สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องน้ำในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยเสนอให้พัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วยการขุดเจาะน้ำบาดาลแทนการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และเสนอให้ใช้น้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำที่สะอาดและปลอดภัยแทนการใช้น้ำท่า

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด และให้ ข้อมูลอย่างเป็นประโยชน์ ผมหวังว่าเราจะได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ พิเศษ และในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษต่อไป ผมมีข้อสังเกตเล็กน้อยที่อยากจะขออนุญาต ที่จะท้วงติงคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขออภัยที่เอ่ยนาม ประเด็นที่ท่านกรรมาธิการ สมนึกได้หยิบยกขึ้นมาในเรื่องของน้ำ ผมเองยังมีความรู้สึกว่าสิ่งที่ท่านนำเสนอยังแคบเกินไป ท่านมองเฉพาะแต่น้ำผิวดิน แล้วก็สรุปว่าจะต้องมีการผันน้ำ ต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำ ขนาดใหญ่ แล้วก็ขนส่งน้ำจากที่ไกล ๆ มาสู่พื้นที่ในเขตอีอีซี (EEC) ที่ต้องการใช้น้ำ ซึ่งผมไม่ได้ตำหนิท่านนะครับในหลักคิดอันนี้ ผมคิดว่าหลักคิดอันนี้ยังเป็นหลักคิดของระบบ ราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำอยู่ ก็คือมองมิติแค่เรื่องของน้ำผิวดิน จริง ๆ แล้วผมได้กล่าว ในที่ประชุมแห่งนี้มาหลายครั้งครับว่าประเทศไทยของเรามีความโชคดีที่ธรรมชาติได้ให้ไว้ เมื่อวันก่อนผมก็พูดถึงเรื่องของแสงอาทิตย์ที่เรามองข้าม อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของฝน เราได้รับน้ำฝนมาแต่ละปี ๆ เกือบ ๆ ๒,๐๐๐ มิลลิเมตรต่อปี กระจายไปทั่วประเทศ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ำเหล่านี้ระเหยไปในอากาศ ที่เหลือก็อยู่บนพื้นดินแล้วก็กลายเป็นน้ำท่า กับน้ำบาดาล สิ่งที่เราพูดกันนี้ที่ท่านพูดเฉพาะเรื่องของน้ำท่า น้ำบาดาลมันเป็นเพียง ส่วนน้อยของน้ำที่เราได้รับ น้ำจำนวนมหาศาลได้แทรกซึมเข้าไปในแผ่นดินอยู่ในระดับชั้น ต่าง ๆ เป็นน้ำบาดาล แต่นี่น่าเสียดายครับระบบงบประมาณแผ่นดินของเราในเรื่องของการ ลงทุนมัวแต่ไปคิดเรื่องโครงการขนาดใหญ่ สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หรือสร้างเรื่องของ เขื่อนใหญ่ ๆ แต่มองข้ามงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่ขุดเจาะน้ำบาดาลทั่วประเทศ แต่ละปีได้งบเพียง ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้าน เทียบกับงบน้ำปีหนึ่ง ๆ แสนกว่าล้าน และเรื่องของ อีอีซี (EEC) หรือเรื่องที่ขออภัยที่ต้องเอ่ยนามครับ ที่ท่านสมนึกได้กล่าวก็สะท้อนเรื่องนี้ครับ เขามองเฉพาะน้ำผิวดินว่าน้ำผิวดินมีไม่เพียงพอ ก็ต้องเอาเงินงบประมาณของเราซึ่งมีจำกัด เมื่อเช้าผมก็อภิปรายไปแล้วนะครับว่างบประมาณวิกฤติ เราพยายามจะเอางบไปก่อสร้างงาน ใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะขอให้ท่านได้ดูนะครับ ช่วยฉายสไลด์ (Slide) ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ในเขตอีอีซี (EEC) มีแหล่งน้ำ อยู่หลายแหล่งด้วยกัน มีแหล่งน้ำที่สำคัญก็คือที่บางน้ำเปรี้ยว มีน้ำบาดาลอยู่ใต้ดิน ๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร แล้วก็มีที่พนัสนิคม ที่ระยอง น้ำเหล่านี้ ๔ แห่งนี้รวมกันกว่า ๕ ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถตอบโจทย์ความต้องการน้ำของเราในเขตอีอีซี (EEC) ได้ เป็นอย่างดี เพราะว่าในพื้นที่แถบภาคตะวันออกเราต้องการน้ำปีหนึ่งเพียง ๙,๐๐๐ กว่าล้าน ลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง เรามีการใช้น้ำบาดาลจริง ๆ แค่ประมาณ ๑ ใน ๔ ที่เหลือเราไม่ได้ใช้ เราใช้น้ำท่า และการใช้น้ำท่านี้ก็ถือเป็นน้ำที่สกปรกกว่า เพราะว่าไม่ได้มีการกรอง โดยธรรมชาติ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกรอง เสียสารเคมีต่าง ๆ มากมายด้วยกัน เรามี ปริมาณน้ำบาดาลที่ฝังอยู่ในเขตตะวันออก ที่บ้านท่านประธาน ที่ฉะเชิงเทรา ที่ปราจีนบุรี ที่ชลบุรี ที่ระยอง ที่จันทบุรี รวมกันกว่า ๕๓ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เรากลับไม่คิดเรื่องนี้ครับ คิดแต่จะขนน้ำจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งไกล ๆ ถามว่าแล้วการขุดเจาะน้ำบาดาลนี้มีต้นทุน มีค่าใช้จ่ายอะไรไหม แน่นอนก็ต้องมีครับ แต่ทุกวันนี้เรามีพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วย ในการที่จะทำให้การขุดเจาะน้ำบาดาลต้นทุนต่ำลงมาก แล้วการที่มีการใช้น้ำบาดาล เราไม่จำเป็นต้องไปก่อสร้างอะไรใหญ่โต แต่จะเป็นเงินที่กระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ ตามหมู่บ้าน จะได้ใช้น้ำสะอาดเป็นน้ำประปา ตามโรงงานอุตสาหกรรมก็เช่นกัน ขนาดอีสาน เมื่อ ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมากรมทรัพยากรน้ำบาดาลยังประกาศเลยครับว่า สามารถเจาะ น้ำบาดาลได้ในระดับความลึกกว่า ๑ กิโลเมตรขึ้นมาได้ แน่นอนต้องผ่านชั้นต่าง ๆ หลายชั้น ด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมจึงจะขออนุญาตใช้โอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการ ได้ช่วยปรับปรุงข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะอีกสักเล็กน้อยครับ อย่ามองแต่เรื่องของน้ำท่า มองเรื่องน้ำบาดาลด้วย เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ประเทศไทยได้มา อย่างเหลือเฟือ แต่เรากลับใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปในสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ แล้วก็ละเลย ในเรื่องของน้ำบาดาลครับ ขอบพระคุณมากครับ