ศิริกัญญา ชี้แก้ พ.ร.บ.อ้อยต้องโปร่งใส หนุนร่างประชาชนแทนรัฐบาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓

ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้แจงความจำเป็นในการแก้ไข พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทกับบราซิลและฟื้นฟูราคาอ้อยที่ตกต่ำ โดยวิพากษ์ร่างกฎหมายของรัฐที่แก้ปัญหาเพียงผิวเผิน ไม่ตอบโจทย์โครงสร้างการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม จึงผลักดันให้รับร่างกฎหมายตามข้อเสนอของประชาชนและ ส.ส. ที่มีการบรรจุสูตรคำนวณราคาอ้อยในบัญชีแนบท้ายและจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพแยกบัญชีเฉพาะ เพื่อความโปร่งใสและยั่งยืนในระยะยาว

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล การอภิปรายของดิฉันในครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ว่าทำไมรัฐบาลจึงต้องแก้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วรัฐบาลที่ผ่านมาทำอะไรไปแล้วบ้าง แต่ละร่างมีสาระสำคัญอย่างไร และสุดท้าย จะเป็นข้อเสนอแนะค่ะท่าน

สำหรับร่างที่ ครม. เสนอเข้ามาที่เป็นร่างที่เป็นสาเหตุที่เรามีการพิจารณากัน ในวันนี้ก็มีที่มาที่ไปที่หลายท่านได้กล่าวไปแล้วว่ารัฐบาลบราซิลได้แจ้งต่อดับเบิลยูทีโอ (WTO) ว่าจะยื่นฟ้องรัฐบาลไทยเมื่อ ๔ ปีที่แล้ว โดยมีข้อกล่าวหาว่าไทยนั้นอุดหนุนราคา น้ำตาลส่งออกโดยใช้พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ปี ๒๕๒๗ นี่ละค่ะ แล้วรัฐบาลไทย ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ที่ผ่านมารัฐบาลไทยก็ได้ตั้งโต๊ะเจรจากับทางบราซิล แล้วก็ให้สัญญาว่า จะแก้ปัญหาตามที่บราซิลร้องขอภายใน ๒ ปี และหนึ่งในข้อกำหนดนั้นก็คือบอกว่า จะยกร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่ขึ้นมาใช้ แต่การแก้กฎหมาย ในระหว่างนั้นอาจจะเร็วไม่ทันใจรัฐบาลในขณะนั้นนะคะ ถ้ายังจำกันได้เมื่อต้นปี ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ได้ออกมาตรา ๔๔ มายกเลิกการเก็บเงิน ๕ บาทจากราคาขายน้ำตาล ในประเทศเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย แล้วก็ปล่อยลอยตัวราคาน้ำตาล ทำให้เงินกองทุน อ้อยและน้ำตาลทรายหายวับไปกับตา ราคาอ้อยตกต่ำเป็นอย่างมากตลอด ๓ ปี เนื่องจากว่า ไม่มีเงินเข้ากองทุนเหมือนเดิมแล้ว แต่ว่าต่อมาในช่วงปลายปี ๒๕๖๒ ก็ได้มีการแก้ไขประกาศที่เกี่ยวข้อง ทำให้ยังพอมีเงินที่จะ มาเข้าในกองทุนอยู่บ้าง เราจะเรียกว่ามาตรา ๔๔ ในครั้งนั้นเป็นมาตรการชั่วคราวที่ออกมา แก้ขัดในระหว่างที่ยังไม่สามารถทำตามที่บราซิลร้องขอได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือราคาน้ำตาล ภายในประเทศในช่วง ๒ ปีแรกนั้นลดลงมากกว่าที่คาด ส่งผลให้ราคาอ้อยตกลงอย่างมาก ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ถ้าท่านยังจำกันได้เราเคยฉลองว่าราคาอ้อยตันละ ๑,๐๐๐ บาท แล้วก็ ปลูกกันที่ ๑๐ ล้านไร่ ตอนนี้บางปีเหลือแค่ตันละ ๖๐๐-๗๐๐ บาท พื้นที่ปลูกอ้อยก็ลดลงมาก จากที่เคยทำสถิติสูงสุดที่ ๑๓ ล้านไร่ ตอนนี้เหลืออยู่แค่ ๙ ล้านไร่ และภาคเหนือเป็นภาคที่มี การลดลงของพื้นที่เพาะปลูกอ้อยมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าโรงงานน้ำตาลได้ประโยชน์ เพิ่มขึ้นจากกติกาชั่วคราวนี้ เพราะจากเดิมในระบบ ๗๐ ๓๐ ที่เคยแบ่งปันผลประโยชน์กัน เงินเก็บที่เข้ากองทุน ๕ บาทจากราคาขายน้ำตาลภายในประเทศ จะตกเป็นของชาวไร่ ทั้งหมดทั้ง ๕ บาท แต่พอเปลี่ยนมาใช้ระบบใหม่นี้ ส่วนแบ่งที่ได้จากราคาน้ำตาลที่แตกต่าง กันระหว่างราคาขายภายในประเทศกับราคาที่ส่งออก กลับต้องถูกสปลิต (Split) ๗๐ ๓๐ ทำให้โรงงานน้ำตาลนั้นได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นจากเดิมด้วย โจทย์ที่สำคัญสำหรับ พ.ร.บ. ฉบับใหม่ที่สภานี้หรือว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างจะต้องคิดให้หนัก คือโจทย์ว่า จะต้องปรับแก้ พ.ร.บ. อย่างไรที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากการฟ้องร้องจากบราซิล และในขณะเดียวกันก็ต้องช่วยแก้ไขปัญหาราคาอ้อยที่ตกต่ำมานาน และถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนใด ๆ ก็จะมีแนวโน้มที่ต่ำกว่าราคาจากในอดีตไปอีกนานค่ะ

ทีนี้มาดูร่าง พ.ร.บ. ที่ ครม. เสนอมานะคะ ปรากฏว่ามีการแก้ไขใน สาระสำคัญเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเอง คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้บราซิลพอใจ แต่ว่าไม่ได้คิด เรื่องการแก้ไขปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ไม่ได้แตะเรื่องการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม แล้วก็ระบบแบ่งปันผลประโยชน์เลยแม้แต่น้อย ถ้าอ่านจากร่างนี้จะพบว่ารัฐบาลก็ยังจะ ดื้อดึงแล้วก็ใช้มาตรการเดิม ๆ ที่รังแต่จะทำให้ราคาอ้อยนั้นตกต่ำลงไปอีก บางประเด็นเกินเลย ความจำเป็นไปมากนะคะ อย่างเช่นการแก้มาตรา ๒๗ ตัดที่มาของเงินกองทุนว่าจะไม่ให้ มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐอีกแล้ว ถึงคำฟ้องของบราซิลจะบอกว่าให้เรายกเลิกการแทรกแซง ของรัฐทั้งหมด แต่ว่าดับเบิลยูทีโอ (WTO) เองไม่ได้ห้ามนะคะ ไม่ได้ห้ามการแทรกแซงราคา ของสินค้าเกษตร ยังแทรกแซงได้ในบางเรื่องที่จะไม่ได้เป็นการอุดหนุนการส่งออก หรือทำให้ เกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรม รัฐยังสามารถเล่นบทบาทในการรักษาเสถียรภาพราคาของอ้อยได้ แล้วก็ยังใช้กลไกของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย แล้วก็ สอน. มาทำหน้าที่ ในการกำหนดราคาอ้อยได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของดับเบิลยูทีโอ (WTO) บางประเด็นจะเป็น การซ้ำ ทำร้ายเรื่องเสถียรภาพของราคาอ้อยลงไปอีก อย่างเช่นมาตรา ๕๖ ที่บอกว่าเมื่อไร ที่ราคาอ้อยขั้นสุดท้ายต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้น ให้นำส่วนต่างไปหักจากราคาอ้อยในปีถัดไป ก็เท่ากับว่าราคาอ้อยในปีถัดไปจะเป็นเท่าไรก็ตามจะถูกหักลงไปอีกก็ยิ่งต่ำลงไปอีก ก็จะทำ ให้ปัญหาเสถียรภาพราคาอ้อยยังคงอยู่ต่อไป ดิฉันเลยต้องสนับสนุนร่างขององค์กรชาวไร่ หรือว่าภาคประชาชนที่เสนอมา เพราะว่ามีการให้ความสนใจกับเรื่องของการปรับโครงสร้าง แล้วก็แตะเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ มีการพูดถึงเรื่องของการนำผลพลอยได้ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกากอ้อย ฟิลเตอร์เค้ก (Filter Cake) เข้ามาคำนวณในส่วนแบ่งผลประโยชน์ด้วย มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการบริหารกองทุนให้มีสัดส่วน ผู้ทรงคุณวุฒิต่อผู้แทนชาวไร่และโรงงานเป็น ๕ ต่อ ๗ ต่อ ๕ มีการขยายขอบเขตค่าธรรมเนียม ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย แต่ว่ายังคงที่มารายได้ในส่วนที่จะต้องมาจากเงินอุดหนุน ของรัฐบาลไว้เช่นเดิม ส่วนร่างอื่น ๆ ของ ส.ส. มีหลายประเด็นที่คล้ายคลึงกับร่าง ภาคประชาชน มีการพูดถึงเรื่องผลพลอยได้อื่น ๆ ที่ระบุไปตรง ๆ ว่าให้เอามูลค่าของเอทานอล (Ethanol) เข้ามารวมในการคำนวณราคาอ้อยด้วย ดิฉันก็เลยจะเห็นถึงเจตนารมณ์ ทั้งร่างของภาคประชาชน แล้วก็ร่างของ ส.ส. ในการที่จะมีส่วนร่วมในการปรับปรุงระบบ แบ่งปันผลประโยชน์ให้มาบรรเทาปัญหาราคาอ้อยตกต่ำให้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น แต่ข้อเสนอ ของดิฉันมีอย่างนี้ค่ะ ปัญหาร่วมของทุกร่างก็คือแต่ละร่างไม่ได้กำหนดรายละเอียดไว้ใน พ.ร.บ. เรื่องของสูตรคำนวณราคาอ้อย สุดท้ายก็ต้องรอให้มีกฎหมายลูก ไม่ว่าจะเป็น ประกาศ ระเบียบฉบับใหม่ขึ้นมาแทนของเดิมก่อน แล้วหลังจากนั้นถึงจะมีการเจรจาต่อรองกันระหว่างชาวไร่แล้วก็โรงงาน แต่การเปลี่ยนแปลง ระบบด้วยวิธีนี้มันเกิดขึ้นได้ยากมากดิฉันขอพูดเลย เพราะว่าดิฉันเคยทำวิจัยเรื่องในนี้มา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ในการเปลี่ยนแปลงสูตรคำนวณราคาอ้อย แล้วก็จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ถูก นำมาใช้ ดิฉันก็จะขอเสนอว่าให้เราระบุสูตรการคำนวณราคาอ้อยที่ใช้เกณฑ์มาตรฐาน แล้วก็ เชื่อมโยงกับข้อมูลที่หาได้ง่าย แล้วทุก ๆ ฝ่ายสามารถที่จะยอมรับกันโดยทั่วไปใส่เข้าไปใน บัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. ลงไปเลย เพราะว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างชุดนี้ก็จะมี ตัวแทนจากทุกภาคส่วนอยู่แล้ว

และสุดท้ายค่ะ ดิฉันสนับสนุนข้อเสนอให้มีกองทุนรักษาเสถียรภาพ ของระบบที่จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายนะคะ ควรจะแยกบัญชีกองทุนรักษาเสถียรภาพ ออกมาเป็นบัญชีเฉพาะ มีการกำหนดกติกาการเก็บเงินและจ่ายเงินให้ชัดเจน โดยใช้หลัก และเครื่องมือทางสถิติเข้ามาช่วย โดยตั้งเป้าหมายให้เงินเข้าเท่ากับเงินออกในระยะยาว ซึ่งถ้ากองทุนนี้สามารถรักษาวินัยทางการเงินไว้ได้ก็จะสามารถกู้เงินมาจ่ายชดเชยได้ในกรณี ที่จำเป็น และถึงแม้ว่าอาจจะต้องขอเงินประเดิมเป็นเงินตั้งต้นจากรัฐบาลได้บ้างนะคะ หรือจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารรัฐก็น่าจะอยู่ในวิสัยที่จะสามารถชี้แจงได้อย่างเหมาะสม แล้วก็สมเหตุสมผล ป้องกันกรณีที่จะถูกฟ้องได้ในอนาคตค่ะ โดยสรุปนะคะ ดิฉันจึงขอ สนับสนุนร่างของภาคประชาชน แล้วก็ไม่อาจที่จะยอมรับร่างของรัฐบาลที่เป็นการแก้ไข แต่เพียงปลายเหตุ แก้ไขเพียงแค่เอาใจให้ประเทศบราซิลถอนกรณีที่จะยื่นฟ้องเรา แล้วก็ ขอให้นำร่างประชาชนเป็นร่างหลัก แล้วก็เพิ่มสูตรคำนวณราคาอ้อยไว้ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. ในช่วงที่มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ