สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงนโยบายเปิดประเทศภายใต้การควบคุมสถานการณ์โควิด-19 พร้อมย้ำความพร้อมของระบบสาธารณสุขและการปรับตัวรับมือสายพันธุ์โอไมครอนอย่างเป็นขั้นตอน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาตอบ กระทู้ถามสดเพื่อนสมาชิกท่านคุณหมอสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ที่ผมเคารพ ก่อนที่ผมจะตอบ คำถามเพื่อนสมาชิก ผมคิดว่าต้องทำความเข้าใจให้ชัด การเปิดประเทศไม่ใช่เป็นเรื่อง การลุกลี้ลุกลน เป็นเรื่องของการที่เราจะฟื้นเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์ที่เราสามารถ ที่จะคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อได้จำนวนต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บ้าง และยังอยู่ในเกณฑ์ที่เราประเมินแล้ว ศักยภาพของระบบของเรารับได้ พร้อมไปกับการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุม อัตราเข็ม ๑ เข็ม ๒ รวมกันเฉลี่ยประมาณเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขได้ประเมินความคุ้มค่า ของการที่จะเริ่มเปิดประเทศ และแน่นอนที่สุดนะครับ แผนการรองรับของรัฐบาล และในทุกหน่วยงานที่เตรียมการไว้มีการซักซ้อมแผนกันอย่างชัดเจน และเรามีความเข้าใจได้ว่า ในระบบทั้งเทสต์ แอนด์ โก (Test & Go) หรือในระบบแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ในระบบ ควอรันทีน (Quarantine) ก็ดี เรามีการแยกแยะ การจัดการ การคัดกรองอย่างเป็นระบบ ภายใต้การมีเป้าหมายที่ชัดเจนเหมือนที่ท่านต้องการ นั่นคือการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยจะต้องใช้ตัวเลขของการใช้เงินของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งเราก็ทำ ได้ประสบความสำเร็จ จนมีข่าวของการกลายพันธุ์ของโควิด (COVID) ที่เราเรียกว่า โอไมครอน (Omicron) โอมิครอน (Omicron) ที่ว่านี้ ซึ่งก่อนที่จะมีข่าวการกลายพันธุ์ของ โอไมครอน (Omicron) ก็ต้องยอมรับว่าสังคมส่วนใหญ่ได้ให้ความเห็นชอบ แล้วก็เดินตาม สิ่งที่รัฐบาลเปิดประเทศ และการคิดอย่างเป็นระบบของเรา เข้าใจว่าเราค่อย ๆ แยกระบบ ของทั้งเทสต์ แอนด์ โก (Test & Go) ทั้งแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) และเราเข้าใจได้ว่า มันขึ้นอยู่กับประเทศต้นทางเช่นกัน ในสถานการณ์โลกว่าจะเป็นอย่างไร เราประเมินว่า การจัดการในทุกระบบของเรามีเจ้าหน้าที่เพียงพอหรือไม่ สถานประกอบการมีความพร้อม หรือไม่ ตอนเปิดแรก ๆ แน่นอนที่สุดครับยอมรับว่าอาจจะมีปัญหาในเชิงการปฏิบัติทางหน้างาน หรือระบบแอปพลิเคชัน (Application) ที่เราเรียกว่าไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) อยู่บ้าง แต่ว่าเราค่อย ๆ แก้ไขไปครับ เราทำ เราเดินหน้า เราปรับปรุง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือตรงกับ คำตอบที่ท่านต้องการ ก็คือว่าอยากให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปข้างหน้าและไม่ให้ สถานการณ์โควิด (COVID) ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนกลับมาซ้ำรอยเหมือนเดิม คุณหมอสุรวิทย์ พูดถึงเรื่องสิ่งที่ผ่านมาในอดีต อันนั้นมันผ่านไปแล้วและเราก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่นะครับ กระทรวงสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ท่านทราบดี วันนั้นเรามีผู้ติดเชื้อถึงวันละ ๒๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ หนักที่สุดคือกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่เราก็ดูแลรักษา มีช่วงที่พีก (Peak) ที่สุดอาจจะมีคนเสียชีวิตที่บ้านบ้าง เราปรับมาใช้นวัตกรรม โฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) ก็คือการรักษาตัวที่บ้าน เพราะเราทราบดีว่าผู้ป่วยโควิด (COVID) ร้อยละ ๘๐ ไม่มีอาการ ความจริงโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) เราคิดไว้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะว่าต่างประเทศก็มีการใช้กัน แต่ว่าโดยระบบของการจัดการในกรณีที่มีผู้ติดเชื้อไม่มากนัก เราใช้ระบบว่า ใครตรวจ ใครพบ คนนั้นต้องรักษา เรารวมโรงพยาบาลทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลในสังกัดรัฐ กทม. ทหาร ตำรวจ และยูฮอสเน็ต (UHosNet) รวมเตียง รวมศักยภาพ ในช่วงเวลาที่มีผู้ติดเชื้อไม่มากเราเอาคนที่ติดเชื้อเข้าไปในระบบ การรักษาจะได้เป็นการควบคุมได้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการติดเชื้อสูงขึ้นเป็นหลักหมื่น แน่นอนที่สุดก็ต้องปรับสถานการณ์ สถานการณ์โควิด (COVID) เราปรับเป็นโฮมไอโซเลชัน (Home Isolation) เริ่มต้นก็ยากครับเพราะคนยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อคนเข้าใจก็สามารถจัดการ คนที่ไม่มีอาการได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง แสด แดง เราผลิตโรงพยาบาลแรกรับ เรามีการเปิดโรงพยาบาลสีเหลืองโดยเฉพาะทั้งหมดเราสามารถ ทำได้สำเร็จ และเราก็มาถึงจุดตรงนี้ก่อนที่จะเปิดประเทศ กลับมาที่สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ครับ ผมเรียนเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า คุณหมอสุรวิทย์คงต้องทราบดีแล้วว่า โรคระบาดการกลายพันธุ์มันเป็นธรรมชาติครับ แต่ผมอาจจะย้ำตรงนี้อีกครั้งหนึ่งนะครับว่า การหยุดยั้งสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) ไม่ง่ายครับ เหมือนที่เราพยายามหยุดยั้งโควิด เบต้า (COVID Beta) จำได้หรือไม่ครับ ที่เข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ ในส่วนของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเราจะต้องควบคุมมันให้ได้ เราจะต้องสอบสวนโรค อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วเราก็ต้องติดตามเอาผู้สัมผัสเสี่ยงสูงหรือผู้ที่มีความเสี่ยงมากัก เพื่อให้ผู้ควบคุมโรคให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนที่สุดครับ เราไม่ได้พูดไปแล้วหยุดเฉย ๆ สิ่งที่เราทำหลังจากที่เราทราบว่า มีโอไมครอน (Omicron) ท่านนายกรัฐมนตรีก็ประกาศชัดนะครับว่าสำหรับ ๘ ประเทศเสี่ยง ที่มีการแพร่ระบาดของโอไมครอน (Omicron) ที่มีจำนวนสูงอยู่ในทวีปแอฟริกา เราเริ่มที่จะ ปิดรับลงทะเบียนที่จะไม่ให้คนใน ๘ ประเทศนี้ รวมทั้งในขณะนี้อาจจะเป็น ๙ ประเทศ เข้ามาในประเทศไทย แต่ในคนที่ขณะก่อนหน้านี้ที่มีการลงทะเบียนไว้แล้ว เข้ามาจะต้องมี การกักตัว มีการตรวจ ๓ ครั้ง นี่คือการคัดกรอง เราจะไม่ตื่นตระหนกบนสถานการณ์ข้อมูล ที่ยังไม่ชัดเจนครับ อัตราการติดเชื้อเพียงแค่วันนี้ ๑,๐๐๐ ราย ถึงแม้ว่าในอนาคตจะมี มากขึ้นก็ตาม แต่มันยังไม่มากพอที่เราจะสรุปหรือฟันธงว่าจะปิดประเทศหรือไม่ ข้อมูล อาการของผู้ติดเชื้อโอไมครอน (Omicron) ๑,๐๐๐ คน ที่ส่วนใหญ่มีอาการคล้ายกับเดลต้า (Delta) แล้วในขณะเดียวกันอาจจะมีข้อมูลผู้ติดเชื้อใน ๙ ประเทศ ในแอฟริกาว่าอาจจะมี ผู้เสียชีวิตบ้างหรือไม่ อันนี้ยังไม่มีการยืนยัน แต่ว่ามันก็เป็นไปได้ เนื่องจากว่าคัฟเวอเรจ (Coverage) หรือการครอบคลุมการฉีดวัคซีนในแอฟริกานั้นยังมีค่าเฉลี่ยต่ำมากอยู่ที่ ประมาณไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในบางพื้นที่แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และแน่นอนที่สุดครับ โควิด-๑๙ (COVID-19) กับคนสูงอายุ กับผู้ที่มีโรคประจำตัวมีโอกาสเสียชีวิตครับ อัลฟ่า (Alpha) ก็เสียชีวิต เดลต้า (Delta) ก็เสียชีวิต ถ้าประกอบกับผู้ติดเชื้อเป็นผู้ที่มี ความเสี่ยงสูง เพราะฉะนั้นบนพื้นฐานข้อมูลเท่านี้อย่าผลีผลามตัดสินใจ แต่แน่นอนที่สุด เราไม่ประมาท เราประมาทไม่ได้เลยครับ เพราะเราไม่สามารถที่จะปิดกั้นในทุกช่องทางของ โรคระบาดได้ โรคระบาดมาเพียงคนเดียวตามควบคุมโรคไม่ทันมันก็จะแพร่กระจาย แต่ขณะนี้โดยมาตรการที่เราได้ประกาศไปทั้ง ๒-๓ ส่วนนี้ จนถึงเรียนเพื่อเป็นข้อมูลว่าขณะนี้ ที่มีข้อมูลคนที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง ๘-๙ ประเทศ ประมาณ ๗๐๐ กว่าคน เรียนว่าขณะนี้คนที่เข้ามาตามประเทศที่มีความเสี่ยงก็เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั้ง ๓ ช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นเทส แอนด์ โก (Test&Go) หรือว่า ที แอนด์ จี (T&G) หรือว่าแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) หรือว่าควอรันทีน (Quarantine) ในส่วนนี้ถ้าเขามีผลหรือมีการฉีดวัคซีน ไปตามหลักเกณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นฉีดวัคซีน ๒ เข็มแล้ว ตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) จากประเทศต้นทางมาตรวจที่เราอีกครั้งหนึ่งแล้วลบ หรือควอรันทีน (Quarantine) เขาต้องกักตัว ๑๔ วัน หรือแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) เขาก็ต้องกักตัว เพราะฉะนั้นทุกอย่าง ผ่านมาตรการและพูดง่าย ๆ ว่าเป็นลบทั้งหมด แต่แน่นอนที่สุดครับ โควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมาไม่มีอะไร ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์สักอย่าง หมอสุรวิทย์ทราบดี จะปิดกั้นแค่ไหน สุดท้าย มันมีหลุดมาได้ เนื่องจากข้อมูลหรือว่าสถานการณ์มันอาจจะมีความคลาดเคลื่อนในหน้างานได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีข้อกังวลเราตามติด ตอนนี้ตัวเลขที่เราพบที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง ก็มีประมาณ ๒๕๒ ราย แต่ตรวจสอบแล้วเกิดจากความซ้ำซ้อนของหน่วยงานราชการ ถูกคัด จนเหลือ ๑๒๒ ราย จำนวนนี้มีผู้ที่ออกนอกราชอาณาจักรไทยไปแล้วอีก ๔ ราย ๑๒๒ ราย ที่ว่านี้มาจาก ๘ ประเทศ เราคุมไว้สังเกตแล้ว ๑๑ ราย ๑๑ รายนี้อันนี้เป็นการมาตรวจซ้ำ เพื่อให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตามกระบวนการแล้วเขามีการทำตามขั้นตอนที่เขามี ความปลอดภัยแล้ว เพราะฉะนั้นขณะนี้เราตรวจซ้ำพบว่าทั้ง ๑๑ ราย มีผลเป็นลบครับ แล้วอีก ๑๖ ราย ถ้าครบ ๑๔ วัน ตามหลักเกณฑ์ก็ถือว่าเขาเป็นไปตามเกณฑ์ที่เราควบคุม โรคของโควิด (COVID) ทุกสายพันธุ์ ยกเว้นถ้ามันจะมีข้อมูลว่าโอไมครอน (Omicron) มันจะต้องฟักตัวหรือมีการแพร่ระบาดได้เกิน ๑๔ วัน แล้วนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งของข้อมูล ที่เราจะได้รับมากขึ้นในสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้นในสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ในทั่วโลก ขณะนี้ถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อในต่างประเทศรวมกันแล้ว ๓๒ ประเทศ และใกล้ประเทศเราก็มีแล้วคือสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น ผมได้สั่งอธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งเดินทางไปต่างประเทศกับท่านรองนายกต้องรายงานผม ทุก ๒๔ ชั่วโมง ถึงความคืบหน้าในสถานการณ์ต่างประเทศ และทั้งในประเทศไทย ผมสั่งอธิบดีกรมวิทย์ ต้องตรวจหาผู้ที่ติดเชื้อที่เดินทางมาในทุกประเทศ และทุกประเภทนะครับ เมื่อวานตรวจไปได้ ๙๐ ราย ยังเป็นเดลต้า (Delta) ทั้งหมดครับ และวันนี้ก็คงจะได้รับ รายงานว่าที่เดินทางเข้ามานี่จะเป็นอย่างไร ฉะนั้นสรุปโดยมาตรการเรามีการป้องกันอย่าง เข้มงวดนะครับ และเราจะดำเนินการติดตามภายใต้ข้อมูลที่อาจจะยังไม่ครบถ้วน เมื่อมีข้อมูลครบถ้วน การตัดสินใจอันนี้ ผมเรียนว่ากระทรวงสาธารณสุขก็ต้องเสนอไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นการตัดสินใจครับ ที่จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงในแง่ของ เศรษฐกิจ แต่ในขณะนี้เราเดินมา ผมคิดว่าทุกคนมีความพอใจแล้วครับ ขอบพระคุณครับ