ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชี้แจงสนับสนุนร่างข้อบังคับการประชุมเพื่อแยกวาระการพิจารณากฎหมายออกจากญัตติอื่น โดยย้ำว่าไม่กระทบอำนาจประธานและต้องการให้เป็นหลักปฏิบัติถาวรเพื่อยกระดียดความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการพิจารณากฎหมาย พร้อมเสนอให้ใช้รูปแบบประชุมแบบไฮบริดเพื่อรองรับสถานการณ์จำเป็น โดยยืนยันว่าการประชุมออนไลน์ไม่ขัดรัฐธรรมนูญหากดำเนินการตามข้อบังคับที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน
ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนชาวบางแค กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอกราบขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ผมติดตามฟังการอภิปรายทุกท่าน จริง ๆ นะครับที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับร่างทั้ง ๗ ร่าง เพื่อที่จะนำไปยกร่างต่อในวาระที่ ๒ ผมขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ซึ่งผมจะขอใช้โอกาสสั้น ๆ ตรงนี้ในการชี้แจง นั่นก็คือความเห็น ของท่านอรรถกรถึงข้อห่วงใยเกี่ยวข้องกับความลักลั่น ระหว่างร่างกฎหมายที่ประชาชน เสนอเข้าสู่สภากับร่างที่ทางกระทรวงยกร่างมา ท่านอาจจะกังวลว่าถ้ามีการจัดระเบียบวาระ ตามที่ผมยกร่างเสนอมา ประธานอาจจะไม่มีอำนาจ สภาอาจจะไม่มีอำนาจ ในการวินิจฉัย แก้ไข ถึงความลักลั่นของร่างกฎหมายต่าง ๆ ผมอยากนำเรียนเพื่อนสมาชิกทุกท่านดังนี้ครับ จริง ๆ แล้วผมต้องบอกก่อนว่า ร่างที่ผมยกร่างแก้ไขมานี่แก้ไขเพียงแค่ข้อบังคับข้อเดียว นั่นก็คือข้อ ๒๓ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบวาระการประชุม เพื่อให้ทางสภาแยก การพิจารณาร่างกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นร่างของ ส.ส. หรือร่างประชาชนออกมาจากญัตติ อื่น ๆ แต่ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแก้ไขข้อบังคับข้ออื่น ๆ แต่อย่างใดครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจของประธานในการวินิจฉัยว่า ญัตติใดจะเป็นเรื่องด่วน ไม่ด่วน หรือเกี่ยวข้องกับข้อบังคับที่ว่า เพื่อนสมาชิกสามารถขอเสนอญัตติด้วยว่าจากในที่ประชุม เพื่อขอสลับวาระการประชุมหรือยกเว้นข้อบังคับต่าง ๆ ข้อบังคับต่าง ๆ เหล่านั้น ยังคงเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมกำลังจะเน้นย้ำให้เพื่อนสมาชิกเห็นว่า ร่างที่ผมเสนอมานี้ ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของการจัดการการลักลั่นของกฎหมายแต่อย่างใด สิ่งที่พวกเราเห็น ได้ชัดที่สุดก็คือในเรื่องของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประชามติ ซึ่งอันนั้นใช้ข้อบังคับ การประชุมร่วมแต่ จริง ๆ แล้วข้อบังคับประชุมร่วมกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีความละม้ายคล้ายคลึงกันในส่วนนี้ ตอนนั้นถ้าทุกท่านจำได้ในวาระที่ ๒ รัฐสภาของเรา มีมติรับร่างตามร่างของผู้แปรญัตติ ซึ่งไม่ตรงกับร่างที่กรรมการยกร่างเสนอมา ทำให้ประธาน กรรมาธิการ ณ ขณะนั้นก็ต้องเสนอญัตติขอเลื่อนการพิจารณาออกไป เพราะต้องการกลับไป ปรับแก้ความลักลั่นของกฎหมายของมาตราที่ตามมาก่อน ลักษณะอย่างนี้ก็เป็นลักษณะ เดียวกันครับที่เราสามารถอาศัยข้อบังคับในข้ออื่น ๆ เพื่อจัดการกับความลักลั่นของกฎหมาย ได้อยู่แล้ว ก็พยายามจะชี้แจงให้เกิดความสบายใจกับเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับว่าร่างที่ผม เสนอมานั้นไม่มีปัญหาเรื่องของการแก้ไขการลักลั่นของกฎหมายแน่นอน แต่สิ่งที่มัน จะต่างกันครับท่านประธานว่า ทำไมผมถึงต้องเสนอร่างข้อบังคับนี้ขึ้นมา นั่นก็เป็นเพราะว่า เราต้องการวางหลักการพื้นฐานว่า ไม่ว่าจะเป็นประธานท่านใด เกิดประธานในอนาคตไม่ใช่ ท่านชวน หลีกภัย ไม่มีวิสัยทัศน์แบบนั้นที่จะจัดวันประชุมแยกออกมาเป็นวันพุธ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันพุธเพื่อพิจาณากฎหมาย วันพฤหัสบดี วันศุกร์ เพื่อญัตติอื่น ๆ ประธานคนอื่น ๆ ก็จะต้องดำเนินตามรอยนี้เหมือนกัน เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรของเรา ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ สามารถพิจารณากฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมจึงเล็งเห็นว่า การบัญญัติไปในข้อบังคับอย่างชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรจะต้องแยกญัตติการพิจารณา กฎหมายออกมาก่อนมีความจำเป็นครับท่านประธาน
ในส่วนต่อไปในเรื่องของข้อกังวลเกี่ยวกับข้องกับการประชุมออนไลน์ (Online) ท่านประธานครับ ที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ให้ความเห็น ข้อกังวลเรื่องการที่จะขัด รัฐธรรมนูญในส่วนของคำว่า มาประชุม คือในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า มาประชุม ในที่นี้หมายถึงว่ามาประชุมที่ใด ดังนั้นเราอาจจะต้องไปดูที่เจตนารมณ์ของผู้ยกร่าง รัฐธรรมนูญขึ้นมาก่อน แต่ผมขอชี้แจงอย่างนี้ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับ ฉบับที่ ๒ ตอนที่มีการพิจารณาแก้ไขข้อบังคับให้สามารถประชุมกรรมาธิการออนไลน์ (Online) ได้นั้นมีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถกเถียง มีกรรมาธิการหลายท่านแสดงความห่วงใย ว่าการประชุมออนไลน์ (Online) นั้น ถึงแม้จะเป็นการประชุมกรรมาธิการก็ตามอาจจะขัด ต่อรัฐธรรมนูญ เพราะว่าอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าการประชุมกรรมาธิการนั้นอาศัย ข้อบังคับ ข้อ ๙๓ ที่มีการระบุไว้ว่า ในส่วนข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการประชุมกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการดำเนินการประชุม การนับองค์ประชุม การลงมติต่าง ๆ หรือองค์ประชุม ต่าง ๆ ให้บังคับในที่ประชุมใหญ่โดยอนุโลม โดยส่วนใหญ่อาศัยโดยอนุโลม เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ที่เราสามารถประชุมกรรมาธิการนอกสถานที่ได้อยู่แล้ว ไปต่างจังหวัด ไปต่างประเทศ ถ้าทุกวันนี้เราทำได้อยู่แล้ว แปลว่าเรากำลังทำขัดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า มีกรรมาธิการ ให้ความเห็นลักษณะนี้ไว้ในการยกร่างฉบับที่ ๒ แล้วทุกคนจึงให้ความเห็นไปในทิศทาง เดียวกันว่า สามารถจัดการประชุมออนไลน์ (Online) ได้ ตราบใดที่กรรมาธิการสามารถ จัดนอกสถานที่ได้ครับท่านประธาน เพราะเราอาศัยข้อบังคับโดยอนุโลมอยู่แล้ว ดังนั้น สำหรับการประชุมใหญ่ ถ้าเพื่อนสมาชิกยังคงกังวลว่าที่ประชุมใหญ่ดูเป็นอะไรที่สำคัญ หรือศักดิ์สิทธิ์กว่าการประชุมกรรมาธิการ อาจจะมีข้อกังวลมากกว่าว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือเปล่า ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกทุกคนที่กำลังจะเข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญนี้ จะรับความเห็นของทุกท่านไปพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตามผมอยากจะสรุปสุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ถึงแม้ว่าผลของการพิจารณา ในวาระที่ ๒ จะประชุมในสภาใหญ่ออนไลน์ (Online) แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดผมเชื่อว่าเราสามารถจัดประชุมแบบไฮบริด (Hybrid) แบบที่ ประเทศอังกฤษสามารถทำได้ครับ นั่นก็คือในที่ประชุมใหญ่มีสมาชิกมาร่วมประชุมเกิน กึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือหากใครมีความจำเป็นจริง ๆ เกิดอุบัติเหตุ ลาคลอดบุตรเป็นสิทธิ ของผู้หญิง ก็สามารถทำหนังสือมาที่ประธานสภาเพื่อขอเข้าร่วมประชุมออนไลน์ (Online) เป็นรายกรณีไปได้ตามข้อบังคับที่ผมเสนอมา ในร่างข้อบังคับของผมมีการระบุเรื่องพวกนี้ ไว้อย่างชัดเจนหมดแล้ว ก็อยากจะนำเรียนเพื่อให้เกิดความสบายใจกับเพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ขอบคุณครับ