สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พูดถึงการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยอธิบายว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายสากลที่สำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ผู้ประกอบการในประเทศไทยไม่มีความพร้อมในการบังคับใช้โดยเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการปรับตัวของพี่น้องประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องมีการปรับตัวอย่างพอสมควร

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนะครับ ขออนุญาตตอบหลักการก่อนนะครับว่า ท่านได้อธิบายถึงกฎหมายข้อนี้ ซึ่งก็ตรงกันครับว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เป็นกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งได้ออกมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลที่แล้ว ของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ร่างกฎหมายแล้วก็พิจารณากฎหมายฉบับนี้ ผ่านมา แล้วก็ได้มีการบังคับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติงาน ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการดูแลคุ้มครองข้อมูลของพี่น้องประชาชน ซึ่งวันนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเรามีข้อมูลของประชาชนอยู่ในระบบดิจิทัลจำนวนมาก ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องการรักษาพยาบาล ข้อมูลทางการเงิน เบอร์โทรศัพท์ การติดต่อต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ถ้ามันมีคนเอาไปใช้ประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบ หรืออย่างน้อยก็ทำให้เกิดความเดือดร้อน รำคาญก็เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ซึ่งกฎหมายนี้ก็เป็นกฎหมายสากลที่ในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป หรือในอเมริกาก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก แต่เมื่อเราออก กฎหมายฉบับนี้มาก็ต้องยอมรับนะครับว่าผู้ประกอบการในประเทศไทยไม่มีความพร้อม จะไปบังคับใช้โดยเร็วก็จะทำให้เอกชน บริษัทต่าง ๆ ปรับปรุงระบบไม่ทัน ท่านคงเข้าใจ นะครับ ระบบก็คือหมายความว่าระบบคอมพิวเตอร์ ระบบการเก็บข้อมูล รวมถึงกระบวนการ ทำงานทั้งหมดในการที่จะให้ข้อมูลของพี่น้องประชาชน หรือข้อมูลของลูกค้าที่เขาเก็บไว้ ไม่รั่วไหลออกไป อันนี้มันต้องมีกระบวนการทำงาน มีการปรับปรุงระบบต่าง ๆ รวมถึงต้องมี การลงทุนต้องใช้เงินพอสมควร ก็เลยต้องมี เรียกว่า เกรซ พีเรียด (Grace period) หรือระยะเวลาให้เอกชน หรือให้พี่น้องประชาชนที่ต้องเกี่ยวข้องเตรียมตัว เพราะว่าถ้าบังคับ ใช้ทันทีจะมีผลทำให้คนที่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้อาจจะถูกฟ้องร้อง ถูกดำเนินคดี และมีโทษ ทั้งอาญาด้วย แล้วก็มีค่าปรับด้วย ซึ่งเป็นความเสียหายซึ่งประชาชน ผู้ประกอบการก็วิตกกังวลกันมาก เมื่อผมมารับตำแหน่งก็มีคนมาถามเยอะว่ากฎหมายนี้ จะบังคับใช้แล้ว ถ้าเขาเตรียมตัวไม่ทันจะทำอย่างไร บางทีธุรกิจเล็ก ๆ นะครับ อย่างเช่นร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์เขาก็มีข้อมูลส่วนบุคคลของ ลูกค้าที่เอามาซ่อมรถ เขาก็คิดว่าถ้าข้อมูลลูกค้าที่มาซ่อมรถกับเขานี้รั่วไหลออกไปเขาก็โดน ฟ้องร้องได้ อันนี้เป็นต้นนะครับ เพราะมันกระทบกับธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ประกอบกับว่าการสรรหากรรมการที่ผ่านมาก็มีปัญหา ยังมีกระบวนการที่มีข้อสงสัย ในบางประเด็น ซึ่งผมก็เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ก็ไม่ได้ทราบรายละเอียด เพราะว่ามันเป็น การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมานะครับ แต่ก็พยายามศึกษาอยู่ว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร ก็พอดีมีกรรมการท่านหนึ่งลาออก เพราะอาจจะด้วยเหตุผลส่วนตัวหรืออะไรก็ไม่ทราบ นะครับอันนี้ ท่านลาออก ก็เลยทำให้เป็นที่ชัดเจนว่าเราก็ต้องมีการสรรหากรรมการชุดใหม่ มีชุดใหม่ขึ้นมาใหม่นะครับ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าจะสรรหาใหม่ทั้งคณะหรือสรรหาใหม่แทน แค่คนหนึ่งคนที่ออกไป เราก็ใช้เวลาศึกษาอยู่พอสมควร ในที่สุดเราก็ตัดสินใจว่าเราสรรหา เฉพาะแทนคนที่ลาออกไป ๑ คนนะครับ ซึ่งวันนี้เราก็ได้ตั้งกรรมการสรรหาแล้วนะครับ กรรมการสรรหานี้ก็ตั้งตั้งแต่วันที่ ๓ พฤศจิกายน มีกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาเสร็จ ก็มีการเปิดรับสมัครผู้ที่จะมาเป็นกรรมการทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพีดีพีเอ (PDPA) นี้ ซึ่งจะรับสมัครเพื่อเลือกใหม่ ๑ คน แล้วก็คาดว่าจะให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ ๒๒ ธันวาคมนี้นะครับ ก็จะเสร็จสิ้นกระบวนการและคาดว่าภายในเดือนมกราคมปีหน้า ก็จะได้ทำเรื่องเข้า ครม. เพื่อแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพีดีพีเอ (PDPA) ให้ครบ คือได้อีก ๑ คนเข้ามาให้ครบนะครับ พอครบเดือนมกราคมก็จะเริ่มทำงาน อย่างที่ท่านได้กล่าวครับ ก็จะมีการตั้งผู้เชี่ยวชาญ ยกร่างกฎหมาย ร่างระเบียบต่าง ๆ กฎหมายลูก ระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้กระบวนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขับเคลื่อนไปได้ อย่างสมบูรณ์ แล้วก็จะมีผลบังคับใช้ ที่เราตั้งใจไว้ก็คือภายในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๖๕ คือปีหน้านะครับ ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการครับ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ที่เป็นห่วง ที่สุดก็คือ การปรับตัวของพี่น้องประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องมีการปรับตัวในเรื่องนี้ อย่างพอสมควร ขอบคุณครับ