ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ที่เสนอโดยภาคประชาชน โดยชื่นชมการตีความของประธานสภานิติบัญญัติที่เปิดทางให้ร่างดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ พร้อมเรียกร้องให้ยึดเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณากฎหมายจากประชาชนในอนาคต ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการพิจารณาร่างกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงประเด็นที่แก้ไขแล้วและที่ยังค้างอยู่อย่างชัดเจน รวมถึงชี้ให้เห็นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ โดยเฉพาะในบริบทของเงิน 3.3 ล้านล้านบาทที่อยู่ในระบบสหกรณ์ และเน้นย้ำความจำเป็นในการสมดุลระหว่างการกำกับดูแลของรัฐกับความเป็นอิสระของสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมเสถียรภาพและระบบการบริหารจัดการที่ดีขึ้น โดยเสนอให้รับหลักการร่างกฎหมายเพื่อผลักดันให้เกิดขึ้นต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอ โดยภาคประชาชน ในนามของชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ท่านประธาน ครับ ความน่าสนใจของร่างกฎหมายฉบับนี้ครับ คือการเข้าชื่อของพี่น้องประชาชน ๑๒,๔๕๙ คน ถึงแม้ในท้ายที่สุดเมื่อสภาตรวจรายชื่อต่าง ๆ แล้วจะเหลือรายชื่อที่สามารถเข้าชื่อได้ เพียง ๑๑,๘๐๘ คนเท่านั้น ที่ผมบอกว่าเป็นความน่าสนใจก็ต้องให้กำลังใจครับ และต้อง สนับสนุนเพราะว่านี่เป็นอีก ๑ ครั้งที่พี่น้องประชาชนใช้สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่ง แต่ละครั้งก็ยังเป็นกฎหมายฉบับเดิมไม่ใช่การเข้าชื่อในทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำได้ง่ายขึ้นใน ปัจจุบัน
สิ่งที่ผมน่าสนใจอีกประการหนึ่งในเรื่องของการเข้าชื่อก็คือว่า เราพบว่า ในรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ฉบับนี้ มีการพูดถึงการใช้เงินอยู่ในหลาย ๆ มาตราด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับการตั้งคณะอนุกรรมการ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ที่เกี่ยวข้องกับชุมนุมสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารจัดการสหกรณ์ ต่าง ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วสิ่งที่เรากังวลมากที่สุดก็คือ ห่วงการตีความว่าร่างพระราชบัญญัติ แบบนี้จะเข้าข่ายเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกับการเงิน แล้วถูกตีตกไปไม่เข้าสู่ กระบวนการพิจารณาของสภา ความจริงผมได้รับคำตอบมาแล้วครับ แต่ผมก็ต้องชื่นชม ท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติขณะนั้น ก็คือท่านประธานพรเพชร วิชิตชลชัย ที่ท่านวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ไม่ถือว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน สภาแห่งนี้สามารถพิจารณาได้ ผมอยากฟังจากผู้ชี้แจงอีกสักรอบหนึ่งว่าท่านประธาน พรเพชรให้เหตุผลแบบใด ประการใด ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ผูกพันนำมาสู่การพิจารณา ร่างกฎหมายต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิก ส.ส. และพี่น้องประชาชนเข้าชื่อเสนอในปัจจุบันนี้ด้วย นั่นเป็นเหตุผลใหญ่ประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ในความเป็นจริงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่า ด้วยเหตุผลหลายประการที่ทำให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ไม่อาจถูกบรรจุพร้อมกันในสมัย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในขณะที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้นมีการแก้ไขพระราชบัญญัติ สหกรณ์มีร่างทั้งหมดอยู่ ๓ ร่างด้วยกัน ก็คือ ร่างของ สนช. คือร่างของกระทรวงเกษตร คือร่างของสันติบาลสหกรณ์ทั้ง ๓ ร่างมีการแก้ไข มีการปรับปรุงต่าง ๆ ที่บอกว่าน่าเสียดาย เพราะว่าจริง ๆ ผมอ่านทั้งหมดแล้ว ท่านผู้ชี้แจงอาจจะช่วยเราในการขยายความ ทำความเข้าใจว่า เนื้อหาส่วนใดที่ถูกแก้ไปแล้วบ้าง แล้วเนื้อหาส่วนใดที่ยังไม่ถูกแก้ที่ทำให้ เห็นความสำคัญว่า สภาแห่งนี้จะต้องรับมาเพื่อพิจารณารับหลักการแล้วมีการแก้ไข ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่สิ่งนี้ยังไม่ได้ฟังจากผู้ชี้แจงนั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ เรากำลังพูดถึงการเงิน ๓.๓ ล้านล้านบาท ตัวเลข ๓.๓ ล้านล้านบาท นั่นคือเงินที่อยู่ในสหกรณ์ทั้งสิ้น ๗ ประเภทด้วยกัน ซึ่งท่านผู้ชี้แจง ได้กรุณาพูดถึงแล้ว ตัวเลข ๓.๓ ล้านล้านบาทนั้นหมายถึงจำนวนพี่น้องประชาชนมากมาย ที่ได้รับผลกระทบจากสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการ หรือการทำกำไรหรือในกรณี ที่มีการขาดทุน และจำเป็นที่ไม่สามารถเดินหน้าในการดำเนินการต่อได้ ผมอยากให้ท่าน ผู้ชี้แจงได้กรุณาชี้ชัด ๆ ว่า การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. สหกรณ์ฉบับนี้นอกเหนือจากการแก้ไข ในเชิงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ชุมนุมสหกรณ์ต่าง ๆ การบริหารจัดการ คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ซึ่งในร่างฉบับนี้มีการเพิ่มอนุกรรมการขึ้นมาอีก ๑ คณะ ก็คือคณะอนุกรรมการด้านอุทธรณ์ หลังจากที่มีคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริม คณะอนุกรรมการด้านพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการผลิตและด้านพัฒนาบุคลากรอยู่แล้ว แต่ท่านกรุณาชี้ชัด ๆ ว่า พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. สหกรณ์ ฉบับนี้ นั่นเป็นประการที่ ๓ ครับ
ประการที่ ๔ ท่านประธาน วันนี้ในกรณีของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์นั้น อย่างน้อยที่สุดมีกรมอยู่ ๒ กรมด้วยกันก็คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แน่นอนครับ สิ่งที่เรากังวลก็คือว่ามันทั้ง ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือความกังวลว่าคนที่เป็นสมาชิก สหกรณ์ ซึ่งผมเองก็เป็นอยู่ มีทั้งสหกรณ์ที่สามารถทำกำไรได้รับการปันผล มีทั้งสหกรณ์ที่มี ปัญหา ไม่สามารถนำไปสู่การได้รับการปันผล แล้วถูกฟรีซ (Freeze) ไว้ อย่างเช่น หลาย ๆ ข่าว ที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่อยากฟังจากท่านก็คือว่าเราจะพยายามทำให้ระบบสมดุล ระหว่างการตรวจบัญชีการส่งเสริมสหกรณ์ โดยภาครัฐกับความเป็นอิสระในการบริหาร จัดการ ๒ สหกรณ์นั้นอยู่ตรงใด วันนี้เรามีชุมนุมสหกรณ์ทั้งสิ้นอย่างน้อย ๑,๐๙๓ แห่ง ซึ่งผมคิดว่ากรณีของการมีชุมนุมสหกรณ์ แล้วพูดถึงกองทุนรักษาเสถียรภาพสหกรณ์ ที่ถูกเขียนอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นทั้งคุณและเป็นทั้งโทษ ในการเป็นทั้งคุณนั้นก็คือ การส่งเสริมให้ความเข้มแข็งของชุมนุมสหกรณ์ที่มีอยู่นั้น มีหลักประกันต่าง ๆ ได้ แต่อาจ จะมีโทษหรือแง่มุมในลักษณะที่บอกว่า การตั้งกองทุนดังกล่าวนั้น อาจจะเป็นความซ้ำซ้อน อาจจะนำไปสู่การไปที่ไม่โปร่งใส ในเรื่องของการบริหารต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ความสำคัญที่สุด ของสหกรณ์ก็คือ เรื่องของระบบการบริหารจัดการ หรือเรื่องของระบบการปันผล ปันส่วน ต่าง ๆ ซึ่งถูกเขียนอยู่ในเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ด้วยเหตุผลและคำถามทั้งหมด ทั้งมวล ๔ ประการ พร้อมกับข้อสังเกตที่ผมได้นำเสนอกับท่านประธานครับ ไม่ว่าอย่างไร ก็แล้วแต่ถึงแม้การแก้ไขร่าง พ.ร.บ. สหกรณ์ฉบับนี้อาจจะยังไม่ตอบโจทย์หลักประกัน เรื่องความปลอดภัยในการบริหารจัดการ ตลอดจนผลกำไรที่สมาชิกจะได้รับทั้งหมด แต่การแก้ไข ในเชิงรายละเอียด ในเชิงการบริหารจัดการ ในเชิงการดูแลระบบ ระเบียบ ต่าง ๆ ของ คณะกรรมการทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค ตลอดจนการกำหนดอำนาจ ชุมนุมสหกรณ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นล้วนเป็นสิ่งที่ดี ฉะนั้นในนามของพรรคก้าวไกล เราเห็นว่า ควรที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ซึ่งเสนอโดยชุมนุม สหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพิจารณาในฐานะกฎหมายของพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ