รงค์ วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.สหกรณ์ ห่วงสร้างองค์กรซ้ำซ้อน-เสี่ยงผลประโยชน์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔

รงค์ บุญสวยขวัญ แสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.สหกรณ์ โดยชื่นชมเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาการบริหารจัดการที่อาจเกิดขึ้นจากการเพิ่มโครงสร้างองค์กร เช่น การแต่งตั้งอนุกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติและรูปแบบการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความซับซ้อน ขาดประสิทธิภาพ และกลายเป็นช่องทางของกลุ่มผลประโยชน์ แทนที่จะส่งเสริมการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง จึงเสนอให้พิจารณาใช้กลไกชั่วคราวสำหรับการเชื่อมโยงเครือข่าย โดยเน้นการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยของสหกรณ์

รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์รงค์ บุญสวยขวัญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอบคุณมาก ๆ ที่ผู้ยกร่างได้ยกร่าง พระราชบัญญัติซึ่งมีคุณค่าและมีบทบาทอย่างยิ่ง ก็คือ พ.ร.บ. สหกรณ์ ผมเป็นคนที่มี ประสบการณ์ตรงจากสหกรณ์ ๔๐ ปีเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดนครศรีธรรมราช ๔๐ ปีเติบโตมามีสร้างบ้านสร้างเรือนได้เรียนหนังสือ ได้มีครอบครัวที่ดีก็สหกรณ์นะครับ และก็เข้าใจว่าการพัฒนาสหกรณ์ก็พัฒนาที่ตัวสหกรณ์ คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือเมมเบอร์ (Member) หรือสมาชิกสหกรณ์ไม่ใช่พูดถึงโครงสร้างระดับบนประเด็นที่ผู้ยกร่างวันนี้ ได้ยกร่างเข้ามาก ผมมีการตั้งข้อสังเกตอยู่ ๒ ประการเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคต

เรื่องแรกเลยผู้ยกร่าง ยกร่างเพื่อที่จะให้คณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ ตั้งอนุกรรมการย่อย ๆ จากเดิมมี ๓ อนุก็คือ อนุพัฒนาบุคลากร อนุเรื่องการลงทุน และเรื่องอื่นๆ แต่คณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติที่ยกร่างใหม่แตกมาเป็น ๕ อนุ อนุกรรมการในแต่ละอนุกรรมการก็มีบทบาทมีฟังก์ชัน (Function) ของมันแยกย่อยออกไป ผมคิดอย่างนี้ท่านประธานครับ ในการบริหารจัดการยุคใหม่ การบริหารจัดการแบบนี้ถ้าเรา ตั้งอนุ ๑ อนุ ๒ อนุ ๓ อนุ ๔ อนุ ๕ อนุแต่ละอนุไปทำงานเหมือนกับทำงานเฉพาะเจาะจง ลงไป แต่การบริหารสหกรณ์การบริหารของคณะกรรมการสหกรณ์แห่งชาติไม่ใช่บริหาร ตัวสหกรณ์ไม่ใช่บริหารตัวเมมเบอร์ (Member) ของสมาชิกว่าจะระดมทุนอย่างไร บริหาร เรื่องหนี้สินอย่างไรให้สมาชิกได้ปฏิบัติมีวินัยอย่างไรในฐานะสมาชิก เพราะฉะนั้นไม่มี ความจำเป็นใด ๆ เลย ที่จะต้องไปเพิ่มอนุขึ้นมาเป็นอีก ๕ อนุทั้งที่ ๓ อนุเดิมก็สามารถ ที่จะบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีตัวบ่งชี้ใด ๆ ที่จะชี้ให้เห็นว่า การบริหารของสหกรณ์ในประเทศไทยในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาตามข้อมูล ที่อยู่ข้างท้ายก็ไม่ได้ชี้อะไรมากมายนักว่าสหกรณ์ต่างๆ สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครศรีธรรมราชที่ผมเป็นสมาชิกอยู่ เขาล้มเหลวหรือเขาขี้เหร่ แต่จริง ๆ แล้วเขาก็บริหารมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล ในการอำนวยอวยพร ให้สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ผมสังกัด สามารถเป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายของสหกรณ์ เพราะฉะนั้นผมจึงมีความรู้สึกว่าการมาคิดถึงโครงสร้างการบริหาร โครงสร้างใหญ่ คือพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติและแบ่งออกเป็นอนุ ๆ อันนั้นมันเหมือนกับไปทำ ให้องค์กรในระดับชาติเทอะทะ หลักการบริหารยุคใหม่ต้องทำให้ข้างล่างหน่วยปฏิบัติ สหกรณ์แต่ละสหกรณ์เขาเอ็มพาวเวอร์ (Empower) เขา ให้เขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ควรจะไปเพิ่มภารกิจ ไม่ควรจะไปเพิ่มความเทอะทะในองค์กรระดับชาติที่มันไม่ได้ มีผลได้ผลเสียต่อประชาชน หรือมีผลได้ผลเสียต่อสมาชิกสหกรณ์แต่ละประเภท นั่นเป็น ประการที่ ๑ นะครับ

ประการที่ ๒ มีการพูดถึงการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์อยู่ในร่างของมาตรา ๑๘ ถ้าในพระราชบัญญัติเดิมก็คือ ๑๐๑ มาตรา ๑๘ การตั้งชุมนุมสหกรณ์ในพระราชบัญญัติเดิม ที่ใช้อยู่มีการเขียนนิยามไว้ชัดเจน ร่างใหม่ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากของเดิมที่ใช้อยู่ แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือว่าเวลาพูดถึงการตั้งชุมนุม คือการจัดตั้ง จัดตั้งแบบไหนในร่างเดิม ตามมาตรา ๑๑๐ คือการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ก็คือมี ๒ เลเยอร์ (Layer) อันที่ ๑ ระดับ ภูมิภาค อันที่ ๒ คือระดับประเทศ พอแล้วครับในการบริหารยุคใหม่ เขามีการบริหารเขาทำ แอ็ดฮอก (Ad hoc) หรือแบบชั่วคราวรวมกลุ่มกันสักปึ๊บและทำงาน ๆ พอทำงานเสร็จบรรลุ เป้าหมายเสร็จเลิก แต่อันนี้ พ.ร.บ. ที่ร่างกันมานี้พยายามที่จะทำให้การบริหารมันเป็น เพอร์มาเนนต์ (Permanent) หรือมั่นคงถาวร และกลายมาเป็นองค์กรที่ใหญ่เทอะทะ เป็นที่รวมกลุ่มขอโทษครับท่านประธานถ้าหยาบผมขอถอนครับ คือ เสือ สิงห์ กระทิง แรด ของแต่ละหน่วยงาน เช่น สหภาพ สันนิบาต เช่นอะไรก็แล้วแต่ระดับชาติ ซึ่งเป็นการ รวมกลุ่มขององค์กรระดับล่าง และเป็นรวมกลุ่มระดับสูง ระดับสูงแบบนี้เป็นที่อยู่ของ ผู้หลักผู้ใหญ่ มาเฟีย หรือ เสือ สิงห์ กระทิง แรด ขอโทษนะครับถ้าเป็นเรื่องหยาบ แต่เพื่ออธิบายให้เห็นภาพลักษณ์ ผมคิดว่าตรงนี้มันเป็นการเพิ่มเพอร์มาเนนท์ (Permanent) เพิ่มความเป็นมาเฟีย หรือไม่มีประสิทธิภาพต่อการบริหารขององค์กรระดับล่าง การบริหาร จัดการยุคใหม่ จึงเพิ่มแนวราบไม่เพิ่มแนวดิ่ง เขาต้องเอ็มพาวเวอร์ (Empower) สหกรณ์ แต่ละประเภทให้ทำงานให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นการจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์ระดับจังหวัด จึงเป็นเหมือนเงื่อนไขอีกอันหนึ่งที่กำลังจะไปเพิ่มองค์กรใหญ่ ที่นครศรีธรรมราชก็จะมีชุมนุม สหกรณ์ที่นครศรีธรรมราชอีกอันหนึ่งมาควบคุมสหกรณ์สองแถว มาควบคุมสหกรณ์ ออมทรัพย์ครู มาควบคุมอะไรก็แล้ว ถ้าหากเขารวมกลุ่มกันจัดตั้งนั่นเป็นประการที่ ๒

ประการที่ ๒ เหตุผลในการจัดตั้งชุมนุม เดิมทีมาตรา ๑๐๑ บอกว่า เป็นการอำนวยประโยชน์แก่บรรดาสมาชิกสหกรณ์ในระดับภูมิภาคและประเทศ แต่ในมาตราที่ยกร่างคือมาตรา ๑๘ บอกว่าหากประสงค์ที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายประกอบ ธุรกิจการผลิต การค้า การเกษตร การอุตสาหกรรมหรือบริการอย่างเดียวกัน หรือคีย์เวิร์ด (Keyword) นะครับท่านประธาน การเชื่อมโยงเครือข่าย เอาเรื่องการเชื่อมโยงเครือข่าย มาใช้ในพระราชบัญญัติ ผมคิดว่าคอนเซปต์ (Concept) นี้หรือมโนทัศน์นี้มันยังไม่นิ่ง มันเป็นวาไรตี้ คอนเซปต์ (Variety Concept) หรือว่าเป็นการให้ความหมายอย่างหลากหลาย ซึ่งใครให้ความหมายก็ได้ การบริหารจัดการแบบเครือข่ายอันนี้เป็นการบริหาร เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเอาชุมนุมสหกรณ์ระดับจังหวัดขึ้นมา และบอกว่าเชื่อมโยงเครือข่ายกันทำอย่างใด อย่างหนึ่ง ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องเขียนอย่างนี้ เพราะการเชื่อมโยงเครือข่ายสามารถทำได้ ในเชิงการบริหารไม่ต้องเอามาใส่ในพระราชบัญญัติเป็นพฤติกรรมการบริหาร เป็นอาการ ของการบริหารที่ผู้บริหารแต่ละสหกรณ์ สัก ๗-๘ สหกรณ์มาทำเป็นชุมนุมระดับจังหวัด ไม่ต้องเอาเครือข่ายเข้ามา เพราะเครือข่ายเป็นอำนาจในการบริหารปกติที่ใครขึ้นมา เป็นประธานสหกรณ์หรือกรรมการสหกรณ์ที่จะทำได้ ทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งปวงที่ผมนำเสนอ ผมจะมาสรุปว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ดูเหมือนจะมีคุณค่า แต่มันไม่เติมเต็ม เรื่องกระบวนการบริหาร การบริหารสหกรณ์มันจะต้องทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์ครู นครศรีธรรมราชที่ผมยกตัวอย่างให้เขาเข้มแข็ง แต่ไม่ใช่ไปเติมองค์กรระดับสูงกว่า ให้เชื่อมโยงกันให้จัดตั้งเป็นองค์กร เป็นคอร์พอเรทิซึม (Corporatism) หมายถึงว่าเพิ่มองค์กร ที่มีความเข้มข้นเข้มแข็งให้มีความถาวร แต่ผมยังยึดว่าถ้าจะให้มีประสิทธิภาพต้องเป็น องค์การแบบแอดฮ็อก (Ad hoc) หรือชั่วคราวรวมกลุ่มกันเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แก้ปัญหาเรื่องข้าว แก้ปัญหาเรื่องมังคุด แก้ปัญหาเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เสร็จแล้วก็เลิกกันไปไม่ต้องมาเขียน กฎหมาย นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ทางการบริหารครับท่านประธาน ผมขออนุญาต ฝากเรื่องนี้ไว้เพื่อที่จะได้คิดกันต่อในขั้นอื่น ๆ นะครับ ขอขอบคุณท่านประธานหรือผู้ยกร่าง ผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับประชาชน ถ้าหากจะตกไป หรือเป็นอะไรอย่างไรก็คิดเสียว่านี่คือเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เข้ามาสู่สภา แล้วสภาเรา จะมีความเห็นอย่างไรก็ต้องเห็นชอบกัน อย่าไปด้อยค่า สมมุติว่าวันนี้ถ้าผมไม่เห็นด้วยอย่างนี้ อย่าไปด้อยค่ากัน ผมคิดว่าสิ่งนี้จะมีคุณค่าต่อระบอบประชาธิปไตย ขอขอบคุณมากครับ ท่านประธาน