วิโรจน์ ถาม สธ. เร่งรับมือโอมิครอน หลังพบทั่วโลก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน ทั้งในและต่างประเทศ เน้นย้ำความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือระลอกใหม่ โดยเฉพาะการจัดหายาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขตัดสินใจเองโดยไม่ขึ้นกับบุคคลที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ คำถามที่ผมจะกรุณาถามทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการในวันนี้เป็นคำถาม ในอีกมิติหนึ่งที่ไม่ซ้ำกับทางท่านสุรวิทย์ ผมขออนุญาตเกริ่นสักครู่นะครับว่า หลังจากที่ องค์การอนามัยโลก หรือดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ประกาศให้ไวรัสโควิด (COVID) สายพันธุ์ โอไมครอน (Omicron) เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล หรือว่า แวเรียนต์ ออฟ คอนเซิร์น (Variant of concern) เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายนที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศในแถบทวีปแอฟริกา ที่มีการระบาดของเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) จะไม่ได้อยู่ในกลุ่ม ๖๓ ประเทศ ที่เข้าประเทศโดยที่ไม่ต้องกักตัว แต่ต้องไม่ลืมครับว่าภูเก็ตนั้นเราเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แล้วเราก็ยังมีความกังวลในกลุ่มผู้โดยสารทรานซิต (Transit) ทรานเฟอร์ (Transfer) ที่มีการต่อเครื่อง แล้วก็เปลี่ยนเครื่อง รวมทั้งกลุ่มผู้โดยสารที่อาจจะมีประวัติเดินทาง ไปยังประเทศที่มีการระบาดของเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ก่อนหน้าที่ จะเดินทางเข้าประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามครับ ผมต้องยอมรับและชื่นชมครับว่ารัฐบาล ตัดสินใจได้ค่อนข้างเร็วต่อกรณีนี้ เพราะได้ประกาศระงับการอนุญาตผู้โดยสารจาก ๘-๙ ประเทศในแถบแอฟริกาตามที่ท่านรัฐมนตรีช่วยได้นำเรียนไว้แล้ว ตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน สำหรับคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าประกาศก่อนนี้ก็มีมาตรการพอสมควร เช่น การกักตัว ๑๔ วัน และปัจจุบันก็มีการเร่งติดตามนักท่องเที่ยวจากแถบทวีปแอฟริกาเข้ามา ตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ซ้ำ แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือแต่เดิมที่ ครม. มีมติให้ใช้เอทีเค (ATK) ตรวจแทนอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ก็กลับตัวเร็วครับ ก็มีมติให้ใช้อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) เหมือนเดิมไปก่อน ซึ่งต้องยอมรับครับว่าในครั้งนี้การตัดสินใจต่อสถานการณ์ รัฐบาลทำได้รวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตามครับเมื่อติดตามจากฐานข้อมูลโควิด (COVID) ของโลก ที่ชื่อว่า กีเสด (GISAID) จะพบครับว่าสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ตอนนี้แพร่ระบาดไป ในหลายประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเบลเยียม ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เยอรมนี อิตาลี แคนาดา ญี่ปุ่น สวีเดน ล่าสุดก็พบแล้วที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ประเทศทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในกลุ่ม ๖๓ ประเทศ ที่ได้รับการอนุญาตให้เข้า ประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัวทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันกับท่านรัฐมนตรีอย่างนี้ว่า ต่อให้สกัดกั้นอย่างไร การระบาดระลอกที่ ๕ ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีการประเมินกันว่าการระบาดมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่จะถึงนี้ การสกัดกั้นการระบาดอาจจะช่วยประวิงเวลาในการระบาดระลอกใหม่ออกไปสักระยะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมการรับมือของรัฐบาล แต่ผมยืนยันครับว่ารัฐบาลจะเล่นเกม อุดแบบนี้อย่างเดียวไม่ได้ การระบาดระลอกถัด ๆ ไปที่จะเกิดขึ้นนั้นผมยืนยันครับเราไม่โทษกัน เพราะมันเป็นธรรมชาติของโรคระบาดที่ย่อมต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ การป้องกันหรือสกัด แต่เป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือเมื่อการระบาดระลอกใหม่ เกิดขึ้นและยาจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการควบคุมการระบาดให้ยุติลงได้ในระยะเวลา อันสั้นและจำกัดการเสียชีวิตของประชาชนให้อยู่ในอัตราที่น้อยที่สุด แต่ท่านประธานครับ ผมตกใจครับ อยู่ดี ๆ ผมได้อ่านข่าวครับ ข่าวระบุว่าหากพบโอไมครอน (Omicron) ให้รายงานให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งไม่มีความรู้เป็นผู้ตัดสินใจ ท่านประธาน คน ๆ นี้เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าอะไรครับ ผมย้อนอีกทีหนึ่ง ว่าจะให้ประชาชนตรวจด้วยเอทีเค (ATK) ถ้าพบว่าติดเชื้อให้ไปอยู่บ้าน ๗ วัน แล้วมาตรวจ เอทีเค (ATK) ซ้ำ ถ้าเจอ ๒ ครั้งให้ไปสวอป (Swop) หรือตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ถึงจะยอมให้เข้าสู่การรักษา แล้วท่านยังให้สัมภาษณ์อีกครับ บอกว่าถ้าตรวจครั้งเดียวแล้วป่วยเลยยอดมันก็จะมากันใหญ่ ท่านประธานครับ ซึ่งแนวคิดของนายกรัฐมนตรีขัดกับแนวเวชปฏิบัติของกรมการแพทย์ อย่างสิ้นเชิงเลย ผมยืนยันครับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องตัดสินใจเอง อย่าให้ พลเอก ประยุทธ์ ตัดสินใจ ครั้นว่าจะโยนไปให้ พลเอก ประวิตร ก็คงจะตัดสินใจว่า ไม่รู้ ๆ ท่าเดียว ครั้นจะโยนให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ คน ๆ นี้ก็พร้อมจะยกเว้น ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขต้องตัดสินใจเอง คำถามที่ ๑ ผมถาม อย่างนี้ว่า รัฐบาลได้เตรียมจัดซื้อยาต่าง ๆ ที่จำเป็นเอาไว้แล้วหรือยัง ปัจจุบันมีตัวยาใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงออกมาอยู่เป็นระยะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) แพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) ของไฟเซอร์ (Pfizer) ซึ่งคราวนี้รัฐบาลต้องไม่พลาด แทงม้าตัวเดียวไปที่ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เหมือนกับวัคซีนอีก นอกจากนี้ยังมียาที่ จำเป็นต่อการรักษาภาวะปอดอักเสบ ในกลุ่มผู้ป่วยอาการปานกลางหรือหนัก หรือสีเหลือง หรือสีแดง เช่น โทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) ยาบาริซิตินิบ (Baricitinib) โทฟาซิตินิบ (Tofacitinib) และซาริลูแมบ (Sarilumab) ยาเหล่านี้ราคาแพงเป็นหลักหมื่น แต่ยืนยันว่า ถูกกว่าค่าใช้จ่ายในการเข้าไอซียู (ICU) แน่ ๆ และยังมียาที่จำเป็นในการใช้งานวิสัญญีอีก เช่น เฟนทานิล (Fentanyl) มิดาโซแลม (Midazolam) โปรโพฟอล (Propofol) เป็นต้น และชีวิตของประชาชนไม่มีคำว่า แพง ครับท่านประธาน เข้าใจว่ารัฐบาลได้ซื้อโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ไว้แล้ว ๕๐,๐๐๐ คอร์ส และมีแผนที่จะซื้อยาแพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) อีก ๕๐,๐๐๐ คอร์ส แต่การสั่งซื้อถ้าไม่มีการขึ้นทะเบียนยาเหล่านี้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ไม่มีการกำหนดวิธีการเบิกจ่ายอย่างชัดเจนเอาไว้ในแนวเวชปฏิบัติของกรมการแพทย์ แพทย์ก็จะไม่สามารถจ่ายยาตามการวินิจฉัยได้ ประชาชนก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาได้อย่าง เสมอภาคกัน ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นโมโนโคลนอลแอนตีบอดี (Monoclonal Antibody) ที่ได้รับบริจาคจากประเทศเยอรมันนี้มาแล้ว ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ชุด พอไม่มีแนวเวชปฏิบัติ ประชาชนทั่วไปก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ อีกหลายระบบครับ คอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ๑๖๖๘ ๑๖๖๙ ๑๓๓๐ ท่านได้ปรับปรุงระบบหรือยัง การส่งต่อผู้ป่วย การหาเตียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลที่ต่างสังกัดกัน ที่มีอุปสรรคในการส่งต่อผู้ป่วยได้มีข้อตกลง อย่างเป็นระบบแล้วหรือยัง ระบบเอชไอ (HI) หรือการกักตัวรักษาตัวเองที่บ้าน ที่เป็นภาระ ของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ที่ผู้ป่วยต้องรอการลงทะเบียน ๒-๓ วันได้รับการปรับปรุง ให้รวดเร็วเทียบเท่ากับระบบโอพีดี (OPD) หรือระบบผู้ป่วยนอกแล้วหรือยัง โรงพยาบาลสนาม ศูนย์ซีไอ (CI) ศูนย์รักษาผู้ป่วยประจำชุมชน หรือที่เรียกว่า ซีไอ (CI) ที่ยุบไปแล้ว หากมีความจำเป็นที่ต้องจัดตั้งขึ้นมาใหม่ มีความพร้อมแค่ไหน ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ที่จะรีสตาร์ท (Restart) หรือจัดตั้งใหม่ขึ้นมาได้ เตียง อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น ในโรงพยาบาล ออกซิเจน ไฮ โฟลว์ (Oxygen High Flow) เครื่องฮีโมเปอร์ฟิวชัน (Hemoperfusion) ได้จัดซื้อและแจกจ่ายไปให้โรงพยาบาลต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ อย่าลืมนะครับว่าหากรัฐบาลไม่มีความพร้อม ผู้ที่เสียชีวิตไม่ใช่แค่ผู้ที่ติดเชื้อโควิด (COVID) แต่เป็นผู้ป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจที่ไม่ได้รับโอกาสในการรักษาอย่างทันท่วงทีก็จะเสียชีวิตไปด้วย อยากให้ ทางท่านรัฐมนตรีชี้แจงความพร้อมในเรื่องดังกล่าวนี้ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเตรียมการระบบ สาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ป่วย หากเกิดการระบาดเกิดขึ้นซึ่งเกิดขึ้นได้อยู่แล้วอย่างไร ท่านประธานครับ