พรพนา ก๊วยเจริญ หารือปัญหาการจัดทำผังเมืองในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำให้ชุมชนสูญเสียโอกาสในการแสดงความเห็นและคัดค้านอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของแผนผังกับภูมินิเวศและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผ่อนปรนการใช้ที่ดิน เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนแผน จัดทำรายงานประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และกำหนดแนวทางชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม มีส่วนร่วม และเท่าเทียม
กราบขอบพระคุณค่ะ เรียนท่านประธานแล้วก็สมาชิกนะคะ ดิฉัน นางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ จะนำเสนอ ในประเด็นเรื่องที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แล้วก็ เรื่องของกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนผังการพัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออก ขอสไลด์ (Slide) ค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขออนุญาตเริ่มต้นจาก แผนผัง ผังรวมเมืองที่ดินเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งปัจจุบันได้มีการประกาศใช้แล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ซึ่งปัจจุบันได้มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ว่าอยู่ในกระบวนการ จัดทำผังชุมชน ในผังเมืองของอีอีซี (EEC) ขออนุญาตเรียกย่อ ๆ ได้กำหนดขึ้นเป็น ๑๑ ประเภท โดยมีการจัดทำผังที่ดินที่เป็นประเภทที่ดินที่จัดขึ้นใหม่ เช่น กรณีเรื่องของพื้นที่ อุตสาหกรรม เป็นเขตส่งเสริมพิเศษกับเป็นเขตที่มีการทำให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมเป็นปกติ อันนี้เป็นผังที่มีการจัดทำขึ้นใหม่ แล้วก็มีผังที่เรียกว่าที่ดินประเภทชุมชน ก็จะเป็นสีเหลือง ไข่ไก่ที่เห็นในหน้าจอนะคะ ใน ๑๑ ประเภทนี้ก็เป็น ๔ กลุ่มหลัก ก็คือมีทั้งที่เป็นพัฒนาเมือง ชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่พัฒนาอุตสาหกรรม แล้วก็พื้นที่เกษตรกรรม แล้วก็พื้นที่ที่มีการ คุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่จะได้เห็นภาพ เรื่องของผังเมืองที่จัดทำภายใต้นโยบายของอีอีซี (EEC) จะพบว่าในการจัดทำผังเมืองรวม ของอีอีซี (EEC) มีการจัดทำผังที่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน อย่างกรณี พื้นที่ของอุตสาหกรรมก็มีการเพิ่มพื้นที่ขึ้นไปประมาณ ๑๖๐,๐๐๐ กว่าไร่ ซึ่งถ้าคิดจาก ปีฐานคือปี ๒๕๖๐ ไปถึงปี ๒๕๘๐ ซึ่งผังเมืองกำหนดไว้ ๒๐ ปีจะเห็นว่ามีการเพิ่มขึ้นถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เป็นสีม่วงเข้ม แล้วก็สีม่วงจุดซึ่งเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมพิเศษแล้วก็ เป็นอุตสาหกรรมปกติ ซึ่งในบางพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ที่ตำบลเขาดินที่อำเภอบางปะกง เดิมเป็น พื้นที่สีเขียว แล้วก็ได้มีการเปลี่ยนเป็นพื้นที่ผังเมืองที่เป็นสีม่วง ซึ่งในกระบวนการจัดทำ ผังเมือง เนื่องจากด้วยทางนโยบายของรัฐต้องการที่จะให้เกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงมีกระบวนการจัดทำผังเมืองที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการว่าได้ขาดตกในเรื่องของ ประเด็นการมีส่วนร่วมที่สำคัญ ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมนั้นได้ระบุไว้ในกฎหมายผังเมือง ด้วยนะคะ ได้แก่ในมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ แล้วก็มาตรา ๓๑ ซึ่งการที่กระบวนการมีส่วนร่วม ไม่ครบถ้วนตามกระบวนการทางกฎหมายของการจัดทำผังเมืองอีอีซี (EEC) ทำให้ประชาชน ในพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินได้เสียสิทธิ ในการที่จะยื่นคำร้องตามขั้นตอนตามกฎหมาย แล้วก็นอกจากนั้นในกระบวนการรับฟังความ คิดเห็นยังไม่ครอบคลุม แล้วก็มีกระบวนการที่มีเวทีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับฟังความเห็น ในหลายเวทีด้วยกัน ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการก็มีข้อสังเกตว่ากระบวนการมีส่วนร่วม ของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ดิฉันได้พูดไปแล้วในประเด็นที่ ๑ นะคะ
ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของผลการพิจารณา ก็คือในผังเมืองอีอีซี (EEC) ยังพบว่ามีความไม่เชื่อมโยงกับภูมินิเวศแล้วก็การตั้งถิ่นฐานของชุมชนในท้องถิ่น อย่างที่ดิฉัน ได้กล่าวไปแล้วว่ามีการเปลี่ยนประเภทที่ดินพื้นที่อุตสาหกรรมไปถึง ๖๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ ในบางพื้นที่ เช่น บริเวณปากแม่น้ำบางปะกงเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของ เกษตรกรรม ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่าผังเมืองยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของการให้ความสำคัญกับภูมินิเวศ การตั้งถิ่นฐาน ซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องของเศรษฐกิจของชุมชนในท้องถิ่นอย่างเพียงพอ
ประเด็นที่ ๓ เนื่องจากว่าในผังเมืองได้มีข้อกำหนดไว้ ซึ่งมีข้อสังเกตจาก คณะอนุกรรมาธิการว่ามีลักษณะที่ผ่อนปรน จึงอาจให้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งในเรื่องของการใช้ ที่ดินด้วย ก็คือในข้อกำหนดข้อ ๑๙ ซึ่งข้อกำหนดนี้ได้เขียนไว้ว่าโรงงานที่ได้รับอนุญาต ให้ประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ ให้สามารถขยายพื้นที่การใช้ ประโยชน์ที่ดินในแปลงที่เชื่อมโยงหรือต่อเนื่องกับที่ดินแปลงที่มีการตั้งโรงงาน ซึ่งอันนี้ ทางคณะอนุกรรมาธิการก็ตั้งเป็นข้อสังเกตว่า เนื่องจากว่ามีการเปิดผ่อนปรนให้ประเภท โรงงานมากกว่าประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ มาตั้งในเขตที่เรียกว่า ชบ. หรือชุมชนชนบทได้ อย่างที่ดิฉันได้ชี้ให้เห็นที่ได้ฉายสไลด์ (Slide) ที่เรียกว่าเป็นสีเหลืองอ่อน อันนี้ก็เป็นข้อที่ อาจจะให้เกิดปัญหาเรื่องของผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็ทรัพยากรธรรมชาติได้ อันนี้ ก็เป็นข้อสังเกตประการที่ ๓ ที่เกี่ยวกับเรื่องผังเมือง ฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการจึงมี ข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็คือกรมโยธาธิการและผังเมือง แล้วก็สำนักงาน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. ดังนี้
ประการแรก มีข้อสังเกตว่ากรมโยธาธิการและผังเมืองควรร่วมกับ สกพอ. ให้พิจารณาทบทวนแผนผังการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ ที่ดิน
ประการที่ ๒ กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับ สกพอ. ควรจัดให้มีการ รับฟังความเห็นต่อแผนผังการพัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออกฉบับที่มีผลบังคับใช้นี้
ประการที่ ๓ กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับ สกพอ. ควรจัดให้มีการ เผยแพร่ข้อมูลการจัดทำแผนผังการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและผลการรับฟังความเห็น
ประการสุดท้าย ประการที่ ๔ สกพอ. ควรพิจารณาดำเนินการจัดทำรายงาน ประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือเอสอีเอ (SEA) และพิจารณากำหนดหลักการ ชดเชยเยียวยาที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของกองทุนพัฒนา อีอีซี (EEC) ในการ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางลบจากการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก บนหลักการ ความเสมอภาค เท่าเทียม มีส่วนร่วม เป็นไปตามราคาตลาด ขอขอบพระคุณ ขอเรียนเชิญ ทางท่านอนุกรรมาธิการนำเสนอในหัวข้อต่อไป ขอบพระคุณค่ะ