงภารกิจของวงการสถาปนิกของ ประเทศไทย แล้วก็บทบาทของกระทรวงมหาดไทยในฐานะที่ท่านเป็นผู้กำกับดูแลด้วย

อันต่อมาก็คือว่าตอนนี้ในประเทศไทยนั้นถูกตั้งคำถามมากในการออกแบบ ยุคใหม่ ที่เราจะต้องมีการออกแบบนำเอาอินคลูซีฟดีไซน์ (Inclusive design) มาใช้มากขึ้น เพื่อจะรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต แล้วก็โอบรับความหลากหลายของผู้พิการ ผู้ที่ไม่สามารถใช้ร่างกายได้อย่างเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่พอเราไปดูตอนนี้การออกแบบ ใหม่ ๆ ที่เราไปเปิดตามอาคารสถานที่ราชการ หรือแม้แต่สภาแห่งนี้ก็ยังไม่ได้มีอินคลูซีฟ ดีไซน์ (Inclusive design) ใด ๆ ที่จะทำให้ผู้พิการและผู้สูงอายุสามารถใช้งานสภาแห่งนี้ได้ อันต่อมาก็คืออย่างเช่นในจังหวัดพิษณุโลก เราเองก็มีปัญหาในเรื่องของการออกแบบ เหมือนกันนะครับ พอเราถูกประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์เมืองเก่า ตอนนี้เกิดคำถามว่า เมืองเก่ากับการพัฒนาเมืองจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ในเมื่อเมืองเก่าของพิษณุโลกนั้น ไม่เหมือนกับสุโขทัยที่มีวัดวาอารามให้เห็นเด่นชัด แต่พิษณุโลกมีกำแพงเมืองเก่าที่อยู่ใต้ดิน แต่พอประกาศเขตเมืองเก่าแล้วก็ไม่สามารถ เกิดคำถามว่าแล้วเราจะสามารถขึ้นตึกสูง ได้หรือเปล่า เราจะสามารถทาสีบ้านได้แตกต่างไปจากที่กรมศิลปากรกำหนดได้หรือเปล่า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้มันเป็นอุปสรรคในการวาง ทิศทางของเมือง มันเป็นอุปสรรคในการวางทิศทางงบประมาณ มันเป็นอุปสรรคในการที่ ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการออกแบบบ้านเมืองของเขาได้ ผมอาจจะพูดเกินในสิ่งที่อยู่กับ กฎหมายนี้ไปมากนะครับ คำถามหลักของผม อยู่ที่เรื่องของอัตราค่าธรรมเนียมแล้วก็เรื่อง ของการบริหารจัดการงบประมาณ แต่สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ให้กับสภาแห่งนี้แล้วก็ทาง ผู้เสนอร่างได้พิจารณา ก็คือเป็นความสำคัญของวงการนี้ที่จะทำให้ประเทศของเรานั้น พัฒนาขึ้นไปได้ แล้วก็เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ต่อยอดจากวัตถุดิบ จากทรัพยากร จากวัฒนธรรม แล้วก็ไม่ทำให้การก่อสร้างต่อไปนี้ในประเทศไทยเรากลายเป็น ก่อสร้างที่ล้มเหลวนะครับ สิ่งที่ผมห่วงมากอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของแฟลตริมทางรถไฟ หรือว่าบ้านเคหะ บ้านมั่นคงต่าง ๆ ที่จะสร้าง ตั้งแต่ภาคเหนือยาวไปถึงภาคใต้ด้วยกัน เรามี ตัวอย่างมากมายของการออกแบบที่ล้มเหลวแล้วนะครับ เพราะแทนที่เราจะพัฒนาชีวิตและ ความมั่นคงของพี่น้องประชาชนที่เป็นคนยากคนจน แต่เรากลับทำให้เกิดสลัมรูปแบบใหม่ ต่าง ๆ ทั่วประเทศตอนนี้ แล้วก็แลกมากับการพัฒนาประเทศและความมั่งคั่งของนายทุน เพราะฉะนั้นตรงนี้ละครับผมอยากเห็นเป็นภารกิจและเป็นหัวใจของสภาสถาปนิกที่จะทำให้ เกิดทิศทางในการพัฒนาประเทศ และคอนทริบิวต์ (Contribute) สิ่งที่ดีงามเหล่านี้ให้กับ ประเทศได้นะครับ ขอบคุณครับ