สมชาย ฝั่งชลจิตร หารือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกกฎหมาย โดยเน้นย้ำถึงสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมและการเดินขบวน และขอศึกษาเพื่อแก้ไขให้เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมี ส่วนร่วมของประชาชน ในคณะนี้ที่ได้ดำเนินการในการศึกษาเพื่อที่จะพิจารณากฎหมาย เพื่อที่จะให้ประโยชน์กับประชาชน แต่ก่อนอื่นผมก็ต้องตั้งคำถาม ในฐานะที่เป็นประชาชน คนหนึ่งว่า ประเทศนี้ยอมให้ประชาชนมีอำนาจเป็นใหญ่ไหม กระบวนการทางกฎหมาย ทั้งหลายที่ออกมา ในอดีตที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน จนกระทั่งว่าในช่วงระยะเวลาที่มี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ออกกฎหมายว่าด้วย การชุมนุม ทีนี้ผมก็จะขอพูดในส่วนของการมีส่วนร่วม วันนี้ในการศึกษาเรามีมาตรการ อย่างไร ที่จะให้หน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการอยู่ว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง อันนี้ก็เป็นปัญหาว่าในบางครั้งเราเห็นรายงานของสภา ผู้แทนราษฎร ในการรับฟังความเห็นในเรื่องของการร่างกฎหมาย บางฉบับผ่านกระบวนการ ออนไลน์ (Online) ก็มีแค่ ๒ ราย ที่แสดงความเห็นออกมา บางฉบับก็มีประมาณ ๕๐ หรือไม่เกิน ๕๐ เป็นจำนวนมากนั้น การรับฟังความคิดเห็นหรือการมีส่วนร่วมแบบนี้มันจึงมี ลักษณะว่าจะทำอย่างไรถึงจะเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ ในการที่จะ ดำเนินการเพื่อออกกฎหมายที่ไปกำกับและควบคุมวิถีชีวิตของประชาชน ประเด็นที่อยากจะพูด อีกประเด็นหนึ่งก็คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นว่าในลักษณะสำคัญที่สุดวันนี้ เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าที่อำเภอจะนะที่ผ่านมาการรับฟังความคิดเห็นแบบให้ประชาชน มีส่วนร่วมปรากฏว่า หน่วยงานของรัฐกีดกั้นคนที่มีความเห็นต่างในการรับฟังความคิดเห็น ที่จะทำดำเนินโครงการเมืองจะนะอุตสาหกรรมต้นแบบ หน่วยงานราชการใช้กำลังของ เจ้าหน้าที่ของรัฐไปกีดกั้นฝ่ายที่เห็นตรงกันข้ามแบบนี้เราจะมีมาตรการอย่างไร ว่าการรับฟัง ความคิดเห็นมันรับฟังไม่ได้ หรือมีมาตรการอย่างไรที่จะให้หน่วยงานของรัฐจะต้องปฏิบัติตาม แล้วก็มีมาตรการลงโทษอย่างไรได้บ้าง เพราะนี่คือการตีหัวชาวบ้าน ตัวอย่างอำเภอจะนะ ที่ผ่านมา และพี่น้องก็มาร้องเรียนอยู่วันนี้ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นการมีส่วนร่วม มันถูกปิดกั้น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้ดำเนินโครงการ
ส่วนที่ ๓ ที่อยากจะพูดว่าขอบคุณที่ได้ไปศึกษา พ.ร.บ. ว่าด้วยการชุมนุม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัจจุบัน หรือในอนาคต ถ้าเราอยากจะพาบ้านเมืองนี้ไม่ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสิทธิในการชุมนุม โดยสงบและเปิดเผยซึ่งรัฐธรรมนูญรองรับไว้ทุกฉบับ แต่เรามี พ.ร.บ. ว่าด้วยการชุมนุม มากำหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้ลดต ่าลง เราไม่ควรจะต้องขออนุญาตก่อนการชุมนุม ในพื้นที่ที่เป็นที่สาธารณะ บางประเทศถ้าท่านไปศึกษาดูว่าทั้งการชุมนุมและการเดินขบวน มันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ผมย ้าว่าการชุมนุมโดยสงบ และเปิดเผยหรือการเดินขบวนของประชาชนเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่ควรจะมีอำนาจทางกฎหมายมากดทับเอาไว้ บางประเทศเขาเพียงแต่ให้แจ้งว่าวันนี้ ผมจะเดินขบวนที่ถนนสายไหนเท่านั้น เพราะการเดินขบวนในนานาอารยประเทศเขาจะถือว่า เป็นการจราจรคือการใช้ถนน ใช้พื้นที่บนถนนในการเดินขบวน ก็ถือว่าเป็นการจราจร เพียงแต่แจ้งหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบการจัดจราจรทางบกในพื้นที่เหล่านั้นว่า วันนี้ ประชาชนจะเดินขบวนสายไหน เขาไม่เอาตู้คอนเทนเนอร์ (Container) มาขวางหรอกครับ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่เอาหน่วย คฝ. มาขัดขวางหรอกครับ เพราะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าหากว่าหยุดเดินขบวนประชาชนก็มีสิทธิที่จะเข้าไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งไม่กีดขวาง การจราจร ถ้าพื้นที่เหล่านั้นมันอาจจะมีมาตรการอะไรบางอย่างก็ต้องเพียงแต่แจ้งหน่วยงาน ของรัฐที่รับผิดชอบว่าวันนี้เราชุมนุมกันที่นี่ ไม่ใช่ว่าต้องขออนุญาตกันตลอดเวลาว่า ถ้าฉันจะ ชุมนุมแล้วต้องขออนุญาต ถ้าไม่อนุญาตแล้วผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก มีโทษคุมขังด้วย แบบนี้นี่คือบ้านเมืองที่มันยังไม่เป็นประชาธิปไตยนะครับ บ้านเมืองที่ไม่รองรับสิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของประชาชน คือบ้านเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการศึกษา ในเรื่องของการแก้กฎหมายฉบับนี้ท่านต้องย ้าแล้วก็ย้อนไปให้เห็นว่าถ้าจะพาประเทศนี้ไปสู่ สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน อันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยกฎหมายฉบับนี้ ควรจะแก้ไขอย่างไรบ้าง และที่ท่านเสนอมาในรายงานการศึกษาผมก็เห็นว่ามันน่าจะ มีประเด็นที่สมควรครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้ สวัสดีครับ