พิพัฒน์ รัชกิจประการ หารือการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย โดยย้ำถึงความสำเร็จของโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และโมเดลต่อเนื่อง พร้อมเสนอแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศและการขยายพื้นที่ท่องเที่ยวเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ รวมถึงการรับมือสถานการณ์โอไมครอนด้วยมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนการเปิดร้านอาหารและสถานบริการในอนาคตอยู่ระหว่างพิจารณาตามความเหมาะสมของสถานการณ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ข้าพเจ้าขอตอบกระทู้ถามของสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ
ในหัวข้อที่ ๑ จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดตัวชี้วัดอย่างไร มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเท่าไร ส่งผลต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจ อย่างไร และมีแผนจะขยายพื้นที่อย่างไรบ้าง จากการดำริของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการดำริว่าประเทศไทยเราเว้นว่างจากการรับนักท่องเที่ยว ชาวต่างชาติแล้วก็การท่องเที่ยวของคนไทยภายในประเทศมาเกือบ ๒ ปีนะครับ เพราะฉะนั้นเราควรจะทำอย่างไร ทำอะไรหรือเริ่มต้นอะไรที่ตรงไหนก่อน ซึ่งตรงนี้ตัวผมเอง ในฐานะที่ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ได้นำเรียนท่านนายกรัฐมนตรีว่า สิ่งที่เรา จะเปิดได้เร็วที่สุดก็คือการท่องเที่ยวของคนไทยภายในประเทศ
และประเด็นต่อมา หากว่าจะรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สิ่งที่จะดูแล และป้องกันได้ง่ายที่สุดก็คือจังหวัดภูเก็ต เพราะจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดที่ได้รับความนิยม จากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศอย่างแพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก แล้วก็เป็นจังหวัด ที่เป็นเกาะมีการเดินทางทางบกได้เพียง ๑ เส้นทาง ซึ่งง่ายกับการดูแลป้องกันสำหรับ คนที่จะลักลอบเข้ามาในจังหวัดภูเก็ต และสิ่งที่สะดวกที่สุดโดยปกตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะระยะไกลในภูมิภาคเอเชีย หรือระยะใกล้ในเอเชีย หรือระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกาหรือแอฟริกาตรงนี้ ก็ต้องเดินทางทางอากาศเพียงอย่างเดียว ซึ่งจังหวัดภูเก็ต เรามีสนามบินนานาชาติที่ได้รับความนิยมและรู้จักแพร่หลายของคนทั้งโลกนะครับ เพราะฉะนั้นจากการที่มีดำริของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทำการเปิด โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เพราะฉะนั้น ก่อนที่ผมจะพูดถึงเรื่องภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ผมขอย้อนไปถึงปี ๒๕๖๒ และปี ๒๕๖๓ สักเล็กน้อยนะครับ ในปี ๒๕๖๒ ประเทศไทยเรารับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ถึง ๓๙.๘ ล้านคน และการท่องเที่ยวของคนไทยในประเทศไทยถึง ๑๙๐ ล้านคนครั้ง มีรายได้ จากการท่องเที่ยว ๓.๐๑ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นปีที่เรามีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดนะครับ ซึ่งเมื่อเทียบกับจีดีพี (GDP) ก็ประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ พอมาปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นปีที่เรา ได้รับข่าวของการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในประเทศจีนที่อู่ฮั่นในเดือน ธันวาคม และประเทศจีนได้ประกาศปิดประเทศในเดือนมกราคม ในวันที่ ๒๔ หลังจากนั้น มาจนถึงเดือนมีนาคม ประเทศไทยได้มีการปิดน่านฟ้า ปิดประเทศ เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยว ที่อยู่ในประเทศเดินทางออกนอกได้ แล้วก็ไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เดินทางเข้ามาในประเทศได้ ซึ่งในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม ๓ เดือน เรามีนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวใน ๓ เดือนแรกถึง ๖,๗๐๐,๐๐๐ คน ประกอบกับมีการท่องเที่ยว ภายในประเทศประมาณ ๑๐๐ ล้านคนครั้ง เรามีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทยประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอมาในปีปัจจุบันคือ ๒๕๖๔ หลังจาก มีการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ในวันที่ ๑ กรกฎาคม โดยท่าน นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในการเปิด ในเวลา ๓ เดือน เรามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) สมุยพลัสโมเดล (Samui Plus Model) ภูเก็ตพลัส ๗ บวก ๗ กระบี่ (Phuket Plus 7+7 Krabi) พลัส ๗ บวก ๗ พังงา (Plus 7+7 Phangnga) เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาใน ๔ จังหวัดตรงนี้ ประมาณ ๖๒,๐๐๐ กว่าคน เรามีรายได้ค่าเฉลี่ยต่อนักท่องเที่ยว ๑ คน ในช่วงของภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ก็ประมาณ ๖๐,๐๐๐ บาท เป็นขั้นต่ำนะครับ หลังจากนั้นท่านนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๑๑ ตุลาคมก็มีการประกาศปลดล็อกอีก ๑๗ จังหวัด โดยการเข้ามาใน ๑๗ จังหวัดนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาโดยไม่ต้องกักตัว หมายความว่าหลังจาก ขั้นตอนของทางสาธารณสุขที่กำหนดไว้คุณจะต้องตรวจอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) และนำผล ภายใน ๗๒ ชั่วโมงมาเสนอให้กับการขอไทยแลนด์พาส (Thailand Pass) แล้วก็ที่สำคัญกว่านั้น ต้องได้รับวัคซีนครบโดส (Dose) ในแต่ละชนิดที่ทาง อย. ของกระทรวงสาธารณสุขไทย รับรอง จากวันที่ ๑ ถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน เรามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามา โดยประมาณเป็นจำนวน ๑๐๐,๑๐๐ คนเศษ ซึ่งตรงนี้ถามว่าในปี ๒๕๖๔ เราจะมีรายได้จาก การท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไร เราก็ประมาณการว่า ในปี ๒๕๖๔ เฉพาะคนไทยเที่ยวในประเทศไทยก็ประมาณ ๑๐๐ ล้านคนครั้ง เพราะขนาดสิ้นเดือน พฤศจิกายนเรามีคนไทยเที่ยวในประเทศไทยแล้วถึง ๙๒ ล้านคนครั้ง ก็คาดว่า ในเดือนธันวาคมอีก ๑ เดือน ๘ ล้านคนครั้งเราน่าจะทำได้นะครับ ซึ่งค่าเฉลี่ยของ การที่เราจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เราควรจะมีรายได้ อยู่ที่ประมาณ ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถามว่าทำไมในปี ๒๕๖๔ และปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ เราเปิดประเทศแล้วถึงมีรายได้จากการท่องเที่ยวน้อยกว่าปี ๒๕๖๓ ก็อย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว ในปี ๒๕๖๓ เรามีนักท่องเที่ยวในเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคมถึง ๖,๕๐๐,๐๐๐ คน นั่นก็คือเป็นทุนรอนของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยก่อนที่ประเทศไทยเรา จะปิดประเทศนะครับ สิ่งที่จะตามมาคือหลังจากนี้ผมคิดว่าการที่เราจะมีการเที่ยวโดยเฉพาะ ในปี ๒๕๖๔ ก็อย่างที่ผมกล่าวไว้แล้วนะครับ ประมาณมีรายได้ ๖๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็มีการประมาณการไปถึงว่าในปี ๒๕๖๕ เราน่าจะมีนักท่องเที่ยว จากชาวไทยและชาวต่างประเทศมีรายได้ประมาณการ ๑.๓-๑.๘ ล้านล้านบาท ก็คือมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเข้ามา ๑๐-๑๕ ล้านคน แต่ข้อแม้มีว่า ๑. ในภูมิภาคไกล ก็คือยุโรป อเมริกา แล้วก็เอเชีย ในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน แล้วก็อินเดีย เราคาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวประมาณสัก ๕ ล้านคน ถ้าหากประเทศจีนเปิดในครึ่งปีหลังเราคาดว่า นักท่องเที่ยวน่าจะได้สักประมาณ ๒ ล้านคน และที่สำคัญที่สุดการที่เราจะเปิดชายแดน เพื่อนบ้านเรา ๔ ประเทศก็คือ ประเทศมาเลเซีย ประเทศกัมพูชา ประเทศลาวและประเทศ เมียนมา ซึ่งในอดีตในปี ๒๕๖๒ เรามีนักท่องเที่ยวจากเพื่อนบ้านเรา ๔ ประเทศ ประมาณ ๑๐ ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างมาก เรามีรายได้จากนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้านใน ๑๐ ล้านคน ตรงนี้ถึงประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นในการประมาณการว่า ในปี ๒๕๖๕ เราควรจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง ๑.๓-๑.๘ ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับ รายได้ของปี ๒๕๖๒ เราน่าจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประมาณครึ่งหนึ่งของปี ๒๕๖๒ ทั้งที่ในสถานะยังอยู่ในการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าผมจะตอบว่าทำไมเราถึงมั่นใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และตัวเลขที่เราประมาณการไว้ โดยเฉพาะในเดือนธันวาคมซึ่งมีการจองห้องพักเข้ามาแล้ว ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน และลงทะเบียนสำเร็จแล้ว ๒๖๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นสัญญาณตอบว่าในเดือนพฤศจิกายนที่เราตั้งเป้าไว้ ๓๐๐,๐๐๐ คนเราได้ ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ในเดือนธันวาคมเราตั้งเป้าไว้ ๓๐๐,๐๐๐ คน เราคาดว่าเราน่าจะได้ตามเป้าหมาย แต่สำหรับไตรมาส ๑ ของปีต่อไปคือ ๒๕๖๕ ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่น (High season) ของไทย และเป็นฤดูหนาวของหลาย ๆ ภูมิภาคในโลกนี้ ก็คาดว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ก็น่าจะกลับมาเที่ยวเมืองไทยเหมือนในอดีตที่ผ่านมานะครับ นี่คือคำตอบข้อที่ ๑ สำหรับผม ตอบท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ
ส่วนคำตอบข้อที่ ๒ จากสถานการณ์กลายพันธุ์ของไวรัสโอไมครอน (Omicron) ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประเมินสถานการณ์นี้อย่างไร และเตรียมแผนการรับมือไว้อย่างไร ก็ขอยืนยันครับ จากการที่มีการแพร่ระบาดของ โอไมครอน (Omicron) ซึ่งเราก็คงจะทราบแล้วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ถึงขณะนี้นักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศที่เดินทางระยะไกล ก็คือภูมิภาคอเมริกาและยุโรปยังยืนยันการเดินทาง โดยไม่มีการถอนการเดินทาง และที่สำคัญที่สุดวันนี้ทางรัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม ให้ทำการตรวจสอบและติดตามท่องเที่ยวชาวแอฟริกาที่เข้ามาตั้งแต่วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ให้ติดตามให้ได้ทุกคนว่าในวันที่ ๑๕ เข้ามานี้มีกี่คน แล้วให้ประกบและขอเชิญนักท่องเที่ยว เหล่านั้นเข้ามาทำการอาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) และติดตามและตรวจสอบประวัติ อย่างใกล้ชิด และวันที่ ๑ ธันวาคมปัจจุบันนี้เราไม่มีนักท่องเที่ยวจาก ๘ ประเทศในแอฟริกา เข้าประเทศไทยอีกแล้ว ส่วนการที่ว่ามีความมั่นใจอย่างไร ตรงนี้ผมคิดว่าอันนี้เรื่องของ โอไมครอน (Omicron) จะคิดว่าเป็นลบก็ได้ หรือจะคิดว่าเป็นบวกก็ได้ ตราบใดที่ประเทศไทย เรายังมีการป้องกันโดยกระทรวงสาธารณสุขและคนไทยทั้งชาติช่วยกันป้องกันและรณรงค์ ในการป้องกัน เมื่อผลที่กระจายข่าวออกไปตั้งแต่ขณะนี้จนถึงกลางเดือนนี้เป็นอย่างเร็ว ถึงสิ้นเดือนนี้เป็นอย่างช้า ถ้าผลที่ออกมาเป็นไปในทิศทางที่ดี ผมมั่นใจว่ากระแสจะตอบกลับ หรือตีกลับในลักษณะที่คนตั้งหลักว่าจะมาหรือไม่มา เขาจะตัดสินใจได้ทันทีว่า ควรจะเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย เพราะว่าอะไรครับ เพราะจากอดีตที่เปิดภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ขึ้นมานี้ ตลอดระยะเวลาในการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) จังหวัดภูเก็ตมีการติดเชื้อของโควิด-๑๙ วันละ ๑๐๐ กว่าคน ถึง ๓๐๐ กว่าคน แต่ผลที่ออกมาคืออะไรครับ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เข้ามาในภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ถึง ๖๐,๐๐๐ คนเศษ มีการติดเชื้อจากการเฝ้าระวังระยะที่ หนึ่ง สอง สาม ประมาณ ๒๐๐ คน ซึ่งเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีการแพร่ระบาด ระหว่างกัน หมายความว่าคนไทยเราติดเฉพาะในหมู่คนไทย ชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย เข้าไปในโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) เขาก็ถูกคัดกรองออกขณะที่เจอว่า ติดเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่วันที่มาถึง เราก็จะนำเข้าไปรักษาพยาบาล ซึ่งตรงนี้ เป็นส่วนที่ดีที่สุด และทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ประชาสัมพันธ์ออกไป ทั่วทุกมุมโลกว่า ขณะนี้ที่เรามีการรับนักท่องเที่ยวเข้ามาในภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ก็ดี หรือตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายนมาก็ดี โดยเฉพาะในวันที่ ๑ พฤศจิกายนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน เรามีนักท่องเที่ยวประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน มีการติดเชื้อประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการตอบโจทย์ว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามา ในประเทศไทยเขาก็ได้ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้คนไทย ทุกคนได้สบายใจว่าการที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยนั้นเขาได้ดูแลตัวเองดี ไม่น้อยกว่าคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยครับ
ส่วนคำถามข้อที่ ๓ จะมีการขยายเวลาให้บริการของร้านอาหารและจะมี การอนุญาตให้เปิดสถานบริการและสถานที่จัดงานรื่นเริงอย่างไร เมื่อไร ตรงนี้ผมอาจจะ ขอตอบไม่ยาวนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วการที่จะเปิดสถานบริการ