สมนึก ชี้ปัญหาขยะในอีอีซี พร้อมเสนอตั้งอนุกรรมการ-เร่งกฎหมายควบคุมมลพิษ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

สมนึก จงมีวศิน นำเสนอผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับปัญหาขยะมูลฝอยและกากอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี ทั้งจากภาคชุมชนและภาคอุตสาหกรรม พร้อมแสดงความกังวลต่อแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของขยะในอนาคตและการจัดการที่ยังไม่ครอบคลุม โดยเฉพาะขยะอันตราย รวมถึงปัญหามลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน จึงเรียกร้องให้มีการประเมินศักยภาพสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบก่อนการพัฒนาเพิ่มเติม พร้อมเสนอให้ทบทวนการยกเลิกข้อกำหนดการทำรายงาน EHIA สำหรับโรงไฟฟ้าขยะ และเร่งปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากสารพิษ รวมถึงการกำกับดูแลอุตสาหกรรมรีไซเคิลให้เข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงปัญหาการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเสนอให้ปรับปรุง พ.ร.บ. วัตถุอันตราย และเร่งให้รัฐบาลให้สัตยาบันภาคแก้ไขอนุสัญญาบาเซล เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นแหล่งทิ้งขยะของโลก พร้อมเสนอให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและผลักดันกฎหมายพีอาร์ทีอาร์เพื่อควบคุมมลพิษจากอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมนึก จงมีวศิน อนุกรรมาธิการ

กราบเรียนประธานครับ ผม สมนึก จงมีวศิน อนุกรรมาธิการ ผมจะมาพูดต่อในหัวข้อผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ด้านสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ขยะ และกากอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งมีแผนภาพประกอบ ๓ ภาพ

ภาพแรกที่อยู่บนจอภาพก็จะให้เห็นภาพว่าขยะมูลฝอย ณ ปี ๒๕๕๙ ของ ๓ จังหวัดภาคตะวันออกคือฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองนำไปรีไซเคิล (Recycle) ได้กี่เปอร์เซ็นต์ กำจัดถูกต้องกี่เปอร์เซ็นต์ กำจัดไม่ถูกต้องกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วปริมาณขยะ ที่ไม่มีการเก็บขนกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะเห็นว่าปริมาณปัญหาขยะที่ไม่เก็บขน กำจัดไม่ถูก รีไซเคิล (Recycle) ไม่ได้ พวกนี้มีจำนวนอยู่ค่อนข้างเยอะ

ขอสไลด์ (Slide) หน้าถัดไป อันนี้จะเป็นแผนภาพให้เห็นว่า ถ้าอีอีซี (EEC) มีการเติบโตจากปี ๒๕๖๐ ไปปี ๒๕๘๐ สถานการณ์ขยะมูลฝอยจะเป็นอย่างไร ก็จะมี แนวโน้มที่เพิ่มขึ้น อย่างเป็นลักษณะเรียกว่า เพิ่มทะยานขึ้นไปตามเส้นบน ซึ่งแนวโน้มจะเห็น ได้ชัดว่า ถ้าเราไม่มีระบบการจัดการขยะที่ดี ขยะพวกนี้ก็จะเป็นขยะกำจัดไม่ถูกต้อง หรือขยะที่ไม่มีการเก็บขนในอนาคต

ขอสไลด์ (Slide) หน้าถัดไปครับ ส่วนอันนี้เป็นขยะอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือขยะ กากอุตสาหกรรม ก็คือขยะโรงงานนั่นเอง เป็นขยะที่มีการเก็บตัวเลข ณ ปี ๒๕๕๙ ในจังหวัด ระยอง ชลบุรี แล้วก็ฉะเชิงเทรา ซึ่งก็มีปริมาณอยู่สูงมาก แล้วในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าก็จะเป็น ลักษณะเดียวกับขยะกากอุตสาหกรรม ซึ่งกากอุตสาหกรรมก็แบ่งเป็น ๒ ชนิด ทั้งกาก อุตสาหกรรมอันตราย แล้วก็ไม่อันตราย ทั้ง ๒ ชนิดตอนนี้ก็ยังหาวิธีการกำจัดได้อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

สไลด์ (Slide) ถัดไปครับ ผลการพิจารณาจะมีทั้งหมดด้วยกัน ๓ ข้อ

ข้อแรกผลกระทบที่มีอยู่เดิม อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง ทั้งขยะที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ ขยะชุมชน ขยะกากอุตสาหกรรมอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมสะสม ต่าง ๆ ก่อนและหลังการพัฒนาอีอีซี (EEC) ซึ่งเป็นเรื่องของคุณภาพสิ่งแวดล้อมเกินค่า มาตรฐาน การจัดการของเสียทุกประเภทจากภาคชุมชนและอุตสาหกรรม ขาดการจัดการ ตามหลักวิชาการครับ จะเห็นได้ว่าตัวเลขการกำจัดขยะไม่ถูกต้องตามกราฟที่ผมให้ดู มีค่อนข้างเยอะ ยังไม่มีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ คล้ายกับอาจารย์ สมปรารถนาที่พูดถึงเรื่องท่าเรือ เรื่องของการขยายตัวของอุตสาหกรรมก็เช่นเดียวกัน จะต้องมีการประเมินศักยภาพทางด้านของพื้นที่ แม้กระทั่งจะตั้งชุมชนหรือเมืองใหม่เอง ก็ต้องมีการประเมินเรื่องนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ประเทศไทย เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีการบังคับใช้ออกมาเป็นกฎหมาย เป็นลักษณะอาสาให้ทำหรือไม่ทำ ถัดไป ก็คือไม่มีการศึกษาและกำหนดศักยภาพของการรองรับมลพิษทางอากาศของพื้นที่ เรื่องนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะมีเรื่องของกากอุตสาหกรรม เรื่องขยะมูลฝอยอย่างเดียว แต่สิ่งที่เขาไป กำจัดมีการเผาด้วย แล้วตัวโรงงานเองมีหลายโรงที่จำเป็นจะต้องใช้ระบบความร้อน ก็จะมี กากที่เป็นลักษณะของเสียออกมาเป็นมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เรื่องของสารอันตรายต่าง ๆ ที่ลอยออกจากปล่อง ที่เราเรียกว่า แฟลร์ (Flare) จากโรงงาน ซึ่งตอนนี้ได้มีการศึกษาศักยภาพของทั้ง ๓ จังหวัด อีอีซี (EEC) ว่าสามารถแคริอิง คาพาซิตี (Carrying capacity) ก็คือสามารถรองรับได้ไหม ยกตัวอย่างเช่น บริเวณของแหลมฉบัง ของมาบตาพุด ของนิคมเอกชนต่าง ๆ เป็นต้น

ข้อที่ ๒ ผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาใหม่ โดยยังขาดการศึกษาเอสอีเอ (SEA) ที่ผมว่านี้นะครับ และการศึกษา และการกำหนดศักยภาพการรองรับมลพิษทาง อากาศของพื้นที่ที่ผมบอกไว้ว่า ตอนนี้มันเกินหรือยังไม่เกินไม่มีใครทราบนะครับ แต่กลับ มีการกำหนดประเภทกิจการเป้าหมายไปแล้วนะครับ ซึ่งปัจจุบันอีอีซี (EEC) กำหนดกิจการ เป้าหมายไปแล้ว ๑๒ ประเภทกิจการนะครับ

และเรื่องสุดท้ายคือการควบคุมตรวจสอบและการฟื้นฟูแก้ไขปัญหา หน่วยงานรัฐ ยังมีเจ้าหน้าที่ เครื่องมือ ระบบการทำงานและงบประมาณที่ไม่เพียงพอนะครับ ขาดศักยภาพที่จะติดตามตรวจสอบและขาดแคลนกำลังเจ้าหน้าที่ แม้ว่าเราจะมีคำสั่ง คสช. ตั้งอีอีซี (EEC) ขึ้นมานะครับ มีสำนักงานอีอีซี (EEC) มีคณะกรรมการ สกพอ. คือ คณะกรรมการนโยบายอีอีซี (EEC) แต่ในภาคปฏิบัติเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่ทำงานในพื้นที่ก็มี ไม่เพียงพอกับเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ

ต่อไปเป็นสไลด์ (Slide) ข้อสังเกตนะครับ ข้อสังเกตจะมีทั้งหมด ๖ ข้อ ๒ หน้า

หน้าแรก ข้อที่ ๑ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกหรือ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณาตั้งคณะอนุกรรมการ ขึ้นมา ๑ คณะ เพื่อศึกษาปัญหาขยะในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งตรงนี้ถ้าหากทางด้านของตัวอนุนี้ ทาง สกพอ. ไม่สามารถตั้งได้ ก็อาจจะย้อนกลับมาทาง กรรมาธิการที่ทางผมเป็นอนุอยู่นี้นะครับ กรรมาธิการการที่ดินตั้งได้เช่นเดียวกันนะครับ

ข้อที่ ๒ กรมควบคุมมลพิษจะต้องผลักดันให้มีการออกพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ ที่รู้จักกันดีในชื่อของพีอาร์ทีอาร์ (PRTR) นะครับ ซึ่งย่อมาจากพอลลูแทนต์ รีลีส แอนด์ ทรานสเฟอร์ รีจิสเตอร์ (Pollutant Release and Transfer Register) ถ้าแปลเป็นไทยก็คือว่า เป็นการสร้างกฎหมายกลาง ในการรายงานในการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมนะครับ ตั้งแต่ต้นทางในกระบวนการผลิตจนไปถึงกระบวนการปลายทางที่เป็นเอาต์พุต (Output) และเวสต์ (Waste) ก็คือกากของเสียต่าง ๆ

และข้อที่ ๓ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควรพิจารณา ทบทวนประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องการกำหนดกิจการ ที่จะต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ (EHIA) นะครับ ให้รวมโรงไฟฟ้าขยะทุกชนิดทุกขนาด และพิจารณาปรับปรุงกฎหมายการฟื้นฟูเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารพิษในสิ่งแวดล้อม เนื่องจากว่าเมื่อประมาณปี ๒๕๕๘ ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการยกเลิกการทำเรื่องอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) กับโรงไฟฟ้า โดยให้มีการทำโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of Practice) แทน ซึ่งมันไม่สามารถทัดเทียมได้กับการทำอีไอเอ (EIA) อีเอชไอเอ (EHIA) นะครับ ดังนั้น การที่จะตั้งโรงไฟฟ้านี้ กระบวนการในการศึกษาเรื่องอีเอชไอเอ (EHIA) จึงสำคัญที่สุดครับ

ข้อที่ ๔ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กรมโรงงาน การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรมควบคุมมลพิษ จะต้องร่วมกัน ปรับปรุงและแก้ไขมาตรการกำกับดูแลอุตสาหกรรมรีไซเคิล (Recycle) อย่างเข้มงวด เพราะตอนนี้มีการอ้างคำว่า เซอคูลาร์ อีโคโนมี (Circular Economy) หรือเศรษฐกิจ หมุนเวียน โดยการนำเอาขยะมาแปลงเป็นสินค้า ซึ่งไม่คุ้มต้นทุนครับ เพราะว่าต้นทุน ที่เขาไม่ได้คิดคือต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม สิ่งที่มันเกิดจากกระบวนการในการรีไซเคิล (Recycle) เป็นอันตรายมาก และมีการลักลอบทิ้งทั้งในบริเวณแผ่นดิน มีการเผาลอยไป ในอากาศ และไปทิ้งยังแหล่งน้ำต่าง ๆ นะครับ มีการไปซ่อนตามอ่างเก็บน้ำด้วย ซึ่งอันนี้ ก็จะเป็นพิษภัยต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบนะครับ อันนี้รวมถึงกิจการที่ก่อมลพิษ สูง ๆ อื่น ๆ ด้วยนะครับ และจะต้องร่วมกันสร้างมาตรการที่เข้มแข็งในการปกป้อง สิ่งแวดล้อมจากธุรกิจการค้าของเสียและของเสียอันตรายนะครับ

ข้อที่ ๕ กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมศุลกากรควรพิจารณาปรับปรุง พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย เพื่อแก้ปัญหาช่องโหว่ของการกำกับดูแลของเสียอันตราย และควรเร่งประกาศรายชื่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ห้ามนำเข้า ในขณะตอนที่เป็นอนุชุดนี้นะครับ ตอนนั้นยังไม่มีประกาศรายการนะครับ ปัจจุบันมีการประกาศเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ ห้ามนำเข้าประมาณ ๔๗๐ กว่ารายการนะครับ แต่ก็ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด และยังมี การปล่อยให้มีการนำเข้าพวกขยะที่เป็นพลาสติกนะครับ โดยใช้วาทกรรมเรื่องของ เศรษฐกิจหมุนเวียนแปลงขยะให้เป็นสินค้า ซึ่งตรงนี้มีปัญหามากนะครับ ฉะนั้นเราไม่ควร จะนำเข้าอีกเลยนะครับ เพราะว่าการนำเข้ามานี้เราพูดถึงขยะในประเทศเรื่องกากต่าง ๆ เราก็ไม่สามารถที่มีศักยภาพในการกำจัด ถ้ามีขยะนำเข้ามาอีกมันจะเป็นความเดือดร้อน อย่างใหญ่หลวงมาก ซึ่งจากตัวเลขที่มีการเก็บในครั้งที่เราทำอนุกรรมาธิการนี้พบว่า สัดส่วน การนำเข้ามานี้สูงขึ้นมามากหลังจากที่จีนปิดประเทศในการนำเข้าขยะจากทั่วโลก คือ ๗,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนะครับ

ข้อที่ ๖ รัฐบาลควรให้สัตยาบันต่อภาคแก้ไขของอนุสัญญาบาเซล (Basel) ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้เซ็นเฉพาะอนุสัญญาบาเซล (Basel) ยังไม่ได้เซ็นภาคแก้ไขนะครับ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าบาเซล แบน อะเมนด์เมนต์ (Basel Ban Amendment) ในการควบคุม การนำเข้าของเสียและผลิตภัณฑ์ใช้แล้ว ถ้าเราเซ็นตัวนี้หลาย ๆ เรื่องที่เราตกลงในเรื่องของ การค้าทวิภาคีหรือพหุภาคี ก็สามารถที่จะบังคับใช้ไม่ให้เขานำขยะกลายเป็นสินค้าส่งกลับมา ให้ประเทศไทยกลายเป็นถังขยะของโลกได้ครับ ของผมก็มีประมาณเท่านี้ครับ ส่วนเรื่อง ต่อไปจะเป็นการนำเสนอโดยอาจารย์เสาวรัจ ขอบคุณครับ