สาธิต แจงความคืบหน้าฉีดวัคซีนเข็มสาม-ย้ำแพทย์ตัดสินใจสุดท้าย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔

สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนเข็มสามและการใช้วัคซีนไขว้ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งและสองเพื่อลดความรุนแรงของโรค พร้อมยืนยันว่าการตัดสินใจทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการวิชาการตามสถานการณ์การระบาดที่เปลี่ยนแปลง และย้ำถึงแนวทางการจ่ายยาของกรมการแพทย์ที่มีกรอบกำกับ แต่ให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายตามดุลยพินิจในการรักษาผู้ป่วย

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตอบเพื่อนสมาชิก ท่านวิโรจน์นะครับว่าเราคิดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิด แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) เข็ม ๓ เราฉีดไปกว่า ๓ ล้านคนแล้ว สูตรไขว้ที่เราฉีดไป แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ไฟเซอร์ (Pfizer) เราก็ฉีดไปได้จำนวนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการให้ความสำคัญของการฉีดวัคซีนเข็ม ๓ นี้ท่านพูดถึงงานวิจัยลด ๖ เดือน มาเป็น ๓ เดือน ขณะนี้เราใช้ ๖ เดือนอยู่ เพราะเรามีการตรวจภูมิสำหรับคนที่ฉีด แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ๒ เข็มว่าภูมิจะยังคงอยู่กับในร่างกาย ๖ เดือน แน่นอน ที่สุดครับ แต่ละประเทศมีความคิดที่ต่างกัน ซึ่งกระทรวงเราก็ใช้คณะกรรมการ วิชาการตัดสินใจในเรื่องเหล่านี้ว่า การจัดสรรวัคซีนในแต่ละส่วนไม่ว่าจะเป็นสูตรไขว้ก็ดี นอกจากเรารับข้อมูลจากต่างประเทศแล้ว คณะกรรมการวิชาการในประเทศเราก็ต้อง มาร่วมกันเอาข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในโลกนี้มาพิจารณาและตัดสินใจ ประกอบกันกับ การจัดซื้อวัคซีนที่เรามีอยู่ ซึ่งขณะนี้วัคซีนหลักที่เรามีอยู่ก็คือเรามีไฟเซอร์ (Pfizer) อยู่ ๓๐ ล้าน แล้วก็ทยอยส่ง โดยที่ไม่มีปัญหาอะไร เรามีแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) สำหรับปีนี้แล้วก็ในปีหน้านะครับ เรามีโมเดอร์นา (Moderna) ที่รับบริจาค เพราะฉะนั้นการจัดการการฉีดวัคซีนเรามั่นใจว่า เราดำเนินการมาตามความถูกต้องของข้อมูลที่คณะกรรมการวิชาการได้ตัดสินใจ การลดระยะเวลาจากเข็ม ๓ ที่ท่านเป็นห่วง ส่วนตัวผม ผมคิดว่าอันนั้นเป็นการจัดการ ในสถานการณ์ที่เขาพบ คืออังกฤษมันต่างกันนะครับ อังกฤษสถานการณ์คือว่า เขาฉีดวัคซีน ไปได้มากนะครับ และเขาก็ผ่อนคลายโดยการที่ไม่ใส่หน้ากาก คุณวิโรจน์เชียร์ทีมฟุตบอล อะไรไม่ทราบ แต่ผมเชียร์อาร์เซนอล ผมดูฟุตบอลผมอิจฉาคนอังกฤษ คุณวิโรจน์จะเห็น ได้ชัดว่าอังกฤษก่อนหน้านี้เดือนหนึ่งไม่ใส่หน้ากากเลย มันก็เลยเกิดปัญหาว่าคนในประเทศ อังกฤษมีอัตราการติดเชื้อสูงขึ้นนะครับ เขาก็ไปค้นหาปรากฏว่าปัจจัยหนึ่งก็คือว่า เขาฉีด ๒ เข็ม แต่ว่าเขายังไม่ได้ฉีดเข็ม ๓ พอผ่อนคลายตัวเลขผู้ติดเชื้อมันเลยมากขึ้น เพราะฉะนั้นการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาของการแพร่ระบาดในแต่ละประเทศ มีความแตกต่างกัน รวมทั้งปัจจัยวัคซีนที่เขามีด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่า ส่วนตัวผม ผมเห็นว่าถ้าสมมุติสถานการณ์โอไมครอน (Omicron) มันมีการแพร่ระบาด เข้ามาและมีสถานการณ์รุนแรงและอาจจะมีศักยภาพในการแพร่ระบาดรวดเร็ว เข็ม ๓ ที่ต้องลดจาก ๖ เดือนให้เร็วขึ้น ก็มีความจำเป็นนะครับ แต่แน่นอนที่สุดสิ่งที่เราต้องทำ ร่วมกันในขณะนี้คือ เข็ม ๑ ที่ว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์มันมีแก็ป (Gap) อยู่นะครับ เข็ม ๒ ก็ยังมีแก็ป (Gap) อัตราการฉีดหรืออัตราการติดเชื้อในประเทศอื่นที่เป็นปัญหาทั้งอังกฤษ ทั้งอเมริกาก็คือว่ามันไปติดในกลุ่มที่ไม่ฉีดวัคซีน ซึ่งมันมีแอนตีแบ็ก (Anti-back) เราทราบดี นะครับ ส่วนตัวผมเห็นว่าภูมิคุ้มกันหมู่มันอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว มันจะต้องฉีดวัคซีนเข็ม ๑ เข็ม ๒ ให้มากที่สุด ๙๐ เปอร์เซ็นต์หรืออะไรก็ตามนะครับ เพื่อให้ป้องกันการเจ็บหนัก หรือตายให้ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรณรงค์ช่วยกันนะครับ ขณะนี้เราพยายามที่จะให้คนที่ ไม่อยากฉีดหรือคนที่มีความกังวลกับการฉีดวัคซีนว่าจะเป็นอันตรายเข้ามาฉีดให้มากที่สุด ถ้าเขาได้ฉีดวัคซีน ๒ เข็ม ครอบคลุม ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ผมว่าช่วยได้อย่างมากนะครับ และเราก็จะมาพิจารณาต่อไปว่า เข็ม ๓ ที่เราจะลดระยะเวลาหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งวัคซีน เข็มไขว้ที่เราฉีดไปแล้วก็อาจจะลดเวลาลงมาด้วยถ้าหากสถานการณ์มันรุนแรงนะครับ ทั้งหมดนี้ คณะกรรมการวิชาการและคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อแห่งชาติมอนิเตอร์ (Monitor) ตลอดเวลาเพื่อจะจัดการสถานการณ์ ซึ่งอาจจะเหมือนกันหรือต่างกัน แล้วแต่ประเทศที่จะตัดสินใจนะครับ ก็ขอเรียนเพื่อความสบายใจแล้วก็ขอแสดงความชื่นชม ท่านวิโรจน์ที่ได้ติดตามและมีข้อมูลที่ตรงกัน ทั้งในเรื่องของการกลายพันธุ์ของโอไมครอน (Omicron) ที่มันมีความละเอียดอ่อนในการที่จะ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ให้ความกังวลว่า มันอาจจะหลบภูมิได้ง่ายกว่าสายพันธุ์อื่นนะครับ

ย้อนไปเมื่อสักครู่นิดเดียวว่า มาตรการในการจ่ายยาที่ผมได้รับทราบมาตลอด ของกรมการแพทย์ มาตรการอันนี้เรามีไกด์ไลน์ (Guideline) ของกรมการแพทย์ ซึ่งจะประกาศให้ทุกโรงพยาบาลได้ใช้นะครับ การจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) หรือการจ่ายยาอะไรก็ตามเกณฑ์มีแต่ท้ายที่สุดแล้วอยู่ที่การตัดสินใจของคุณหมอครับ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเราต้องให้เกียรติ เพราะว่าดุลยพินิจในการจ่ายตรงนั้น เช่นตอนฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เราบอกว่า ถ้าเริ่มลงปอดก็เป็นเกณ ฑ์ แต่ว่าการตัดสินใจว่า ผู้ป่วยนั้นจะอายุเท่าไร มีเกณฑ์ความเสี่ยงอะไร อย่างไร หมอเขา จะเป็นคนตัดสินใจ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มีแน่นอนมีไกด์ไลน์ (Guideline) ของกรมการแพทย์ แต่การปฏิบัติการหรือการใช้ดุลยพินิจขั้นสุดท้ายในการจ่ายยาต้องให้คุณหมอ เป็นคนตัดสินใจครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ