จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ หารือร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาล โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ผลกระทบจากยกเลิกโควตา ก และการแข่งขันดัมป์ราคาของโรงงานที่ส่งผลรุนแรงต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมน้ำตาล พร้อมเสนอให้แก้ไขนิยามอ้อยและน้ำตาลให้ครอบคลุมผลพลอยได้ เช่น กากอ้อยและกากน้ำตาล เพื่อเพิ่มมูลค่าและประโยชน์ใช้สอย รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลปัญหาต้นทุนการผลิต นโยบายรัฐ และการลักลอบนำมันสำปะหลังมาผลิตน้ำตาลและเอทานอลอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์จาตุรงค์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย วันนี้สภาเราได้มีโอกาสพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาล ซึ่งเสนอทั้งหมด ๘ ฉบับ ในส่วนของภาคประชาชนคุณปารเมศ โพธารากุล และองค์กรชาวไร่อ้อย อีก ๔ องค์กร รวมกับประชาชนทั้งสิ้น ๑๗,๘๓๙ คน และของท่านรัฐบาล และของ ส.ส. อีก รวมแล้ว ๘ ฉบับ ฉบับเดิมนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ นั้นเป็นเวลายาวนานมากนะครับ ๓๖ ปี ขณะนั้นขณะนี้วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปมากซึ่งแทบไม่น่าเชื่อ เพราะฉะนั้นวันนี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เราจะต้องปรับปรุงและเสนอแก้ไขกฎหมายทั้งหมด ซึ่งในรายละเอียดก็ต้อง เรียนว่าแต่เดิมนั้น เมื่อสัก ๑๐ ปีที่แล้ว ราคาอ้อยจะตกปีจะตกไป ๒ ครั้ง ก็คือหมายความว่า ๕ ปีตกครั้งหนึ่ง ผมยกตัวอย่างปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ ก็ราคาตกครั้งหนึ่ง ถัดมาปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ก็อีกครั้งหนึ่ง ปี ๒๕๕๗ ครั้งหนึ่ง แต่พอมาปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ ราคาอ้อยนั้น ตกทะลุดทะลาดพี่น้องประชาชนเดือดร้อนกันทั่วสารทิศด้วยหลายเรื่อง เพราะฉะนั้น ต้องเรียนเลยว่าปัญหาแรกเลยก็คือเรื่องของที่เราถูกบราซิลฟ้องในปี ๒๕๕๙ แล้วก็ มีการแก้ไขเรื่องยกเลิกในการว่ารัฐบาลเราแทรกแซงในการช่วยเหลือทั้งเกษตรกร ทั้งโรงงาน ทำให้ถูกยกเลิกโควตา ก ท่านประธานครับ ถ้าโควตา ก ดีอย่างไร ก็ดีในแง่ว่า สมมุติว่าเราผลิตได้ ๑๐ ล้านตัน โควตา ก ก็คือโควตาที่ขายในประเทศส่วนหนึ่งกำหนดว่า ๒.๕ ล้านตัน และอีก ๗.๕ ล้านตันเราต้องส่งออก เมื่อกำหนดแบบนี้โรงงานก็สามารถ จัดสรรปันส่วนกันด้วยสัญญาว่าใครจะส่งออก ใครจะขายเท่าไร ทำให้ราคาอยู่ในเสถียรภาพ และราคานี้ก็จะสามารถถัวเฉลี่ยกับราคาส่งออกทำให้โรงงานอยู่ได้ เมื่อโรงงานอยู่ได้ ประชาชนอยู่ได้ ก็ทำให้ราคาที่เหมาะสมทำให้เกษตรกรเราอยู่ได้ แต่เมื่อโควตา ก ไม่มีแล้ว สัญญาที่ไม่มีแล้วเพราะฉะนั้นก็มีการขายกันภายใน โดยเฉพาะโรงงานก็ต้องอยากได้ ก็ดัมป์ (Dump) ราคาแข่งกัน อย่างต่างประเทศประมาณ ๑๒ บาท ในประเทศที่กำหนดไว้ เมื่อก่อนประมาณ ๑๗ บาท พอราคานี้ก็ลดลงเรื่อย ๆ พอลดลงโรงงานก็ลำบาก เกษตรกร ก็มีผล มีปัญหา ทำให้โรงงานในประเทศหลายสิบโรงต้องปิดเพราะว่าสายป่านนั้นสั้น นี่คือ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสียหาย และเมื่อมีเป็นอย่างนี้ปุ๊บเป็นข้อสังเกตว่าบริษัทที่จะรับซื้อ น้ำตาลไปก็รู้ว่าโรงงานแข่งกันก็เรียกมาคุยกันให้ราคาแข่งกันต่ำที่สุด แต่ราคาผลผลิตไม่ว่าจะ เป็นน้ำอัดลม ไม่ว่าจะเป็นอะไรต่าง ๆ ขนมหวานต่าง ๆ ก็ยังไม่ได้ลง นี่คือผลที่ประชาชน ยังไม่ได้รับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ต้องเรียนว่าวันนี้การแก้ไขร่างทั้งหมดสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ แล้วก็ทำให้ถึงประชาชนจริง ๆ เลย ที่เราคำนวณกันจริง ๆ ก็คือเรื่องของว่าการแก้ไข นิยามอ้อย น้ำตาล ให้รวมน้ำอ้อย ผลพลอยได้ รวมทั้งกากอ้อยและกากตะกอนกรอง ตรงนี้เอามาคิดเป็นส่วนคำนวณเพื่อให้ประชาชนได้มากขึ้น ผมต้องเรียนว่าตรงนี้จะเป็น ประโยชน์ โดยเฉพาะกากอ้อยเมื่อก่อนนั้นแทบจะไม่มีประโยชน์ ผมทราบดีว่าโรงงาน ก็มีภาระในการเก็บ ในการดูแล แต่เมื่อกากอ้อยนั้นเอาไปทำประโยชน์ได้ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปิโตรเคมีต่าง ๆ ก็เป็นประโยชน์ หรือแม้กระทั่งขณะนี้เกษตรเรานิยมใช้เกษตรจุลินทรีย์ชีวภาพ เราเอาน้ำอีเอ็ม (EM) น้ำหมัก ก็ผสมกับกากน้ำตาล ขณะนี้ท่านศักดา คงเพชร ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย ได้ทำเรื่องของ เกษตรใช้ไรโซเบียม (Rhizobium) มารวมกันกากน้ำตาล จุลินทรีย์ แล้วทำให้มีไนโตรเจน ดึงมาในอากาศลงมาในพื้นที่ในส่วนของเกษตรกรที่ปลูกก็ทำให้เราได้ใช้กากน้ำตาลได้มากขึ้น ก็เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นในส่วนขององค์ประกอบผลพลอยได้เราต้องผลักดันให้มา รวมกันให้ได้
อีกเรื่องหนึ่งก็เรื่องของอำนาจรัฐมนตรีทั้ง ๓ กระทรวงที่ดูตรงนี้ นอกจาก จะให้ คือรัฐมนตรีจะต้องให้เปลี่ยนคือสามารถออกกฎกระทรวงที่จะเป็นประโยชน์ กับพวกเราได้ กับเกษตรกรได้ แล้วก็องค์ประกอบของคณะกรรมการก็อยากให้มีส่วน ของชาวไร่อ้อยมากขึ้นกว่าเดิม นี่คือสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์ ผมต้องเรียนว่าขณะนี้ ข้อกังวลก็คือมีเพื่อนที่โทรศัพท์มาจากต่างจังหวัดว่าขณะนี้แถวเพชรบูรณ์ แถวต่างจังหวัดเริ่ม มีเผาอ้อยกัน เราก็ต้องเตรียมรับโดยเฉพาะพวกหมอ พวกชาวบ้านที่เดือดร้อน ก็ต้อง เตรียมรับในเรื่องของพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่เราจะช่วยให้เกษตรกร ชาวไร่อ้อยเขาอยู่ได้ ถ้าอยู่ไม่ได้เราเคยมีการผลิตน้ำอ้อยถึงปีหนึ่ง ๑๓๐ ล้านตัน บัดนี้เหลือ ๗๐ ล้านตัน ขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะไปตามกระแสว่าน้ำตาลแพงได้ประโยชน์ก็ปลูกกัน แล้วก็ลด แล้วก็ปลูก รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแลเป็นพี่เลี้ยงกำจัดบอกเรื่องของโซนนิง (Zoning) และช่วยในเรื่องของต้นทุนการผลิต ในคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ก็ดี ท่านวีระกร คำประกอบ ก็ดี ผมก็ดี หรือแม้กระทั่งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เราดูเรื่องแก้ไขผลผลิตการเกษตรที่มีผม ท่านอุบลศักดิ์ ช่วยกันนี่ดูกันตลอด ท่านคุณหมอสุรวิทย์ เพราะฉะนั้นเราทำอย่างไรในเรื่อง ของลดต้นทุน คือเครื่องจักร หลายคนไม่มีเครื่องจักรก็ต้องไปให้โรงงาน พอโรงงานมาซื้อ ก็ไปหักเงิน ประชาชนก็ลำบากทั้งขึ้นทั้งล่อง รัฐบาลต้องดูแลในเรื่องของเครื่องจักร เรื่องของ หญ้ากำจัดศัตรูพืช เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ ๆ เราเคยเชิญจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากเทคโนโลยีเข้ามาให้ความรู้ เราต้องดูแลเรื่องของตรงนี้ให้เขานะครับ นอกจากนั้นก็ยังมี เรื่องของการใช้น้ำตาลที่ผลิตเอทานอล (Ethanol) จากอ้อย จากมันสำปะหลัง และขณะนี้ ก็มีข่าวว่าคนแอบเอาลักลอบเอามันสำปะหลังเข้ามาในราคาถูกแล้วก็มาผลิตน้ำตาล ผลิตเอทานอล (Ethanol) ซึ่งต้องฝากรัฐบาลต้องไปดูในตามชายแดน ขณะนี้มีคนร้องเรียน มาแล้ว ซึ่งจะต้องช่วยกันดูแลนะครับ ก็ต้องเรียนว่าวันนี้เชื่อว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะได้ตั้งขึ้นทุกคนหวังเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและเกษตรกรจริง ๆ แล้วก็หวังว่า รัฐบาลโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีท่านสุริยะซึ่งดูแลและเป็นเจ้าของที่เสนอเรื่องนี้กับ กรรมาธิการเราจะต้องคำนึงถึงว่าเกษตรกรต้องอยู่ได้ อย่าให้เขาจนซ้ำซาก อย่าให้รัฐบาล ต้องมาช่วยเป็นทีละครั้ง ๆ ที่ไม่ยั่งยืน อยากให้เขายั่งยืนแล้วก็เป็นประโยชน์ตลอดไป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ