สมนึก จงมีวศิน หารือปัญหาการบริหารจัดการน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและจังหวัดจันทบุรี ที่เกิดจากความต้องการน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นเกินศักยภาพของแหล่งน้ำในพื้นที่ พร้อมชี้ประเด็นน้ำท่วม น้ำเค็มรุก และความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรน้ำที่ส่งผลต่อเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และความขัดแย้งระหว่างพื้นที่ โดยเสนอแนวทางแก้ไขทั้งการนำน้ำจากจังหวัดอื่น การสร้างแหล่งน้ำใหม่ การกระจายระบบชลประทานอย่างเท่าเทียม การส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม รวมถึงการผลักดันการใช้มาตรการ 3R และการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบซีโรดิสชาร์จเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต
เรียนท่านประธาน ผม สมนึก จงมีวศิน อนุกรรมาธิการ หัวข้อที่ผมจะพูดถึงก็คือผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ประเด็นทรัพยากรน้ำ สถานการณ์ความต้องการใช้น้ำในปัจจุบัน อนาคต และศักยภาพ ด้านทรัพยากรน้ำในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขอสไลด์ (Slide) ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขอบคุณครับ ในภาพแรก จะเป็นภาพเรื่องของการใช้น้ำตามแผนอีอีซี (EEC) ซึ่งเป็นไปตามผังเมืองรวมอีอีซี (EEC) ที่ทางคุณพรพนาได้พูดเอาไว้ ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๘๐ ซึ่งจะมีการใช้น้ำที่มากที่สุดอยู่ใน จังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง ตัวเลขที่สูงที่สุดคือระยอง อยู่ที่ประมาณ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ชลบุรีอยู่ที่ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่น้อยที่สุดจะเป็นฉะเชิงเทราที่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ นี่คือระยะ ๒๐ ปี นั่นหมายความว่า น้ำตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ถึงปี ๒๕๘๐ จะมีการใช้เพิ่มขึ้นจาก ๒,๔๑๙ ล้านลูกบาศก์เมตร ไปเป็น ๓,๐๘๙ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งตรงนี้จะทำให้ปัจจุบันนี้ ในปี ๒๕๖๐ ที่มีการคิดคำนวณน้ำ น้ำในอีอีซี (EEC) ก็มีไม่เพียงพออยู่แล้ว คือจังหวัด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ไม่เพียงพออย่างไร สไลด์ (Slide) ตัวนี้จะบอกชัดเจน ว่าน้ำใน อีอีซี (EEC) โดยเฉพาะในจังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีสไลด์ (Slide) นี้จะต้องเอาน้ำจาก แหล่งน้ำอื่นมาด้วย เช่น แหล่งน้ำจากจังหวัดจันทบุรี หรือจะต้องมีการสร้างแหล่งน้ำใหม่ใน จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เพื่อมาป้อนให้กับโครงการอีอีซี (EEC) ดังนั้นจาก ๒ สไลด์ (Slide) นี้ซึ่งมาจากหลายสไลด์ (Slide) มากมาย อันนี้จะเป็นรายงานจากสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งจ้างบริษัทที่ปรึกษาเก็บข้อมูล ก็ได้ผลการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งมีข้อคิดเห็นต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของทางภาคตะวันออก และอีอีซี (EEC) ไว้ดังนี้
๑. ปัญหาความไม่สมดุลของปริมาณน้ำระหว่างฤดูฝน เนื่องจากฝนตก ก็ตกหนักมากนะครับ แล้วก็ตกชายทะเลไม่ได้ตกที่แหล่งต้นน้ำตามบริเวณอ่างเก็บน้ำหรือ แหล่งน้ำใหม่ ๆ ที่ทางอีอีซี (EEC) เข้าไปสร้างเพิ่มขึ้น ๒. ก็คือมีปัญหาน้ำท่วม ๓. มีปัญหา น้ำแล้ง ขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมแล้วก็ ภาคอุตสาหกรรม ตอนนี้มาในช่วง โควิด (COVID) ก็มีผลกระทบต่อภาคอุปโภค บริโภคด้วยนะครับ
ปัญหาที่ ๒ คือปัญหาคุณภาพน้ำ และการรุกของน้ำเค็มจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า จากความต้องการที่ใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น สมัยก่อนทางด้านของลุ่มน้ำบางปะกงซึ่งเป็นน้ำที่ เอามาใช้ในอีอีซี (EEC) จะผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่สามารถผันได้แล้วเพราะว่าน้ำเค็มรุกตัว แล้วทีนี้น้ำเค็มก็รุกตัวที่แม่น้ำ บางปะกงด้วยนะครับ ก็จะมีผลต่อการพัฒนาโครงการอีอีซี (EEC) ทางด้านศักยภาพด้านน้ำ
แล้วก็สุดท้ายที่เป็นผลการพิจารณาก็คือ ปัญหาการจัดหาแหล่งน้ำ ทั้งใน และนอกพื้นที่อีอีซี (EEC) ที่ผมเล่าให้ฟังคือจังหวัดจันทบุรี เป็นต้น จากความต้องการใช้น้ำที่ เพิ่มขึ้นในพื้นที่อีอีซี (EEC) ทำให้ต้องมีการจัดสร้างแหล่งน้ำนอกพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตอนนี้ ก็มีไปมองที่จังหวัดสระแก้วด้วย แล้วก็ไปมองที่จังหวัดปราจีนบุรีด้วยนะครับ เพื่อผันน้ำมาใช้ ในพื้นที่อีอีซี (EEC) อาจนำไปสู่ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็นำไปสู่แล้วนะครับ ความขัดแย้งในการใช้น้ำ ที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี
สไลด์ (Slide) หน้าถัดไปครับ เป็นข้อสังเกตนะครับต่อกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติหรือ สทนช. และหน่วยงานที่ทั้ง ๒ หน่วยงานทำงานร่วมด้วย ซึ่งมีทั้งหมด ๔ ข้อด้วยกันนะครับ
ข้อที่ ๑ การจัดสรรน้ำให้กับภาคเกษตรกรรม ต้องจัดสรรอย่างเป็นธรรม และเพียงพอก่อนผันน้ำไปยังพื้นที่อีอีซี (EEC) กรณีนี้ชัดเจนก็คือ ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี มีการผันน้ำไปที่อีอีซี (EEC) มากกว่าที่เอาไว้ใช้ในพื้นที่ บางปีในพื้นที่มีน้ำใช้ เพียงประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผันไปยังอีอีซี (EEC) คือจังหวัดระยองประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ
๑.๑ กรณีอ่างเก็บน้ำที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีความสำคัญ อยู่ทั้งหมด ๔ อ่างเก็บน้ำด้วยกันในจังหวัดจันทบุรี ของอำเภอแก่งหางแมว จะต้องมีการสร้าง ระบบการกระจาย และแบ่งปันน้ำให้กับเกษตรกรอย่างเป็นธรรมก่อนจึงกระจายน้ำสู่พื้นที่ อีอีซี (EEC) ได้
๑.๒ กรณีของอ่างเก็บน้ำที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว เช่น อ่างเก็บน้ำประแกด ตอนนี้เก็บน้ำอยู่ แล้วก็เป็นแหล่งจ่ายน้ำที่สำคัญของจันทบุรีให้กับอีอีซี (EEC) จะต้องมีการ ช่วยเหลือประชาชนให้มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบผันน้ำ ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำมายัง พื้นที่เกษตรกรรม กระจายน้ำให้กับเกษตรกรทุกตำบลในพื้นที่
๑.๓ กรณีโครงการที่อยู่ระหว่างการออกแบบการก่อสร้าง ตอนนี้ก็มีโครงการ ล่าสุดก็คือโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ซึ่งผ่านคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว ตัวนี้จะต้องมีการเร่งออกแบบระบบการกระจายน้ำให้กับเกษตรกรอย่างเป็นธรรม
๑.๔ คือการวางระบบการกระจายน้ำรองรับความต้องการของน้ำภาค เกษตรกรรมในอนาคตด้วย อาทิเช่น จังหวัดจันทบุรีตอนนี้ก็มีเรื่องของการปลูกทุเรียน เป็นผลไม้ส่งออก แล้วก็มีการปลูกพืชสมุนไพร โดยเฉพาะช่วงโควิด (COVID) ก็เป็นเรื่องของ ฟ้าทะลายโจร แล้วก็สมุนไพรที่เข้ามาเสริมเกี่ยวกับเรื่องของการรักษาฟ้าทะลายโจร เป็นต้น
ข้อสังเกตข้อที่ ๒ เป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพชลประทานในภาค เกษตรกรรม หาวิธีการลดการสูญเสียน้ำจากแหล่งน้ำถึงแปลงเกษตร ซึ่งวิธีการต่อท่อผันน้ำ ไปก็เป็นวิธีหนึ่งในการลดความร้อนที่จะทำให้น้ำระเหยไปนะครับ
ข้อที่ ๓ การบริหารจัดการด้านอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรม เช่น การส่งเสริม การใช้น้ำในลักษณะที่ไม่มีการระบายน้ำเสียออก ที่เราเรียกว่า ซีโร ดิสชาร์จ (Zero discharge) คือมีการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ทางด้านของ กรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติจะต้องบริหารจัดการผ่าน พ.ร.บ. ผ่านประกาศ ผ่านกฎหมาย แล้วก็การรณรงค์ต่าง ๆ ร่วมกับทางภาคเอกชนนะครับ
ข้อสุดท้ายเป็นเรื่องของภาคอุตสาหกรรมที่จะต้องช่วยกันเพิ่มการมีบ่อสำรอง น้ำของตนเอง โดยการสนับสนุนของกรมชลประทาน แล้วก็สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการ ๓ อาร์ (3R) ได้แก่ รีดิวซ์ (Reduce) รียูส (Reuse) หรือ รีไซเคิล (Recycle) ก็คือการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้น้ำลง และใช้น้ำอย่างไรให้มี ประสิทธิภาพที่สุดครับ เพราะตอนนี้น้ำก็มีเพียงพอแล้วครับ สำหรับผมก็มีเท่านี้นะครับ ต่อไปจะเป็นการนำเสนอโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์สมปรารถนาครับ