วรศิษฎ์ ถามแผนเปิดประเทศ-ห่วงโอมิครอน-เร่งเยียวยาท่องเที่ยว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๔

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ หารือประเด็นการท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและในประเทศหลังสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปิดประเทศและดำเนินมาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศและการระบาดของเชื้อโอไมครอน รวมถึงเรียกร้องให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาชี้แจงแผนรับมือเพื่อรักษาความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันยังได้แสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการปิดสถานบริการและผับ พร้อมเสนอให้รัฐเยียวยาผู้ประกอบการและแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอให้ผ่อนปรนเวลาเปิดร้านอาหารและกิจการต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำมาหากินและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานรากโดยไม่เพิ่มงบประมาณรัฐ

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สตูล

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคภูมิใจไทยครับ ก่อนอื่น ผมต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬานะครับ ที่ได้ให้ความสำคัญและให้เกียรติเดินทางมาตอบกระทู้ในวันนี้นะครับ ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมจะขออนุญาตถามคำถามรวดเดียวไปเลยนะครับ เพื่อที่จะให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบ รวดเดียวให้ได้สะดวกที่สุดนะครับ เรื่องที่ผมจะถาม ก็เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้สอบถาม เข้ามามาก วันนี้ผมเองก็เป็นตัวแทนวันนี้ถามมายังท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วย ๒ เรื่องหลัก ๆ ด้วยกัน นั่นก็คือเรื่องของการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยว ต่างชาติเข้ามาและการท่องเที่ยวภายในประเทศ แน่นอนครับว่า การเปิดประเทศ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยนี่ตอนนี้กำลังเป็นประเด็นที่อยู่ใน ความสนใจ และมีผลต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก นอกจากไทยแล้ว ตอนนี้มีประเทศรอบ ๆ เราก็ได้ประกาศที่จะทยอยเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวกันเข้ามาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมไปถึงเวียดนาม ทุกคนรู้ดีครับว่า ภาคการท่องเที่ยวนี่เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวจากต่างชาติ เราสามารถสร้างเม็ดเงินได้กว่า ๒ ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยว ๓๙ ล้านคน อันนี้เป็นสถิติของปี ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นปีก่อนที่จะเกิดโควิด (COVID) แต่เป็นที่น่าเสียดายครับ หลังจากนั้นเราเองก็ต้องประกาศปิดประเทศไปกว่า ๒ ปี ไม่ให้ต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า เข้าใจได้นะครับ เพราะว่า ณ ตอนนั้นเองเรามองถึง ๒ เรื่องนะครับ ที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือความปลอดภัยของ พี่น้องประชาชนนะครับ และเรื่องของมาตรการการควบคุมโรคไม่ให้มีการแพร่ระบาด ไปมากกว่านั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จากวิกฤตการณ์โควิด (COVID) ท่านประธานครับ บอกได้ว่าอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคงหนีไม่พ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวครับ เพราะตั้งแต่เกิดโควิด (COVID) มา อย่าว่าแต่ต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยเลยครับ ต่างชาตินี้ เราไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้วเพราะปิดประเทศ คนไทยด้วยกันเองก็แทบจะเดินทางไปเที่ยวไม่ได้ เพราะว่ากลัวในเรื่องของโรคระบาดนะครับ แต่หลังจากที่ประเทศไทยเราได้มียอดการฉีด วัคซีนถึงจุดที่น่าพึงพอใจแล้วนะครับ จากที่รัฐบาลกำหนดไว้ ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ตัวเลข เข็มแรกน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เข็มที่ ๒ ตอนนี้อยู่ที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว อีกไม่นานก็จะครบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ทั้ง ๒ เข็ม รวมไปถึงความพร้อมในการรักษา และการเข้าถึง ทรัพยากรในทางการแพทย์ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและทั่วถึงขึ้น ทางรัฐบาลเองก็ได้เริ่มมีการจัด โครงการนำร่อง ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในประเทศไทย ในชื่อโครงการว่า ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ครับ ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ และในเฟส (Phase) ต่อไปก็เริ่มตั้งแต่ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ก็คือเมื่อ ๑ เดือนที่แล้วนะครับ เป็นการอนุโลมให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจาก ๔๕ ประเทศ รวมไปถึง ๑ เขตการปกครอง พิเศษ นั่นก็คือฮ่องกง เดินทางเข้ามาเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนำร่อง ๑๗ จังหวัดได้โดยที่ไม่ต้อง กักตัว แต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องฉีดวัคซีนให้ครบโดส (Dose) เสียก่อน จากวันนั้นวันที่ ๑ กรกฎาคม ถึงตอนนี้ก็นับเป็นเวลา ๕ เดือน แน่นอนครับถ้าเกิดว่าเราดูด้วยสายตา เราสัมผัสด้วยความรู้สึกแล้ว เราจะเห็นว่าตอนนี้สถานการณ์ประเทศมันคึกคักมากขึ้น มันมีชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น ร้านอาหาร โรงแรม หรือว่าสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เริ่มกลับมาเปิดมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ปิดตัวลงไป ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดสตูลบ้านผมนี้ เกาะหลีเป๊ะต้องบอกว่าเมื่อสัก ๑ ปีหรือว่า ๕ เดือนที่แล้วนี้ต้องบอกว่าเงียบเหงามาก เพราะว่าไม่มีใครเดินทางเข้ามาเที่ยว แต่ ณ ตอนนี้เริ่มมีคนเดินทางเข้าไปเที่ยวมากขึ้น ๆ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดและวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวเยอะมาก ซึ่งเป็นผลดีต่อพี่น้องในภาคการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากนะครับ

คำถามแรกที่ผมอยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีก็คือ จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้นะครับ มีผลชี้วัดเป็นอย่างไรบ้าง ส่งผลต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างไร และมีแผนที่จะขยายขอบเขตโครงการนี้อย่างไรบ้าง และผมเชื่อว่าการเปิดประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างเฝ้ารอ เฝ้าคอย ธุรกิจท่องเที่ยวในทุกสาขา อาชีพเริ่มที่จะมีความหวังมากขึ้น หลังจากเจอวิกฤตหนักนะครับ จากที่ทุกอย่างต้องปิดตัวลงไป ทุกคนเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากขึ้น แต่ผมมีอยู่อีกเรื่องหนึ่งที่รู้สึกมีความเป็นห่วง เป็นอย่างมาก และผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ก็กำลังคิดเหมือนกันกับผม นั่นก็คือเรื่องของ เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ ถ้าเราได้ติดตามข่าวเมื่อ ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ครับท่านประธานครับ เราจะได้ยินเรื่องของเชื้อโควิด (COVID) สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ แน่นอนครับ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกลายพันธุ์ แต่ว่าการกลายพันธุ์ในครั้งนี้ต้องบอกว่าส่งผลอย่างมี นัยสำคัญ จนถึงขนาดที่ว่าทั่วโลกตอนนี้ออกมาตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และที่สำคัญก็คือดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เองก็ได้ออกมาเตือน และได้ออกมาติดตาม การระบาดของเชื้อตัวนี้อย่างใกล้ชิด เพราะความสามารถของเชื้อตัวนี้ก็คือเขาสามารถระบาด ได้เร็ว เราว่าเดลต้า (Delta) ที่ผ่านมานี้ระบาดเร็วแล้วนะครับ แต่ว่าตัวนี้นักวิชาการหลายท่าน บอกว่าระบาดได้เร็วกว่าเดลต้า (Delta) เสียอีก เชื้อตัวนี้มีชื่อว่าโอไมครอน (Omicron) หรือว่า โอมิครอน (Omicron) ซึ่งพบครั้งแรกในประเทศแถบทางแอฟริกา ฟังดูเหมือนจะอยู่ไกลตัว เรานะครับ แน่นอนครับว่าเชื้อมันไม่มีเท้าเดินมาเองแน่นอนท่านประธานครับ แต่ถ้าเกิด มันเดินทางติดมากับนักท่องเที่ยว ผมคิดว่าจากแอฟริกาเองเดินทางมาถึงไทยก็ใช้เวลา แค่ไม่กี่ชั่วโมงนะครับ และตอนนี้เองถ้าเราได้ดูข่าว หลาย ๆ ประเทศเองก็ได้เริ่มที่จะมี การยกระดับออกมาป้องกันเรื่องนี้แล้ว ยกตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้คนที่จะเดินทาง เข้าญี่ปุ่นได้ก็ต้องเป็นคนที่ได้รับวีซ่า (Visa) เดิมเท่านั้น วีซ่า (Visa) ใหม่นี้จะไม่อนุญาต ให้เดินทางเข้าเลย ประกาศเป็นระยะเวลา ๑ เดือน หรือว่าจนกว่าที่จะมีความชัดเจน ในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อตัวนี้ แล้วก็ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปหรือว่าอียู (EU) เอง ก็มีการห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางจาก ๗ ประเทศในแถบตอนใต้ของทางแอฟริกานะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศแอฟริกาใต้ บอตสวานา เอสวาตีนี เลโซโท โมซัมบิก นามิเบีย และซิมบับเว นอกจากนั้นสหรัฐอเมริการวมไปถึงแคนาดาเองก็เช่นกันครับ คือห้ามบุคคล ที่เดินทางมาจากประเทศเหล่านี้เดินทางเข้าประเทศ คำถามที่ ๒ ก็คือจากสถานการณ์นี้ ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ประเมินสถานการณ์ไว้อย่างไร และได้เตรียมแผน รับมือกับเรื่องนี้ไว้อย่างไรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยว

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องนี้เป็นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และเป็นเรื่องที่สำคัญมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร สถานบริการ สถานบันเทิง รวมไปถึงสถานที่จัดงานรื่นเริงต่าง ๆ ต้องบอกว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้น่าสงสารมาก เพราะว่าเป็นกลุ่มคนที่ต้องบอกว่าได้รับผลกระทบหนักที่สุดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โรงแรมบางครั้งยังเปิดได้ แต่สถานบริการโดนสั่งปิดตั้งแต่ตอนแรกจนตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะเป็น อย่างไร ตั้งแต่เจ้าของกิจการ เจ้าของผับ (Pub) บาร์ รวมไปถึงบุคคลที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ สถานที่เช่นนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ นักดนตรี คนทำงานกลางคืนทั้งหลาย กลุ่มนี้โดนสั่งปิดครับ และที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้เองก็พยายามที่จะออกมาเรียกร้องในเรื่องของการชดเชย หรือการให้รัฐเข้าไปดูแล แต่ก็ยังไม่ได้เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ เรื่องที่จะให้ปิดอันนี้ผมเข้าใจดีครับ ด้วยความรุนแรงของการระบาดของโรคมันค่อนข้างสูง แต่ในเมื่อเราปิดไปแล้วเราควรที่จะต้องเข้าไปดูแลเขาบ้าง ไม่อย่างนั้นทุกอย่างมันจะเจ๊ง ไปหมดครับ ที่ผ่านมารัฐบอกว่าขอความร่วมมือให้ปิดสถานบริการ ให้ปิดผับ (Pub) บาร์ ใช้คำว่า ขอความร่วมมือ อันนี้ผมไม่ทราบว่าทำไมต้องใช้คำว่า ขอความร่วมมือ อาจจะเป็น เพราะว่าจะได้ไม่ต้องไปรับภาระในเรื่องของการจ่ายชดเชย แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่ให้ ความร่วมมือสิ่งที่เกิดขึ้นก็คืออะไร ก็จะโดนเจ้าหน้าที่เข้าไปกดดัน ก็จะโดนเจ้าหน้าที่ เข้าไปดำเนินคดี โดยที่ไม่ได้เข้าไปดูแลเขาเลย เรื่องนี้ท่านประธานครับผมว่าเราต้องมอง ทั้ง ๒ มุมนะครับ ทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและเรื่องของการดูแลของเขาด้วย ต้องคิดถึง ใจเขาใจเราด้วย ถึงแม้ล่าสุดเองผมได้ยินข่าวดีมาบ้างว่าทางกระทรวงแรงงานเองก็ได้เริ่ม มีการสำรวจจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพิจารณา ในการเยียวยา ผมเองก็ได้ปรึกษากับท่านผู้รู้หลาย ๆ ท่านว่าเคส (Case) แบบนี้มันพอที่จะ เป็นไปได้ไหมนะครับ เขาบอกว่าสุดท้ายแล้วต้องไปดูจำนวนของผู้ที่ได้รับผลกระทบว่า มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้ามันเยอะ สิ่งเยอะตามมาก็คือจำนวนงบประมาณที่ต้องเอามาใช้ สุดท้ายแล้วมันก็อาจจะเป็นภาระในทางงบประมาณต่อไป ท่านประธานครับ สุดท้ายแล้ว จะได้หรือไม่ได้หรือจะเป็นอย่างไรอันนี้ผมไม่สามารถที่จะตอบได้ แต่ก็เป็นกำลังใจเล็ก ๆ ให้ทุกอย่างมันออกมาดีที่สุด

ในส่วนคำถามสุดท้ายที่ผมอยากจะถามท่านรัฐมนตรี ก็คือในสถานการณ์ ที่มันยังไม่มีความแน่นอนแบบนี้ทำไมเราถึงไม่เข้าไปช่วยเขา ทำไมเราถึงไม่เข้าไปผ่อนปรน มาตรการให้คนกลุ่มนี้ได้ทำมาหากินก่อน ร้านอาหารที่ขายแอลกอฮอล์จะอนุญาตถึง ๓ ทุ่ม ถ้าถึงเวลา ๓ ทุ่มแล้วกินไม่หมดต้องใส่ถุงกลับบ้าน ทำไมไม่ขยายเวลาให้เขาได้เพิ่มชั่วโมง ในการทำมาหากินเพิ่มขึ้น เขาก็จะได้มีเวลาที่จะหาเงินเข้ากิจการเขาเพิ่มขึ้นนะครับ ในบางกิจการที่ยังไม่ได้อนุญาตให้เปิดก็เป็นไปได้ไหมที่จะเปิดให้เขาได้ทำมาหากินบ้าง อย่างน้อยตรงนี้ก็อาจจะเป็นการต่อลมหายใจทำให้เขากลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ผมเชื่อว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการในวันนี้คือเรื่องนี้ครับ ต้องการมากกว่าเรื่องของการจ่ายชดเชย เพราะว่าการจ่ายชดเชยเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันจ่ายได้ไม่เยอะ แต่การมีเวลาให้เขามันจะทำให้ เขาสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดนะครับท่านประธาน มันเป็นการเข้าไปช่วยเหลือโดยที่ไม่ต้องใช้งบครับ และไม่เป็นภาระทางด้านงบประมาณ แม้แต่บาทเดียว ท่านประธานที่เคารพครับ นี่เป็นคำถามทั้งหมด ๓ ข้อที่ผมอยากจะถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับ