วิเชียร ชี้แจงข้อบังคับนับคะแนนใหม่ ยันไม่ควรถูกแก้ไข

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔

วิเชียร ชวลิต ชี้แจงประเด็นการขอนับคะแนนใหม่ โดยยืนยันว่าข้อบังคับเดิมเพียงพอและไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลง เพื่อรักษาความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในการลงคะแนนเสียง พร้อมแสดงความเห็นคัดค้านการแก้ไขข้อบังคับการลงคะแนนเสียง การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเรื่องสำคัญของสภา และการเสนอข้อบังคับเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าเกินขอบเขตอำนาจและขัดหลักการรัฐธรรมนูญ

นายวิเชียร ชวลิต แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายวิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ขออนุญาตกล่าวถึงร่างข้อบังคับต่าง ๆ ที่สมาชิกได้กรุณานำเสนอต่อสภาแห่งนี้ เพื่อพิจารณา โดยขอเรียนว่าร่างทั้ง ๗ ฉบับที่นำเสนอ และจัดอยู่ในระเบียบวาระนั้นมีอยู่ ๒ กลุ่มที่เรียกว่า มีความแตกต่าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นร่างที่อยู่ในขอบเขต หรือเนื้อหาเดียวกับที่ท่านอนันต์ ผลอำนวย ในฐานะประธานกรรมาธิการกิจการสภาได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ ผมจะขออนุญาต เวลาท่านประธาน เพื่อจะนำเรียนต่อที่ประชุมถึงเหตุและผลต่าง ๆ ประกอบ โดยผม ขอเรียนว่าในการยกร่างข้อบังคับการประชุมสภา ซึ่งประกาศใช้ในสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ โดยผมได้ทำหน้าที่เป็นประธานพิจารณายกร่างและพิจารณารายละเอียด จากที่สภาได้อนุมัติหลักการ และมอบหมายให้ไปดำเนินการโดยอยากจะเรียนว่ามีอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งผมก็มีความสงสัยตั้งแต่ตอนยกร่างก็คือ เรื่องของการขอนับคะแนนใหม่ซึ่งท่านสมาชิก ได้เสนอที่จะแก้ไข และมีท่านสมาชิกได้กรุณาให้ความเห็นที่แตกต่าง ผมอยากจะเรียนว่า ในระหว่างการพิจารณานั้นเราได้มีการหยิบยก และพูดประเด็นนี้ขึ้นมา ซึ่งผมเรียนว่าข้อบังคับการประชุมสภา โดยเฉพาะเรื่องการนับคะแนนใหม่นี้ได้บัญญัติ และอยู่ในข้อบังคับการประชุมสภามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เรามีสภาครั้งแรกในประเทศไทยเรา แล้วก็ต่อเนื่องมาจนถึงปี ๒๕๑๓ ข้อบังคับการประชุมสภาก็จะมีเรื่องการนับคะแนนใหม่ ระบุไว้และต่อเนื่องมาจนปี ๒๕๒๒ ซึ่งหลายท่านคงรับทราบดีว่า เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๒๒ ก็มีการเลือกตั้งใหญ่ แล้วก็ถือว่าเป็นการนำสภามาสู่ประชาธิปไตยที่มีสมาชิกและผู้สนใจ อย่างมากก็ยังปรับใช้วิธีการนับคะแนนใหม่แบบเดิมมาใช้อย่างต่อเนื่อง แล้วก็จนปี ๒๕๒๘ ปี ๒๕๓๕ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๔ จนถึงปี ๒๕๕๑ และปี ๒๕๖๒ ก็บัญญัติไว้ในลักษณะ เดียวกัน แต่ขอเรียนว่าเดิมทีเดียวนั้นการนับคะแนนใหม่จะระบุในเชิงว่าถ้ามีการนับแล้ว มีความผิดพลาดเกิดขึ้นก็ให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่เมื่อมีการปรับใช้ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา ผมอยากจะเรียนว่าผมก็สงสัยว่าในข้อ ๘๕ ขออนุญาตท่านประธานที่จะโควต (Quote) ข้อความในข้อบังคับสักนิดหนึ่งว่า ข้อ ๘๕ เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๘๓ (๑) แล้วถ้าสมาชิกร้องขอให้มีการนับใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คนเดิมทีเดียวเขาใช้ มีรัฐมนตรีมาเป็นผู้เสนอด้วย ตอนหลังมานี่เป็นสมาชิกสภาทั้งหมดก็ให้มีการนับคะแนน เสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเป็นวิธีตามข้อ ๘๓ (๒) ผมอยากจะเรียนขยายความ ตรงนี้ว่า การนับคะแนนใหม่สิ้นสุดตรงเมื่อมีการร้องขอเมื่อร้องขอเสร็จแล้วจะทำการเปลี่ยน วิธีการลงคะแนน ไม่ใช่นับคะแนนใหม่ตอนนั้น เพราะว่าหลักการนี้ผมเรียนว่า การนับ คะแนนใหม่นั้นถือว่าเป็นการล้มการลงมติที่เราลงไปแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ และไม่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับว่าการลงคะแนนของเรานั้นเชื่อถือไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุสงสัยก็จะถือว่ามีการเปลี่ยนวิธีการลงคะแนน เพราะฉะนั้นเมื่อถ้อยคำ ในข้อบังคับระบุว่า มีการเปลี่ยนการลงคะแนนจะไปกำหนดว่า สมาชิกที่อยู่ในห้อง ตอนลงคะแนนนั้นเท่านั้นถึงจะเป็นผู้ลงคะแนนก็จะต้องถูกเลิกไป เพราะว่าเมื่อเปลี่ยน การลงคะแนนใหม่สิทธิในการลงคะแนนก็เริ่มนับ ๑ ใหม่ เพราะฉะนั้นสมาชิกทั้งหมด ก็ไม่จำเป็นต้องร่ายเวทมนต์ ต้องอะไรที่จะทำให้คนมาร่วมประชุมนะครับ เพราะว่าเป็นไป ตามหลักการว่า เมื่อมีการลงคะแนนครั้งใดสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านก็มีสิทธิ มาลงคะแนนตามกระบวนการ เพราะฉะนั้นผมก็เรียนว่า

ประการที่ ๑ เราใช้ต่อเนื่องกันมาแล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอุปสรรคในการ ดำเนินการแต่ประการใด ยกเว้นว่าจะหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านวีระกรก็ได้อธิบายไปแล้วว่า กรรมวิธีทางการเมืองเป็นอะไร อย่างไร ผมจะไม่ขอกล่าวซ้ำ แต่ว่าในประเด็นของหลักการก็เป็นดังที่ผมเรียนว่าสาเหตุ สำคัญก็คือ เมื่อมีการลงคะแนนแล้วจะไม่มีการลงคะแนนใหม่หรือลงมติใหม่ เพราะฉะนั้น จึงได้กำหนดในหลักการไว้ว่า หากมีข้อสงสัยก็จะเปลี่ยนวิธีการลงคะแนน จึงเป็นที่มา ของการให้สิทธิกับสมาชิกทุกคนซึ่งมีสิทธิในการมาลงคะแนนในครั้งนั้น ๆ ต่อไปนี่คือประเด็น ที่ผมอยากจะเรียนว่า ข้อบังคับเดิมเขียนไว้ครบถ้วนและถูกต้องแล้ว จึงไม่เห็นด้วยกับญัตติ ของการร่างแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว

ผมมีอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะเรียนว่า ในการเสนอร่างข้อบังคับการประชุม สภาโดยประเด็นที่เสนอก็คือ เรื่องการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผมเรียนว่าในข้อ ๔๓/๓ ของท่านสมาชิกได้เสนอร่าง ผมมีความเห็นที่แตกต่างก็คือว่า การที่จะมีการประชุม ผ่านอิเล็กทรอนิกส์ควรจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะใช้ในเหตุพิเศษหรือกรณีพิเศษ ขออนุญาต ท่านประธานขอเพิ่มเวลานิดหนึ่ง เพราะว่าร่างข้อบังคับหลายฉบับที่จะขออนุญาตกล่าว ก็จะขอใช้เวลาอีกสักนิดหนึ่งครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่า เมื่อเป็นช่องทางพิเศษนั้น เพราะฉะนั้นควรจะกำหนดไว้จึงไม่เห็นด้วยกับร่างข้อบังคับ ที่เปิดช่องทางไว้ว่า กรณีไหนจะใช้วิธีทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่ควรจะกำหนดเป็นข้อห้าม ไว้ว่าสภาแห่งนี้ควรจะพิจารณาการอนุมัติ หรือการบัญญัติกฎหมาย หรือร่างพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ การพิจารณาเรื่องราวที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ควรจะเป็นการประชุมที่มาใช้ห้องประชุม รัฐสภา หรือห้องประชุมสภาแห่งนี้ในการพิจารณา และกำหนดเป็นข้อห้ามว่า ห้ามใช้วิธี ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในกระบวนการพิจารณา หรือการทำหน้าที่ของสภาในเรื่องเหล่านั้น และกำหนดเงื่อนไขว่า ในการประชุมสภาหากจะใช้สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ควรจะใช้ เมื่อมีเหตุพิเศษและเหตุจำเป็น ก็คือโดยใช้เสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ เพื่อจะวินิจฉัยว่า สมควรจะใช้หรือไม่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ในการประชุมสภานั้นเรามีภารกิจหน้าที่ หลายประการ ทั้งเรื่องที่จะต้องรับทราบรายงานต่าง ๆ ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่จะให้ ตัวแทนของพี่น้องประชาชนหรือสภาแห่งนี้เป็นผู้รับทราบ รายงานเหล่านั้นก็ตามหรือเรื่องของ กระทู้เรื่องของกระบวนการตรวจสอบ การทำงานของฝ่ายบริหารโดยฝ่ายนิติบัญญัติ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่หลายอย่างก็ควรจะกำหนดว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการบัญญัติกฎหมาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภาจะต้องกำหนด เป็นข้อห้ามไว้ว่า ห้ามใช้สื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในการประชุม หรือกระบวนการพิจารณา ก็มีประเด็นที่อยากจะเรียนนำเสนอ

อีกส่วนหนึ่งขออนุญาตเพิ่มเติมอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ในร่างพระราชบัญญัติ ที่มีสมาชิกเสนอ เรื่องของการออกเสียงประชามติที่เกี่ยวข้องการแก้บทบัญญัติหรือ การยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ผมเรียนว่าเนื่องจากข้อบังคับการประชุมสภาเป็นกฎหมายลูก หรือเป็นบทบัญญัติที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในส่วนที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนด ให้มีบทบัญญัติ หรือเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้น การที่เราเขียนข้อบังคับเพื่อไปขยายความให้มี อำนาจตามข้อบังคับเหนือว่าที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ น่าจะเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง จึงเห็นควรว่า การบัญญัติให้มีข้อบังคับเรื่องการออกเสียงประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ น่าจะเป็นการที่เสนอที่เกินขอบเขตอำนาจของข้อบังคับการประชุมสภา จึงไม่เห็นด้วย ในประเด็นเหล่านี้ ต้องขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งขอบพระคุณครับ