ธีรัจชัย ชี้ข้อบกพร่องนับคะแนนใหม่ ขอแก้ข้อบังคับสภาเพื่อความเป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๑ ธันวาคม ๒๕๖๔

ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายและผลักดันการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะประเด็นการนับคะแนนเสียงใหม่ที่ไม่กำหนดเหตุผลความผิดพลาด ซึ่งเปิดช่องให้ฝ่ายเสียงข้างมากใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จึงเสนอให้มีการปรับปรุงเพื่อความเป็นธรรม รักษาเจตนารมณ์เดิมของการลงคะแนน และป้องกันการพลิกผลมติจากการใช้ดุลยพินิจที่อาจคลาดเคลื่อน พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงที่นำไปสู่การวอล์กเอาต์และสภานัดล่ม เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาร่างแก้ไขในวาระที่ 2 โดยเร่งด่วน

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขอเสนอหลักการและเหตุผลประกอบร่างข้อบังคับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ดังต่อไปนี้

๑. แก้ไขขั้นตอนการออกเสียงลงคะแนนเสียงโดยเปิดเผย ข้อ ๘๓

๒. แก้ไขขั้นตอนการนับคะแนนใหม่ตามข้อ ๘๕

เหตุผล เนื่องจากข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ การขอนับคะแนนใหม่เป็นอำนาจผูกพัน เมื่อสมาชิกร้องขอให้นับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรอง ถูกต้อง ประธานสภาจะต้องให้นับคะแนนใหม่ ซึ่งการนับคะแนนใหม่ตามข้อ ๘๕ กับการออกเสียงลงคะแนนใหม่ตามข้อ ๘๓ มีความแตกต่างกัน กล่าวคือการลงคะแนนใหม่ ต้องเริ่มต้นดำเนินการใหม่ในทุกกระบวนการเสมือนการเลือกตั้งใหม่ สมาชิกผู้มีสิทธิ ออกเสียงทุกคนสามารถใช้สิทธิออกเสียงมาลงคะแนนใหม่ได้ทั้งหมด แม้ว่าการลงคะแนน ครั้งก่อนจะไม่ได้มาลงคะแนนก็ตาม แต่การนับคะแนนใหม่จะต้องนับคะแนน จากผู้ที่ลงคะแนนในครั้งก่อนแล้วเท่านั้น จะให้สมาชิกที่ไม่ได้มาลงคะแนนในมติครั้งก่อน ใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงเพิ่มเติมไม่ได้ ไม่ได้นะครับ ดังนั้นเพื่อให้การออกเสียงลงคะแนน ของสภาผู้แทนราษฎรเกิดความเที่ยงธรรม สะท้อนเจตจำนงของสมาชิกในการลงคะแนน ในครั้งแรก และป้องกันการใช้ช่องทางการเสนอขอให้นับคะแนนใหม่เป็นเครื่องมือ ทางการเมือง จึงจำเป็นต้องตราข้อบังคับนี้ในการแก้ไขข้อบังคับเดิมครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนหลักการ และเหตุผลต่อสภาแห่งนี้ เพื่อให้สภาได้โปรดพิจารณารับหลักการเพื่อมีการแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นต่อไปครับ

ขอเรียนเบื้องต้น ในข้อบังคับการประชุมเกี่ยวกับรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร เรามีมาแต่ดั้งเดิม ในส่วนของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ได้มีการตราข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเป็นฉบับแรก ได้แก่ ข้อบังคับการประชุม และการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช ๒๔๗๖ ซึ่งระบุว่า กำหนดวิธีการ ลงคะแนนโดยเปิดเผยไว้ ๔ วิธีด้วยกัน คือ ๑. ให้ยกมือขึ้น ๒. ให้ยืนขึ้น ๓. ให้แบ่งเป็นพวก โดยพวกที่เห็นด้วยให้อยู่ทางขวาของประธาน พวกค้านอยู่ทางซ้ายของประธาน ๔. ให้เรียกชื่อสมาชิกลงคะแนนเป็นรายตัว ปฐมบทของข้อบังคับเกี่ยวกับ เรื่องการลงคะแนน การนับคะแนนนี่นะครับ มันอยู่ในข้อบังคับการประชุมสภาฉบับแรก ทั้ง ๔ อย่างนี้รวมถึงเรื่องให้เรียกชื่อสมาชิกลงคะแนนเป็นรายตัวนั้น เป็นวิธีการลงคะแนน ไม่ใช่การลงมติ และไม่ใช่การนับคะแนนใหม่ เป็นเพียงซับเซต (Subset) ของการลงมติ เป็นเพียงซับเซต (Subset) ของการนับคะแนนใหม่ ไม่ใช่การชี้ขาดให้ลงคะแนนใหม่ ทั้งหมดได้ทั้ง ๒ อย่าง ทั้งการลงมติและการขอนับคะแนนใหม่มันมีองค์ประกอบ ที่แตกต่างกัน เดี๋ยวผมจะอธิบายตอนท้ายอีกครั้งหนึ่ง

ถัดมานะครับ ในส่วนของข้อบังคับในการประชุมและการปรึกษาของสมาชิก วุฒิสภา พ.ศ. ๒๔๙๑ องค์ประกอบคล้ายกันในเรื่อง ๔ วิธีการ แต่เพิ่มวิธีการอื่นใดที่ประชุม เห็นควรแก่กรณี ส่วนชูมือขึ้นพ้นศีรษะ ยืนขึ้นจากแบ่งพวกไม่เห็นด้วยอยู่ทางซ้าย พวกเห็นด้วยอยู่ทางขวาของประธาน เรียกชื่อเรียงลำดับตามอักษร ลงคะแนนเป็นรายตัว ก็คือวิธีการลงคะแนนไม่ใช่การลงมตินะครับ วิธีการเป็นซับเซต (Subset) ของการลงมติ เป็นซับเซต (Subset) ของการนับคะแนน แต่เพิ่มข้อความขึ้นมาใหม่ก็คือ ในการนับคะแนน ครั้งใด ๆ ถ้ามีสมาชิกผู้ใดเชื่อว่ามีการนับคะแนนผิดและขอให้นับคะแนนใหม่ โดยสมาชิก รับรองไม่น้อยกว่า ๑๕ คนก็ให้มีการนับคะแนนใหม่ เพิ่มเป็นเงื่อนไขครับต้องนับคะแนนผิด จึงจะขอให้มีการนับคะแนนใหม่ได้

ถัดมาอีกอันหนึ่ง ตัวอย่างสั้น ๆ จะได้เห็นก็คือ ในข้อบังคับของสภาปฏิรูป การปกครองแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๒๐ ก็มีวิธีเหมือนเดิมครับ แต่ตัดเรื่องการนับคะแนนผิดออกไป ในข้อบังคับการประชุมสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๒๐ ก็ตัดออกไปก็แสดงว่า ไม่ต้องมีเงื่อนไขของการนับคะแนนผิด ใครเสนอมีเกิน ๒๐ คน ก็สามารถต้องให้นับคะแนนใหม่ เป็นอำนาจผูกพันตามที่ผมอภิปรายในตอนหลักการและเหตุผลตอนแรก หลังจากนั้น ก็จะยืนตามลักษณะนี้ไม่ค่อยมีการแก้ไขมาเลย จนถึงข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๖๒ มันเกิดปัญหาอย่างไร และจำเป็นต้องแก้ตามที่ผมเสนออย่างไร ผมจะค่อย ๆ เรียงลำดับให้ท่านประธานฟังกระชับที่สุดนะครับ

ในส่วนข้อบังคับการประชุมสภาปี ๒๕๖๒ ข้อ ๘๕ บัญญัติไว้ว่าอย่างนี้ครับ เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนนตามข้อ ๘๓ (๑) แล้ว ถ้าสมาชิกร้องขอให้มีการนับคะแนนใหม่ โดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ก็ให้มีการนับคะแนนเสียงใหม่ และให้เปลี่ยนวิธี การลงคะแนนเป็นวิธีการตามข้อ ๘๓ (๒) เว้นแต่คะแนนเสียงต่างกันเกินกว่า ๒๕ คะแนน ให้ขอนับคะแนนเสียงใหม่ไม่ได้ มี ๒ กรณีครับ กรณีหนึ่งคือ ไม่มีบอกว่านับคะแนนผิด หรืออะไรเลยนะครับ ใครเสนอมาก็ต้องรับเป็นอำนาจผูกพันของประธานสภาผู้แทนราษฎร จะต้องให้นับ นี่คือข้อบกพร่องครับ มันจะเป็นการที่ใช้ฝ่ายที่เสียงข้างมากใช้เล่นเกม ทางการเมืองขอนับคะแนนใหม่ไม่จบสิ้นถ้าตัวเองเป็นฝ่ายแพ้เสียงในสภา และนี่ถือว่า เป็นหลักที่ชอบธรรมทางการประชุมสภาที่ควรจะศักดิ์สิทธิ์ แพ้เป็นแพ้ ชนะเป็นชนะหรือไม่ หรือจะต้องเป็นเกมการเมืองของฝ่ายเสียงข้างมากจะชนะต่อไปเสมอ นี่คือสิ่งที่พิจารณา อันแรกนะครับ ไม่มีว่าคะแนนผิดใด ๆ เลย ยกก็ได้เล่นเกมก็ได้และประธานต้องทำตาม

ประการที่ ๒ ให้เปลี่ยนวิธีลงคะแนนเป็นวิธีตามข้อ ๘๓ วรรคสอง การเปลี่ยนวิธีไปข้อ ๓๒/๒ ใช้ว่า วิธีลงคะแนนนะครับ ไม่ได้บอกว่าให้ลงมติใหม่นะครับ การนับคะแนนใหม่ ไม่ใช่บอกให้ลงมติใหม่และใช้วิธีลงคะแนนตามมาตรา ๓ แต่เป็นวิธี ลงคะแนนเฉย ๆ การนับคะแนนใหม่ต้องใช้วิธีลงคะแนนแบบนี้ ข้อ ๘๓ ว่าอย่างไรครับ ข้อบังคับการออกเสียงลงคะแนนเปิดเผยมีวิธีปฏิบัติดังต่อไปนี้ ก็คือวิธีการครับ (๒) เรียกชื่อสมาชิกตามหมายเลขประจำตัว ให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นรายคนตามวิธีที่ประธาน กำหนดโอเค (OK) ตรงนี้เป็นวิธีการนับคะแนนใหม่ แต่ไม่ใช่ให้ลงมติใหม่นะครับ และมีอำนาจหนึ่งที่เพิ่มมาคืออำนาจดุลยพินิจของประธาน เป็นอำนาจดุลยพินิจว่า จะกำหนดอย่างไร นั่นคือประธานจะให้นับแบบไหน ผมอธิบายเอาทั่วไปก่อนนะครับ การนับคะแนนใหม่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เวลามีโต้เถียงว่า คะแนนไม่ถูกต้อง ผิดหรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็จะเอาหีบบัตรอย่างนี้มานับใหม่ ทีละใบ ๆ จำนวนตรงกันไหมว่า คะแนนเสียงที่นับนั้นถูกต้อง เจตนารมณ์หรือตรรกะที่สำคัญ การนับคะแนนใหม่คือ ตรวจสอบคะแนนเสียงที่ลงเดิมนั้นถูกต้อง ตรวจสอบคะแนนเสียง ที่ลงเดิมนั้นถูกต้องนั่นหมายถึงว่า ต้องใช้จำนวนคะแนนเดิม นี่คือการนับคะแนนใหม่ การเลือกตั้งใหม่ ก็เหมือนการลงมติใหม่นะครับ ก็คือการให้สิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด มาลงคะแนนใหม่กันเลยครับ วิธีลงคะแนนเหมือนกัน ลงคะแนนเหมือนกันกากันใหม่เข้าไป คนเลือกตั้งเดิม สมมุติว่ามี ๑,๐๐๐ คน แต่ผู้มีสิทธิ ๑,๕๐๐ คน ๑,๕๐๐ คนสามารถมาลงได้ ทั้งหมดเลยนะครับ จะสามารถเปลี่ยนมติได้ ไม่ใช่เป็นการตรวจสอบการนับคะแนนใหม่ ตรวจสอบการลงใหม่ที่ผิดพลาดหรือไม่ นั่นคือการขอมติใหม่นะครับ คนละเรื่องแต่วิธีการ ลงคะแนนเป็นแค่เครื่องมือ กรณีอย่างนี้ผมขออนุญาตพิจารณาขอท่านประธาน นิดหนึ่งครับ การให้อำนาจที่ดุลยพินิจกำหนดไปทิศทางใดก็ได้ จะไปลงคะแนนแบบใช้ องค์ประชุมเกิน หรือว่าองค์ประชุมเดิมเป็นสาระสำคัญของการแพ้ชนะ และสาระสำคัญ ของมติที่ออกมาแล้วว่าจะออกซ้ายออกขวาก็ได้ โดยหลักทั่วไปผมขอพูดเป็นกรณีทั่วไป ในเชิงหลักการ คนที่ทำหน้าที่ประธาน ผมไม่ได้พูดถึงท่านประธานโดยตรง ผมจะพูดถึง หลักการทั่วไป คนที่มาทำหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น โดยปกติมิได้มีความเป็นกลาง โดยแท้จริง ๆ โดยธรรมชาติ เพราะต้องสังกัดฝ่ายรัฐบาล โดยปกติแล้วถ้าไม่ใช่รัฐบาลนั้น จะโอกาสเป็นไม่ได้ ดังนั้นเมื่อความไม่เป็นกลางรัฐธรรมนูญจึงกำหนดไว้ ปี ๒๕๖๐ กำหนดไว้ ข้อบังคับที่ ๕ กำหนดไว้จะต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ นั่นคือให้ประกัน ความเป็นกลาง คือจะใช้ดุลยพินิจ หรือเจตนาที่ส่อไปในทางที่จะเอื้อต่อฝ่าย ซึ่งต้องเป็น ข้อสงสัยว่าจะเอื้อต่อฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ เพราะว่าตนนั้นสังกัดอยู่ฝ่ายรัฐบาล อันนี้ผมพูด ในกรณีทั่วไป ผมไม่ได้ยืนยันในส่วนนี้นะครับขอเรียนอย่างนี้ ลงมาอีกก็คือว่าถ้าเรามอง เรื่องเจตนาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ระบุไว้ว่า เจตนาคือประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลทำอะไรก็คือใช้ดุลยพินิจ ดุลยพินิจต้องดูว่าเจตนานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเกิดว่าปล่อย ๒ กรณีอย่างนี้ การนับคะแนนใหม่โดยวิธีลงคะแนนขานชื่อนั้นเป็นไปได้ ทั้งนับคะแนนใหม่และลงมติใหม่ ถ้าเราใช้เป็นนับคะแนนใหม่จะต้องใช้องค์ประชุมเดิม นั่นหมายความว่า ในขณะนี้มีการลงมติไม่เหมือนจากในอดีต เราใช้บัตรกดเข้าไปครับ กดบัตรเสียบบัตรมีขึ้นมาเลย ส.ส. เรียงตามลำดับหมายเลข ท่านใดลงมติเห็นชอบ ไม่เห็นชอบอย่างไร สามารถรื้อเอาใบผลมติมาสอบถามเรียงเป็นรายบุคคลได้โดยใช้ องค์ประชุมเดิม กรณีอย่างนี้เป็นการนับคะแนนใหม่ตามข้อ ๘๓ (๒) ได้อย่างถูกต้อง ไม่ขัดข้อบังคับ ถูกต้องตามตรรกะ และเจตจำนงหมายลงที่จะตรวจสอบคะแนน ที่ผิดพลาดเดิม สิ่งเหล่านี้จะเป็นความชอบธรรม ให้ความเป็นธรรม และไม่มีการจะใช้เกม การเมืองมาเพื่อจะพลิกกลับมติ ซึ่งบางครั้งเป็นมติข้อสำคัญที่จะต้องให้ประชาชน ได้มีการตรวจสอบในหลายเรื่องนี่คือสำคัญ แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่ครับ เปลี่ยนว่าตีความ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘๓ เป็นบอกว่า ให้เป็นลงมติใหม่ และสามารถเอาใครก็ได้ เมื่อสักครู่ ผมบอกว่า สมมุติสภามีมาประชุมวันนั้น ๓๖๗ คน ลงมติไปแล้ว สมมุติให้ฝ่ายค้านชนะ ๔ เสียง และประธานบอกว่า เปลี่ยนเป็นวิธีการเรียกชื่อสมาชิกตามหมายเลขสมาชิก แต่องค์ประชุมเปิดกว้างครับ เปิดองค์ประชุมให้มา ๔๐๐-๕๐๐ คน โดยฝ่ายรัฐบาลซึ่งไม่ได้ ลงครั้งที่แล้วมาลงใหม่ได้ กรณีอย่างนี้ผมเรียนดูอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่เป็นการนับคะแนนใหม่ แต่เป็นการลงมติใหม่ แล้วฝ่ายรัฐบาลสามารถมาพลิกกับฝ่ายค้านได้ ถ้าเกิดฝ่ายค้านชนะ ในตอนแรก นี่คือข้อบังคับที่มีปัญหาเปิดให้มีการใช้ดุลยพินิจของประธานสภา แล้วเกิด ความได้เสีย และพลิกกลับมติได้ ผมเรียนอย่างนี้เบื้องต้นก่อน เดี๋ยวผมจะดูว่าเหตุใด ตัวกระผมและคณะในขณะนั้นคือ พรรคอนาคตใหม่ได้มีการยื่น ครั้งนี้ผมขอให้ดูประเด็น ปัญหาของการลงมติเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ว่ามีปัญหาอย่างไรเดี๋ยวผม จะอภิปรายต่อ ขอให้ทางฝ่ายเทคนิคได้เปิดคลิป (Clip) ด้วยครับ เชิญครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)

ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือเหตุการณ์การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพุธที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ที่การพิจารณาต่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ คือญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำ ประกาศ และคำสั่ง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติตามมาตรา ๔๔ ซึ่งนายปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ที่ประชุมได้มีการอภิปรายและเลื่อน การพิจารณามาถึงวันที่ ๒๗ และบรรยากาศที่ผมได้กรุณาเปิดเมื่อสักครู่นั้น เป็นบรรยากาศ หลังจากมีการลงมติ ซึ่งการลงมตินั้นก็ลงมติได้ชัดเจนคือ มีผู้ร่วมประชุมจำนวน ๔๖๗ ท่าน มีมติเห็นชอบ ๒๓๔ เสียง ไม่เห็นชอบ ๒๓๐ เสียง งดออกเสียง ๒ เสียง คะแนนเสียง จึงต่างกันอยู่ ๔ เสียงไม่เกิน ๒๕ คะแนน ซึ่งฝ่ายค้านตอนนั้นอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เป็นฝ่ายค้าน ก็ถูกคัดค้านเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งเป็นครั้งแรกในสภาผู้แทนราษฎรที่พลิกชนะขึ้นมา และญัตติดังกล่าวเป็นญัตติที่เป็นประโยชน์ เป็นการตรวจสอบประกาศคำสั่งการกระทำ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ การใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งสำคัญน่าจะต้องมีการศึกษา แต่มีข่าวในขณะนั้นว่าทางอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติไม่ประสงค์จะให้ญัตตินี้ผ่านได้ ดังนั้นก็จึงมีการเสนอขึ้นมาตามข้อบังคับ ข้อ ๘๕ ขอให้นับคะแนนใหม่โดยวิธีการขานชื่อ โดยมีเสียงรับรอง ๒๐ เสียง ซึ่งก็ถูกต้อง ประธาน ขัดไม่ได้เป็นอำนาจผูกพัน ผมได้อภิปรายเมื่อสักครู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือดุลยพินิจตอนท้ายครับ ที่มีการโต้เถียงแบบนั้นก็คือว่า ท่านประธาน มีดุลยพินิจบอกว่า ให้นับคะแนนใหม่แบบลงมติใหม่ครับ ไม่ใช่นับคะแนนใหม่ แบบนับคะแนนใหม่โดยการลงคะแนนแบบนี้ คือมีความเห็นแตกต่างกัน ทางฝ่ายค้านบอกว่า องค์ประชุมต้องใช้องค์ประชุมเดิม อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็อภิปรายเห็นบอกว่า ควรจะใช้ใบลงคะแนนมาในการตรวจสอบ ก็คือใช้องค์ประชุมเดิม ตรงนี้วิธีลงคะแนน เป็นแค่วิธีการนะครับ เอาไปตรวจสอบว่าการนับคะแนนถูกต้องไหม ผมเชื่อว่าแนวความคิด ของอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็น่าจะเป็นตรรกะที่สอดคล้อง กับเหตุผลเพราะไม่ได้เป็นการให้ลงมติใหม่เสียเมื่อไรในส่วนนี้ แต่ท่านประธานมีมติ มีการวินิจฉัยบอกว่าให้ลงคะแนนใหม่แบบลงมติใหม่ ก็คือเปิดโอกาสให้สมาชิกที่ไม่ได้ลงมติ ในครั้งก่อนเข้ามาลงมติได้ ในวันนั้น ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย และมีการประท้วงกันเยอะแยะตามที่เห็นในคลิป (Clip) จนกระทั่งต้องวอล์กเอาต์ (Walkout) เป็นวิธีการเดียวที่แสดงถึงความขัดขืน ไม่ยอมจำนนต่อการถูกบังคับให้ทำ ก็เลยออกไป จนสภานั้นล่มเป็นครั้งแรกกับกรณีนี้ ถัดมาก็คือวันรุ่งขึ้นวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ขึ้นมาเหมือนกัน ยืนยันดุลยพินิจเดิมที่จะให้ มีการนับคะแนนใหม่แบบลงมติใหม่เหมือนกัน คือปล่อยให้สมาชิกที่ไม่ได้มาประชุมเข้ามา ประชุมและโหวตซึ่งก็มีการโต้แย้ง มีการวอล์กเอาต์ (Walkout) ของฝ่ายค้านเช่นเดิม เพราะเห็นว่ากรณีอย่างนี้มันเป็นการลงมติใหม่ จะเปลี่ยนแปลงมติเดิม และเป็นการเล่นเกม ทางการเมืองเพื่อจะเอาชนะของฝ่ายเสียงข้างมาก และไม่ใช่การที่จะตรวจสอบการนับคะแนน ผิดพลาดหรืออะไรก็แล้วแต่ ในส่วนนี้เขาก็เลยวอล์กเอาต์ (Walkout) ครับ หลังจากวอล์กเอาต์ (Walkout) องค์ประชุมไม่ครบ องค์ประชุมล่มอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งที่ ๒ เป็นที่เสื่อมเสีย น่าอับอายต่อประชาชนมากว่า สภาทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เสียหายมากเลยนะครับ บรรยากาศ ก็เห็นในส่วนนี้ ต่อมาได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๖๒ วันนั้นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าแทนประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้เสนอระเบียบวาระเรื่องดังกล่าวขึ้นอีกครั้งหนึ่งซึ่งค้าง วินิจฉัยให้นับคะแนนเสียงใหม่ เป็นเหมือนกับการลงมติใหม่เหมือนเดิม ให้คนที่ไม่ได้ลงครั้งก่อนเข้ามาลงเหมือนเดิมปรากฏว่า ปฏิบัติวินิจฉัยอ้างในที่ประชุมว่า เพื่อปฏิบัติตามวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร และข้อบังคับดังกล่าวต่อไปตามที่ประชุมจึงได้ส่งสัญญาณให้ลงคะแนนปรากฏว่า ครั้งนี้เป็นการที่กลับมติครับ สภาฝ่ายรัฐบาลพลิกกลับมาชนะได้ เพราะว่ามีการเติมคะแนน ขึ้นมา ไม่ได้เอาคะแนนที่ลงคะแนนเดิมนั้นมาอ่านว่าใครลงผิด ลงถูก พลิกชนะไปญัตติด่วน เรื่องให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศ คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ มาตรา ๔๔ ที่อาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอมานั้นตกครับ ประชาชน ทั้งประเทศหมดโอกาสที่จะตรวจสอบคำสั่งคณะปฏิวัติที่สร้างความเสียหาย รัฐประหาร อย่างมากมาย หมดสิทธิเลยครับ โอกาสสำคัญที่ตรวจสอบและกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ปัจจุบันนี้ก็ยังคงอยู่ตลอด และภาคประชาชนก็ได้รื้อขึ้นมาเพื่อจะขอยกเลิกอยู่ ซึ่งเป็นวาระ ที่จะขัดในวันนี้ ถ้าเป็นไปได้ขอให้ได้เข้า เพราะว่าได้เชิญภาคประชาชนเข้ามาแล้วครับ จะได้มาชี้แจงว่าเป็นอย่างไร ว่าควรจะยกเลิกอันไหนบ้างซึ่งถ้าศึกษาตอนนั้นยกเลิกวันนี้ ผมเชื่อว่ากฎหมายที่มาจากในยุคเผด็จการจะต้องหายไปอีกจำนวนมากจะเข้าสู่ ยุคเสรีประชาธิปไตยเสียที แต่เสียโอกาสไป ท่านประธานที่เคารพครับซึ่งกรณีอย่างนี้ ปัญหาที่สำคัญเราก็เห็นแล้ว ปัญหาของความไม่ชัดเจนของข้อบังคับทำให้ดิ้นได้ ทำให้อำนาจ ดุลยพินิจมีขึ้นของคนที่เป็นประธานสภา ซึ่งโดยสภาพแล้ว ขออนุญาตครับ ไม่ได้พูดถึง ท่านประธานนะครับ พูดถึงหลักทั่วไป มิได้เป็นกลางโดยเฉพาะธรรมชาติเพราะต้องสังกัด ฝ่ายรัฐบาล ทำให้มีข้อสงสัย ถ้ามันเป็นอย่างนี้ให้ดุลยพินิจมากอีกก็จะเกิดข้อครหา มีการโต้แย้งต่อว่าต่อขานท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นท่านใดนะครับ ถ้าดุลยพินิจไม่ถูก ไม่ตรงกับฝ่ายหนึ่งก็จะวิพากษ์วิจารณ์ทำให้ท่านประธานนั้น ขาดความสง่างามซึ่งบางที ท่านอาจจะทำด้วยความสุจริตใจ เข้าใจเชื่ออย่างนั้น อันนั้นผมไม่ได้ว่า แต่ตรงนี้เป็นโอกาส ที่ดีที่เราจะแก้ไข เพื่อลดปัญหาในการตีความ ไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ ประธานไม่ต้อง ถูกแรงเสียดทานอะไรก็แล้วแต่ ให้ทำตามข้อบังคับไปเลย ดังนั้นที่กระผมได้เสนอขึ้นมานี่นะครับ ในการแก้ไขร่างที่ผมกับคณะเสนอขึ้นมานะครับ ก็คือเราต้องการที่จะให้ ๑. การที่ขอนับคะแนนใหม่นั้นจะต้องมีเหตุครับ เหมือนกับ ตอนปี ๒๔๙๑ ครับ ก็บอกว่ามีการนับผิดและขอให้นับคะแนนใหม่ แต่ไปยกเลิก ตอนปี ๒๕๒๐ เราทำอย่างนี้คือ หากมีเหตุเชื่อว่าการนับคะแนนใหม่เป็นโดยไม่ถูกต้อง หรือมิได้เป็นโดยเที่ยงธรรม ส.ส. ขอให้นับคะแนนใหม่ได้โดยมีผู้รับรอง ๒๐ คน ไม่ใช่มาถึงว่า พอขอนับคะแนน รับรอง ๒๐ คนปุ๊บ ประธานต้องให้เป็นอำนาจผูกพัน อันนั้นเป็นการผูกมัด ท่านประธานเกินไป จะต้องมีการไต่สวน ไม่ให้เป็นการเล่นเกมทางการเมือง ตรงนี้ เป็นการปลดภาระประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องไปแบกรับทำตามที่เขาโหวต แค่ ๒๐ คน แล้วก็ต้องทำตามอย่างนั้น แล้วก็ถูกตำหนิ ถูกต่อว่าถูกวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งผมไม่เห็นพ้องด้วย ที่ประธานทุกท่านจะต้องมาแบกรับตรงนี้ แล้วนี่คือการแก้ไขให้มีเงื่อนไข แล้วเราเคยมีแล้ว ตอนปี ๒๔๙๑ แต่เราไปตัดออกตอนปี ๒๕๒๐ ครับ ถ้ามีตรงนี้ได้ กระบวนการขอให้ นับคะแนนใหม่จะมีเหตุมีผลขึ้น ไม่ใช่จะเล่นเป็นเกมการเมืองอย่างเดียว

ประการที่ ๒ การนับคะแนนเสียงใหม่ เรียกชื่อก็ตามข้อ ๘๓ (๒) เหมือนเดิม ได้ครับ แต่เพิ่มคำว่า เรียกชื่อตามลำดับที่ได้ปรากฏในใบประมวลผลการลงคะแนนครั้งก่อน เรียกชื่อตามลำดับที่ได้ปรากฏในใบประมวลผลการลงคะแนนครั้งก่อน นั่นคือตัวบุคคลคือ องค์ประชุมเดิมครับ ตรวจสอบเลยว่าองค์ประชุมนั้นถูกต้องหรือผิด ไม่ผิด ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง อย่างไร เรียกยืนยันเป็นลงคะแนนไม่ขัดต่อข้อ ๘๓ ถูกต้องเหมือนกันครับ เพราะว่า วิธีลงคะแนนเป็นแค่ซับเซต (Subset) ของการลงมติ วิธีลงคะแนนเป็นแค่ซับเซต (Subset) ของการนับคะแนนใหม่ ไม่ใช่ตัวหลัก แต่การตีความว่าการลงคะแนนเป็นการลงมติใหม่ อันนั้นผมคิดว่าน่าจะคลาดเคลื่อน และอาจจะคลาดเคลื่อนต่อตรรกะในการลงคะแนน ซึ่งผมอาจจะไม่เห็นพ้องด้วย ซึ่งอันนี้ผมไม่ทราบว่าจะเป็นอย่างไร แต่ผมไม่อยากให้ ประธานสภายุคต่อไปต้องมาแบกรับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างนี้ และนี่คือการทำให้ มันชัดเจนขึ้น และผมเชื่อว่าถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ปัญหาการที่จะมาใช้การนับคะแนนใหม่ มาเป็นการเล่นเกมทางการเมือง เพื่อฝ่ายที่มีเสียงข้างมากจะชนะเสมอไป และพลิกกลับ ในเรื่องสำคัญ ๆ ที่ประชาชนเสียโอกาสจะไม่เกิดขึ้นอีก ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผม ประทานกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ และเรียนผ่านไปยังท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ผมได้ทราบว่ามติของฝ่ายวิป (Whip) รัฐบาลบอกว่า จะไม่รับร่างผมร่างเดียวใน ๖ ร่างตรงนี้ ผมไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรครับ จะคงความได้เปรียบเลยหรือครับ ๖ ร่างจะรับทั้งหมด แต่ของผมร่างนี้เป็นร่างที่จะทำให้ ไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่ให้มีการเล่นเกมทางการเมืองในเสียงข้างมาก จะพลิกกลับพลิกคะแนนทุกครั้งเสมอไปอย่างนี้ ถามว่าฝ่ายรัฐบาลจะเอาอย่างนั้นหรือครับ จะเอาคงความได้เปรียบอย่างนี้ ไม่แก้ให้ชัดเจน ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย ต่อไปท่านอาจจะเป็น ฝ่ายค้านก็ได้นะครับ ไม่ใช่เป็นรัฐบาลเสมอไป ดังนั้นการที่มติวิป (Whip) บอกว่า ไม่รับ ของผมคณะเดียวนี่ขอโปรดได้ทบทวนด้วยเหตุผล แล้วมาชั่งดูสิ่งนั้นถูกต้องไหม กับความไม่คลุมเครือ แล้วก็สามารถพลิกกลับได้อย่างนี้ กระทั่งความรวนเรและความเสื่อมเสีย ต่อสภาผู้แทนราษฎรท่านควรจะทำอย่างไร ผมจึงเรียนด้วยความเคารพท่านประธาน ผ่านไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสภานะครับ ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ได้โปรด รับหลักการในร่างแก้ไขข้อบังคับที่กระผมและคณะได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อไปพิจารณาในวาระ ๒ ด้วยเถอะครับ ขอบคุณครับ