สมปรารถนา ชี้การถมทะเล 3,000 ไร่ กระทบชายฝั่ง-ชุมชน จี้ทบทวน EIA

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง หารือปัญหาการถมทะเลในโครงการต่างๆ ภายใต้เขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี โดยเฉพาะท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อชายฝั่ง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมเรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ ประชาคมมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และพิจารณาใช้พื้นที่บนบกแทนการถมทะเลเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง อนุกรรมาธิการ

ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ เรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านค่ะ ดิฉัน สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง อนุกรรมาธิการค่ะ ขอสไลด์ (Slide) ด้วยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ประเด็นที่จะ มานำเสนอในหัวข้อนี้จะเป็นเรื่องของการถมทะเลในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ หนึ่งในองค์ประกอบของเขตอีอีซี (EEC) นี้ ก็จะมีในเรื่องของการถมทะเลตามที่เราเห็นใน ภาพจะมีการถมทะเลอยู่ใน ๒ ลักษณะนะคะ

อันแรกที่เราเห็นในภาพก็จะเป็นเรื่องของท่าเรือแหลมฉบังในเฟส (Phase) ที่ ๓ นะคะ จริง ๆ แล้วท่าเรือแหลมฉบังมีอยู่แล้ว ๒ เฟส (Phase) ก็คือเฟส (Phase) แรก กับเฟส (Phase) ที่ ๒ เนื่องจากว่ามีโครงการอีอีซี (EEC) เราก็ต้องขยายเพิ่มอีกในเฟส (Phase) ที่ ๓ เนื่องจากว่าเฟส (Phase) ที่ ๑ และเฟส (Phase) ที่ ๒ นั้นรองรับได้ไม่เต็มที่ ในแผนผังอันนี้ทางด้านซ้ายมือจะเป็นแผนที่ทางภาครัฐเป็นคนกำหนด ส่วนทางด้านขวามือ จะเป็นของที่ประชาชนอยากจะให้ถมลักษณะแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วทั้ง ๒ อันตอนนี้ก็ยังไม่ได้ เลือกว่าจะเป็นในแนวทางไหนนะคะ โดยน้ำที่ลึกที่สุดที่โครงการนี้จะถมลงไปลึกอยู่ที่ ๑๕ เมตรนะคะ แล้วก็ยื่นยาวออกไป ถ้าหากว่าเราดูจากแผนผังอันเดิม ก็คือจะอยู่ที่ความยาว ประมาณ ๒.๓๑ กิโลเมตร ที่ยื่นยาวออกไปจากชายฝั่งประเด็นมีดังต่อไปนี้นะคะ เนื่องจากว่าเป็นการถมทะเล เพราะฉะนั้นมันมีลักษณะของการที่เราเอาที่ดิน เอาดินหรือว่า ทรายลงไปถมบนพื้นที่ที่มันเวิ้งว้างเป็นทะเลนะคะ ซึ่งทำให้มันเป็นผลต่อกายภาพ การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งบริเวณนั้นนะคะ จากรายงานทั้งหมดจะพบว่า เรามีการวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงชายฝั่งบริเวณอ่าวบางละมุงถึงอ่าวนาเกลือยังครอบคลุมไม่เพียงพอ นั่นก็คือว่าจริง ๆ แล้วบริเวณนี้มันยาวกว่า ๙ กิโลเมตร แต่ว่าจากการศึกษาของผลกระทบ จากการที่เราจะถมทะเลพบว่าครอบคลุมเพียงไม่ถึง ๒ กิโลเมตรนะคะ ก็พบว่ายังครอบคลุม การเปลี่ยนแปลงธรณีสัณฐานยังไม่เพียงพอ แล้วก็ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้น ณ ตอนนี้นั้นเป็นผลสืบเนื่องจากการถมทะเลในระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ซึ่งจบไปนานแล้ว หรือไม่ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลต่อไปว่า แล้วการถมทะเลในระยะที่ ๓ ที่กำลัง จะเกิดขึ้นจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งบริเวณนั้นหรือเปล่านะคะ ประเด็นที่ ๓ ก็คือ การประเมินทางด้านเศรษฐศาสตร์ของผลกระทบในระยะที่ ๓ พบว่าไม่ครอบคลุมที่ดินทำกิน ของประชาชนที่หายไปกว่า ๑,๖๐๐ ไร่ รวมถึงชายหาดที่จะหายไปกว่า ๗๐๐ เมตรนะคะ

อันที่ ๒ มีการถมทะเล ๓,๐๐๐ ไร่ของนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งก็จะมีพื้นที่อัลเทอเนทีฟ (Alternative) ของเขาอยู่ใน ๔ พื้นที่นะคะ สีแดง สีเหลือง สีส้ม แล้วก็สีเทา จะพบว่าก็เป็นการถมลงไปในทะเลอีกเช่นกัน ก็แน่นอนค่ะว่าในเมื่อมีการถมลงไป ในทะเลมันคือการเปลี่ยนแปลงการเดินทางของกระแสน้ำ ตะกอน และคลื่น เพราะฉะนั้น ก็มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงชายฝั่ง แล้วก็กระบวนการทางสมุทรศาสตร์บริเวณนั้นอย่างมาก ทั้งใน ๔ พื้นที่นี้ โดยพื้นที่ที่เห็นพื้นที่ที่ ๒ ดูจะเป็นพื้นที่ที่กินอาณาบริเวณค่อนข้างเยอะ และพื้นที่ที่ ๔ ที่อยู่ทางด้านหน้าท่าเรือ ซึ่งตรงนั้นก็จะเป็นที่ของการทิ้งตะกอนนะคะ

ผลการพิจารณาในเรื่องของการถมทะเล ๓,๐๐๐ ไร่นี้มีทั้งหมด ๓ ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือว่า ยังไม่มีการศึกษาในเรื่องของเอสอีเอ (SEA) ในพื้นที่ โดยรวมก่อนที่จะตัดสินใจ จริง ๆ ต้องมีการศึกษาเอสอีเอ (SEA) ก่อนหรือเปล่า ก่อนที่จะมี การทำไออีอี (IEE) นะคะ

ประเด็นถัดมาก็คือว่า ต้องให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการกำหนด โดยที่บริเวณนี้มีธรรมนูญชุมชนของอ่าวอุดมอยู่ เพราะฉะนั้นมันต้องเกิดจากการคิด แล้วก็ออกแบบร่วมกันนะคะ

ประเด็นถัดมาก็คือ การศึกษานี้จริง ๆ แล้วอย่างที่เราเห็นว่ามีการถมลงไป ในทะเล แต่ว่าจริง ๆ แล้วพื้นที่บนบกยังคงพอเหลือที่จะสามารถพัฒนาได้ เพราะฉะนั้น จริง ๆ ควรจะพยายามเลือกในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่บก เพื่อให้มีการรบกวนกระบวนการ ทางธรรมชาติให้น้อยที่สุดนะคะ

อันนั้นเป็นผลการศึกษา ต่อมาเป็นข้อสังเกตใน ๖ ประเด็น

ประเด็นแรกก็คือว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทยควรจัดกระบวนการแก้ไข ปัญหาการดำเนินการพัฒนาท่าเรือที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่มีผลกระทบต่อชุมชนซึ่งตอนนี้ก็ยังค้างคา กันอยู่ในเรื่องของผลกระทบที่มีต่อชุมชน

ประเด็นถัดมาก็คือ การท่าเรือแห่งประเทศไทยควรสั่งให้ท่าเรือแหลมฉบัง กลับไปศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วก็สุขภาพอีเอชไอเอ (EHIA) ของท่าเรือ น้ำลึกแหลมฉบังระยะที่ ๓ เพิ่มเติมใน ๓ ประเด็น อันที่ ๑ ก็คือ การพังทลายของชายฝั่ง ในโครงการที่ ๑ และ ๒ ที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้น อยากให้มีการศึกษาเรื่องผลกระทบของท่าเรือ เดิมก่อนนะคะ รวมถึงท่าเรือที่จะเกิดใหม่ที่ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร ผลกระทบต่อชายฝั่ง บางละมุงทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ แล้วกินระยะทาง ๙ กิโลเมตรกว่า ๆ แต่ว่าจากรายงานนั้น มีการศึกษารายละเอียดเพียง ๑.๗ กิโลเมตรเท่านั้นเองนะคะ แล้วก็มูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ ที่หายไปของชายฝั่ง ของประมงถึง ๑,๖๐๐ ไร่

ประเด็นที่ ๓ การท่าเรือควรดำเนินการแก้ไขปัญหาเรื่องของการชดเชยด้วย แล้วก็ผลกระทบอย่างเร่งด่วนก็คือ ควรจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แก้ไข ปัญหาเรื่องของค่าชดเชยระยะที่ ๑ ซึ่งยืดเยื้อยาวนานมา ประเด็นที่ ๒ ควรมีมาตรการลด ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างที่ชี้แจงให้ทราบว่า เป็นโครงการใหญ่ มีการ ถมทะเลลงไป เพราะฉะนั้นแน่ใจได้เลยว่าจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งเป็นชุมชนประมง เป็นพื้นที่ทำมาหากินของประชาชน

ประเด็นที่ ๔ การนิคมอุตสาหกรรมควรประเมินเอสอีเอ (SEA) ก่อน ก่อนที่ จะตัดสินใจในการที่จะทำไออีอี (IEE)

ประเด็นที่ ๕ การศึกษาเอสอีเอ (SEA) ตามข้อสักครู่ที่พูดมา การนิคม อุตสาหกรรมควรให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เป็นกระบวนการ มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หรือว่าเรียกว่าเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายนั้นเอง

และประเด็นสุดท้ายในการศึกษาเอสอีเอ (SEA) ตามข้อที่ ๔ ที่กล่าวไป การนิคมควรพยายามเลือกใช้พื้นที่บนบกที่ยังพอเหลืออยู่ให้ได้มากที่สุดก่อนที่ตัดสินใจลงไป ใช้พื้นที่ที่อยู่ในทะเล ก็มีเพียงเท่านี้ค่ะ ต่อไปขอเป็นอาจารย์สมนึกต่อเลย ขอบคุณค่ะ