ศรัณย์ ทิมสุวรรณ หารือการแก้ไข พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลปี 2527 โดยเสนอให้ทบทวนมูลค่าผลพลอยได้จากอ้อย เช่น เอทานอลและชานอ้อย ให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมระหว่างชาวไร่กับโรงงาน พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงความโปร่งใสในคณะกรรมการกำหนดราคาอ้อย และทบทวนคุณภาพการผลิตของโรงงานรวมถึงระบบชดเชยราคาให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรมอ้อยอย่างรอบด้าน
ขอบคุณครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็ดีใจที่หลาย ๆ ท่านไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกเอง หรือภาคประชาชนเองเล็งเห็นถึงปัญหาว่าถึงเวลาที่เราต้อง แก้กฎหมาย พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลแล้ว อย่างตามชื่อครับ ปี ๒๕๒๗ ถ้านับเป็นเวลาก็ ๔๐ กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นบริบทหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่แทบจะทุกร่าง เขียนเหมือนกันก็คือผลพลอยได้ อย่างที่หลาย ๆ ท่านอภิปรายไปครับ ผลพลอยได้ตอนนี้ มันเปลี่ยน เพราะฉะนั้นมูลค่าของอ้อย ๑ ตัน เมื่อปี ๒๕๒๗ กับเมื่อปี ๒๕๖๓ หรือแม้แต่ ปีหน้า ปี ๒๕๖๔ เราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จะมีนวัตกรรมอะไรที่ทำให้มูลค่าเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เพราะฉะนั้นมันควรจะคุยกันให้ชัดว่า อ้อย ๑ ตันที่ชาวไร่ปลูกได้นั้นมีมูลค่าเท่าไรกันแน่ เพราะมันคือหน้าที่ของเราที่จะรักษา ผลประโยชน์ของชาวไร่และโรงงานด้วย ให้มีความสัมพันธ์ที่เสมอภาคกัน ไม่ใช่ว่าฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ไปฝ่ายเดียว และต้องบอกว่าการทำอ้อยนี้ก็มีอะไรพิเศษหลายอย่าง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่จะเปลี่ยนกันได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะผลพลอยได้ที่เขียนไว้ในปี ๒๕๒๗ นั้นมีเพียงน้ำตาล ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลแบบไหน และแบ่ง ๗๐ ๓๐ ซึ่งในปัจจุบันเรามี เอทานอล (Ethanol) เรามีชานอ้อยที่เมื่อก่อนเป็น เรียกว่าเป็นสิ่งที่เหลือที่ไม่มีค่า ตอนนี้ มีอุตสาหกรรมมารองรับแล้ว เราก็ควรจะต้องมีการตีความ มีการตีมูลค่าของมันให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ประโยชน์กับชาวไร่อ้อยให้ได้อย่างที่เขาสมควรจะได้ แต่ผมอยากฝากนะครับว่า อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าเราจะทำให้มูลค่าของมันออกมาได้ เราก็ต้องทำให้สิ่งที่เกิด จากมันเห็นชัดออกมาได้ด้วยเช่นกัน เราเอาชานอ้อยไปทำไฟฟ้า เราจะตีราคาชานอ้อย อย่างไรเพราะว่าตอนนี้โรงงานเป็นผู้รับซื้ออ้อย สมมุตินะครับ ๑,๐๐๐ บาทต่อตัน เขาซื้อ ทุกอย่าง แต่ว่าสิ่งที่แบ่งให้ก็คือค่าน้ำตาลในอัตราส่วน ๗๐ ๓๐ แต่ว่าถ้าเราต้องการที่จะ เอาส่วนผลพลอยได้อื่น ๆ ที่เราอาจจะยังระบุชัดไม่ได้มาเพิ่มให้กับส่วนนี้ แล้วเราจะคิดมูลค่า ของมันอย่างไร ในรายงานจะมีเขียนว่าอ้อย ๑ ตันนั้นสามารถผลิตเป็นไฟฟ้าได้ปริมาณ เท่าไร มีมูลค่าเท่าไร แต่เราไม่สามารถเอามูลค่านั้นมาเพิ่มใส่ราคาอ้อยได้เลย เพราะมันมี กระบวนการต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ในชั้นกรรมาธิการอาจจะต้องทำให้ชัดเจนกว่านี้ว่า เราจะแบ่งกันอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต อันนี้ยกตัวอย่างนะครับ และแม้แต่เอทานอล (Ethanol) เอง เอทานอล (Ethanol) นี้ถึงแม้ว่าในกฎหมายก็จะมีเขียนว่า เราเอาไปทำให้เป็นน้ำมัน เอามาทำให้เป็นพลังงาน แต่ว่าถ้าเราอยากส่งเสริมจริง ๆ มันอาจจะมีช่องทางอื่นเราสามารถเอาไปทำอย่างอื่นได้ไหม เพื่อเพิ่มมูลค่าของมัน เพราะว่า เท่าที่ผมได้ข้อมูลมาเอทานอล (Ethanol) นั้นไม่ว่าจะผลิตจากมันเอง หรือว่าจากกากน้ำตาลเอง ตอนนี้มันผลิตได้เกินกว่าปริมาณที่ต้องการ และน้ำมันอี ๒๐ (E20) เองก็ไม่ได้รับ การสนับสนุนมากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นมันก็อาจจะไม่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอ้อย แล้วก็ให้ชาวไร่ได้เต็มที่เท่าที่ควร
ประเด็นต่อมาก็คือ การทำงานของกรรมการต่าง ๆ อันนี้ก็เป็นส่วนที่ผมได้ ข้อมูลมาจากสมาคมชาวไร่อ้อยเอง เพราะว่ามันมีปัญหาอย่างนี้ครับ ต้นทุนการผลิตอ้อย ที่จะเอาไปคิดราคาอ้อยแต่ละปี ผมเข้าใจว่าก็ต้องผ่านกรรมการต่าง ๆ แล้วผมเข้าใจว่าทุกปี ก็จะมีการต่อสู้กันว่ามันควรจะเป็นเท่าไรแน่ เพราะว่ายิ่งถ้าสูง ราคาอ้อยในปีนั้นก็จะสูง ทีนี้มันก็จะมีความเห็นกันระหว่างของฝ่ายโรงงาน ของชาวไร่อ้อยเอง ของทางราชการเอง สิ่งที่ชาวไร่เขาฝากมาก็คืออัตราส่วนระหว่างทั้ง ๓ ฝ่ายในกรรมาธิการ เขารู้สึกว่า อัตราส่วนนั้นอาจจะไม่แฟร์ (Fair) เขาอยากที่จะให้ทุกอย่างมันแฟร์ (Fair) มากกว่านี้ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญอาจจะต้องคุยกันอีกครั้ง สิ่งหนึ่งที่ผมคิด แล้วก็คุยกับชาวไร่ แต่ว่าอาจจะยังไม่มีใครพูดก็คือการดูคุณภาพของโรงงาน เพราะปัญหา อย่างหนึ่งที่ผมพบกับชาวไร่อ้อย บางครั้งหลาย ๆ อย่าง ปัญหาหลาย ๆ อย่างมันก็เกิดขึ้น ที่โรงงาน ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้าในการรับอ้อย หรือแม้แต่บางวันถ้าชาวบ้านไปส่งต้องทิ้งรถ ไว้ ๒ วันเพื่อที่จะเอาอ้อย ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้จริง ๆ มันเป็นปัญหาที่หลาย ๆ ประเทศเคยเจอ แล้วเขาก็แก้ปัญหาได้ แต่ในบ้านเรายังไม่ค่อยมีการพูดถึง เราควรจะมีการดูคุณภาพของ โรงงานด้วยเช่นกันว่าอ้อย ๑ ตันนั้นผลิตน้ำตาลได้เท่าไร คุณภาพของน้ำตาลเป็นเท่าไร โรงงานแต่ละโรงงานเขาจะได้ต้องมีการพัฒนาตัวเอง ต้องมีการเพิ่มศักยภาพของตัวเอง ทำให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตต่อไปได้ เพราะว่าในปัจจุบันทุกคนก็จะพูดถึงชาวไร่ ชาวไร่ ชาวไร่ ทำไมชาวไร่ไม่เปลี่ยนอย่างนั้น ทำไมชาวไร่ไม่เปลี่ยนอย่างนี้ แต่บางทีเราก็ต้องมองถึง ฝ่ายที่ผลิตด้วยว่าถ้าอ้อย ๑ ตัน โรงงานหนึ่งทำน้ำตาลได้มากกว่า อีกโรงงานหนึ่งทำน้ำตาล ได้น้อยกว่า อย่างนั้นมันก็คือผลเสียของระบบของอุตสาหกรรมนี้ทั้งระบบเช่นเดียวกัน ในมาตรา ๕๖ ก็คือเรื่องการชดเชยระหว่างราคาอ้อย ราคาอ้อยเบื้องสุดท้ายของปีนี้ ราคาอ้อยเบื้องต้นที่มีส่วนต่าง ไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า ถ้ามากกว่าก็ชดเชยกันไป แต่ว่าถ้าน้อยกว่าการเอาไปหักในปีต่อไป ผมว่าอาจจะต้องมีการคุยกันให้ชัดเจนกว่านี้ว่า ควรจะเขียนอย่างไร แล้วควรจะทำอย่างไร อย่างที่สมาชิกหลาย ๆ ท่านพูดไปว่าอาจจะมี ปัญหาในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะต้องดูกฎหมายในระหว่างประเทศด้วยแล้วก็กับดับเบิลยูทีโอ (WTO) ด้วยว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง อันไหนที่จะเป็นการชดเชยที่ไม่ผิด หรืออันไหน ที่เป็นการอุดหนุนที่มันผิดแล้วเราทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็จะมีปัญหา ทำให้เราจะต้องกลับมา แก้แบบนี้อีกเรื่อย ๆ หลัก ๆ ก็จะมีประมาณนี้ครับ เพราะว่าจากรายงานอ้อย ๑ ตัน คิดมูลค่าออกมา เอาไปแปรเป็นไฟฟ้าบ้าง เอาไปแปรเป็นเอทานอล (Ethanol) บ้าง ทั้งหมด ทั้งมวลตีราคาออกมาได้เกือบ ๒ เท่าของราคาอ้อยที่ชาวไร่ได้ แต่อย่างที่บอกครับ ตรงนี้ มันเป็นราคาที่เขาตีออกมาจากผลิตภัณฑ์ที่เอามาผลิตต่ออีกครั้งหนึ่ง มันไม่ใช่ว่าชานอ้อย จะเอาไปขายไปได้เพิ่มมา ๔๐๐ มันเป็นราคาที่เอาชานอ้อยไปผลิตเป็นไฟฟ้า เพราะฉะนั้น ในรายงานนี้ก็อาจจะยังไม่ได้มีรายละเอียดว่าชานอ้อย ๑ กิโลกรัม หรือว่า ๒๐๐ กิโลกรัม มีมูลค่าเท่าไรที่เราจะเอาไปให้ชาวบ้านได้ นี่คงจะต้องเป็นงานของท่านคณะกรรมาธิการ วิสามัญต่าง ๆ เพื่อที่จะคุยกัน แล้วก็ทำให้มันชัดเจนมากขึ้น แต่ปัญหาโดยรวมแล้วก็ สิ่งต่าง ๆ ผมอยากจะฝากไว้ให้ประมาณนี้ครับ แล้วก็เห็นด้วยที่เราต้องช่วยกันแก้ไขทำให้มี ประโยชน์กับอุตสาหกรรมอ้อยของประเทศเราครับ