สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

อนุชา น้อยวงศ์ หารือเรื่องราคาหนังโค กระบือตกต่ำ ที่ทำให้เกษตรกรที่นำหนังไปขายได้รับผลกระทบ และขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหานี้

นายอนุชา น้อยวงศ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม อนุชา น้อยวงศ์ จากเขต ๓ จังหวัดพิษณุโลก เป็นผู้เสนอญัตติพิจารณาศึกษาปัญหาราคาหนังสัตว์โค กระบือตกต่ำ ท่านประธานที่เคารพ กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านคณะที่มาช่วยทำงานนะครับ เป็นราษฎร ๔ ท่าน ชื่อท่าน ปาราเมศ เลิศนิมิตธรรม ท่านวิเชียร ฉายศิริ ท่านสกันเดอคาน ข่านเคน และท่านสมัย เดวาหมัด ทั้ง ๔ ท่านนี้เป็นราษฎรที่เรียกร้องต่อสู้เรื่องราคาหนังโค กระบือตกต่ำนี้มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี แล้วนะครับ เป็นผู้ที่หวังดีต่อพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง มันเป็นที่น่าเสียดายที่ระยะเวลา ในการพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องนี้สั้นนะครับ ทางคณะอนุกรรมาธิการไม่ได้ต่อระยะเวลา ฉะนั้นเราเลยไม่ได้ศึกษาปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาเท่าที่ควร และเรื่องปัญหาแรงงานนะครับ แต่อย่างไรก็ดี ท่านประธานครับ ผมคงไม่ต้องนำหนังโค กระบือมาทิ้งในสภานี้ เหมือน ไม่กี่สัปดาห์ก่อนมีท่านสมาชิกท่านหนึ่งเอาข้าวเปลือกมาหว่านในสภา ผมคงไม่ต้องนำมา ผมเคารพในระบอบของท่านประธานสภา ในสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ซึ่งเราจะได้นำปัญหาเหล่านี้ ไปสู่ท่านคณะรัฐมนตรีได้ ข้อเรียกร้องที่มีแต่ความหวังดีของกระผม มีความหวังดีในเรื่องใดบ้าง ๑. เรื่องแรกก็คือหวังดีต่อพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงในราคาหนังโค กระบือตกต่ำ ท่านประธานที่เคารพ ราคาจากกิโลกรัมละ ๔๐ บาท เหลือ ๓ บาท ไม่มีสินค้าเกษตรใดในโลก ที่ตกต่ำขนาดนี้ พี่น้องเกษตรกรนำไปทิ้งอย่างสิ่งไร้ค่านะครับ ให้กันฟรี ๆ ไปเลย แต่นำเรียนด้วยความเคารพ สิ่งที่นำไปทิ้งมันคือรายได้ของเกษตรกร เช่น ผู้ประกอบการซื้อ โคตัวหนึ่งราคา ๒๕,๐๐๐ บาท ราคาหนัง ๑,๒๐๐ บาท ก็เป็น ๒๖,๒๐๐ บาท เมื่อราคาหนัง ไม่มีค่าเกษตรกรก็จะได้รับราคาเนื้อโคเพียง ๒๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น ผู้ที่ได้ผลกระทบโดยตรง ก็คือพี่น้องเกษตรกรรากหญ้าทั่วประเทศ ผมหวังดีต่อสภาวะแวดล้อมของชาติ หวังดีต่อ อ่าวไทยครับท่านประธาน แต่ผมคิดว่าการสร้างมลภาวะนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก และวันหน้า จะเป็นวาระแห่งชาติที่เราจะต้องมาบูรณาการอ่าวไทยที่เน่าทั้งอ่าว ผมหวังดีต่อรัฐบาลครับ ทุกวันนี้รัฐบาลอยู่ในภาวะที่ต้องกู้ กู้เงินมาเพื่อใช้จ่ายเยียวยาสารพัด ผมหวังดีว่า การเรียกร้องเรื่องนี้จะเป็นการเก็บภาษีเป็นหมื่น ๆ ล้านบาทต่อปี นำมาสู่รายได้ของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพ โรงงานฟอกหนังทั้งประเทศไทย ๒๐๐ กว่าโรงงาน เอาเปรียบประเทศชาติ นำหนังสัตว์ทั่วโลกมาฟอกในประเทศไทยโดยที่ไม่ได้มีภาษีนำเข้าแล้วส่งออกไปยังต่างประเทศ มารับจ้างฟอกด้วย โดยที่เจ้าของหนังนำหนังมาจากต่างประเทศเองเลย แล้วก็นำหนังตัวเอง กลับไปโดยที่ทิ้งมลภาวะไว้ในที่อ่าวไทยของเรา โดยไม่มีการบำบัดที่ถูกต้อง ผมขออนุญาต นำรายงานในเล่มนี้ เพื่อนสมาชิกถ้าสนใจท่านเปิดดูได้นะครับ ในภาคผนวก หน้าที่ ๒ หน้าที่ ๓ ท่านจะเห็นเลยว่ามีรายงานจากกรมควบคุมมลพิษ ตอบมายังท่านประธาน คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางปัญหาการปศุสัตว์ เขาตอบมาว่าอย่างไรครับ โรงงานฟอกหนังได้บำบัดน้ำไม่ถูกต้อง มีค่ามลภาวะที่มันต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย อีกนิคมอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง อันนั้นตรวจไม่ได้เพราะปล่อยท่อลงทะเลไปเลย อันนี้เป็นรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ผมไม่ได้พูดกล่าวหาโดยลอย ๆ พี่น้องสมาชิก ศึกษาได้จากหน้า ๒ หน้า ๓ ครับ ท่านประธานครับ เขามาฟอกในประเทศไทยเพราะอะไร เพราะเราไม่ได้เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อม เราไม่ได้ปกป้อง ไม่มีภาษีนำเข้ามา เมื่อก่อนนี้ ๒๐ กว่าปีก่อนโน้นมีการเก็บภาษีนำเข้ากิโลกรัมละ ๔ บาท แต่รัฐบาลในสมัยท่านชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ลดภาษีเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม ๐ เปอร์เซ็นต์ นำเข้ามาได้เลย ฉะนั้น ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมาถ้าสูญเสียภาษีปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สิ่งที่เป็นเรื่องหนักขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือเขานำหนังทั้งโลกมาปั่นในเมืองไทย ไม่ว่าประเทศไหน ก็นำมาแล้วก็นำกลับไป ผมยกตัวอย่างประเทศเวียดนาม ประเทศนั้นมีค่าจ้างแรงงานไม่สูง ค่าจ้างแรงงานไม่ได้สูงมากมาย แต่เขาไม่ฟอกในประเทศเขาครับ เขานำหนังของเขามา ในประเทศเรา มาฟอกในประเทศไทย แล้วกลับไปทำอุตสาหกรรมในบ้านเขา มันหมายความ ว่าอย่างไร ท่านประธานที่เคารพ ผมนำญัตตินี้มาเสนอ ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการการเกษตร และสหกรณ์ เพื่อนสมาชิกคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์คราวแรกเลย ผมพูด เรื่องนี้บ่อย ๆ เข้าเขามองผม