สัมฤทธิ์ สนับสนุนร่างกฎหมายอ้อย-น้ำตาล 8 ฉบับ หวังคุ้มครองเกษตรกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓

สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ กล่าวสนับสนุนร่างกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง 8 ฉบับ พร้อมขอบคุณประธานสภาและแสดงจุดยืนในฐานะตัวแทนเกษตรกรจากภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบจากการผลิตอ้อย โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิเกษตรกรและส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ทั้งการแก้ปัญหาการตัดอ้อยด้วยการเผาที่ก่อฝุ่นละออง PM 2.5 การสนับสนุนเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด และการแก้ปัญหาการใช้นอมินีในโรงงานน้ำตาลที่ทำให้เกษตรกรถูกแซงคิวและได้ราคาต่ำ จึงเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาเพิ่มเติมและผลักดันร่างกฎหมายทั้งหมดเพื่อความเป็นธรรมและเสถียรภาพของทั้งระบบ

นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ชัยภูมิ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับที่ได้จัดสรรเวลาให้ผมได้อภิปรายใน ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้ง ๘ ฉบับในวันนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายในฐานะที่ผมเป็นผู้แทนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะ ๔ จังหวัดที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด ก็คือ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดชัยภูมิ เป็น ๔ จังหวัดในภาคอีสานที่มีพื้นที่เพาะปลูกอ้อย มากกว่า ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ และในฐานะที่ผมเป็นเกษตรกรคนหนึ่งครับ ที่ได้มีโอกาสมาทำ หน้าที่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้แทนพี่น้องเกษตรกรทั้งประเทศ กระผมเห็นด้วย และขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายทั้ง ๘ ฉบับ ซึ่งเสนอโดย คณะรัฐมนตรี ๑ ฉบับ เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๖ ฉบับ และเสนอโดยประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเข้าชื่อเสนออีก ๑ ฉบับครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ในฉบับที่ ๑ ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรี ตามที่ผมได้ศึกษา ติดตาม และได้ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้กรุณากล่าวชี้แจงเมื่อสักครู่ จะเห็นได้ว่าสาเหตุที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างฉบับนี้เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา สาเหตุสำคัญก็คือจากการที่พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พุทธศักราช ๒๕๒๗ ได้ประกาศใช้กันมานานมากกว่า ๓๐ ปี ทำให้มีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้อง ต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไข ภายใต้ข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก หรือที่เรามักเรียกชื่อย่อว่าดับเบิลยูทีโอ (WTO) ทำให้ไม่เอื้ออำนวยต่อการที่รัฐบาลจะเข้าไป ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อย และส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ของเรา และผมยังได้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ มีบางประเทศได้ยื่นหารือ ร้องเรียนว่าประเทศของเรา ว่ารัฐบาลเราไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาที่เราอาจจะไม่คาดคิดครับ ผมจึงขอเห็นด้วยและขอสนับสนุน ในร่างฉบับที่ ๑ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพราะจะเป็นการเอื้ออำนวยให้เราเข้าไปส่งเสริม อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้มีความยั่งยืนต่อไปครับ

ท่านประธานครับ ในร่างที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๖ ฉบับ และเสนอโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่ออีก ๑ ฉบับ ผมเองก็เห็นด้วย และขอสนับสนุน ทุกฉบับครับ เพราะหากเรามองจากจุดมุ่งหมาย จากวัตถุประสงค์ จากเจตนารมณ์ของ ทุกร่างแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าทุกฉบับมีความต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากการกำหนดราคาอ้อย และผลตอบแทนจากการผลิต และจำหน่ายน้ำตาลทราย รวมถึงผลพลอยได้ที่ควรจะเพิ่มขึ้นจากวิวัฒนาการ จากเทคโนโลยี จากความทันสมัย ในปัจจุบัน แต่กระผมคงจะไม่ขอลงในรายละเอียดเพราะว่ามีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้กรุณาอภิปรายไปค่อนข้างจะกว้างขวางครบถ้วน ครอบคลุม ผมอยากจะฝาก คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นผ่านท่านประธานนะครับ ในปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสัก ๒ เรื่อง ๒ ประเด็นครับ

ในเรื่องแรก ผมจะขอฝากในเรื่องปัญหาการตัดอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานกับปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ครับ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะได้อภิปราย ในประเด็นนี้ผมจะขออนุญาตท่านประธานได้กล่าวขอบคุณแทนพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย และพี่น้องคนไทย ขอขอบคุณท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ในปีที่ผ่านมาท่านได้ขออนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อย ๖,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินเดียวกับปีก่อนหน้านั้น แต่ท่านยังได้ขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีอีก ๓,๕๐๐ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดเข้าโรงงาน เป็นการบูรณาการแก้ปัญหา ฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านประธานครับ ผมต้องขอเรียนว่าในแต่ละปี หลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรมักจะตัดอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงาน ด้วยเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งก็คือ ที่ผ่านมาการตัดอ้อยไฟไหม้เข้าโรงงานจะถูกหักราคาตันละ ๓๐ บาท แต่ในขณะที่ค่าแรงงาน ในการตัดอ้อยไฟไหม้กับอ้อยสดมีค่าแรงงานต่างกันตันละประมาณ ๑๐๐ บาท ก็เป็นเหตุผล ทำให้มีเกษตรกรบางรายหลายรายมักจะจุดไฟก่อนตัดเข้าโรงงาน ขอฝากประเด็นนี้ ให้ทางกรรมาธิการไปหาแนวทางในการป้องกันแก้ไขเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ของประเทศเราครับ

และในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะฝาก จะขอฝากเรื่องของปัญหาการตัดอ้อย เข้าโรงงานในภาวะปกติ ท่านประธานครับ ในปีที่ฟ้าฝนดีผลผลิตเป็นไปตามความคาดหมาย ของสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นไปตามความคาดหวังของพี่น้องเกษตรกร จะมีปัญหาเกิดขึ้นปัญหาหนึ่งเกิดจากโรงงานบางแห่ง ที่ผมขอใช้คำว่า พอไม่เป็น จะมีการเอาคนของตนเองไปขึ้นทะเบียนกับ สอน. ทำสัญญากับโรงงานของตัวเอง เป็นนอมินี (Nominee) ของตนเอง แล้วเปิดโควตาให้เกษตรกรนำอ้อยเข้ามาขายในชื่อ ของตนเองโดยตั้งราคาน้อยกว่า ต่ำกว่าราคาประกาศ แต่จะอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อย่างเช่นหากขายในนามนอมินี (Nominee) เหล่านี้ก็จะได้ลงสินค้าก่อน มาทีหลังได้ลงก่อน แต่เกษตรกรตัวจริงลงตามคิว โดนแซงคิว บางครั้ง ๓ วัน ๔ วันกว่าจะได้ลง นี่ปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วจะเกิดขึ้นในปีที่ผลผลิตอ้อยมากเกินความต้องการของโรงงาน อย่างเช่นในปี ๒๕๖๐/๒๕๖๑ และปี ๒๕๖๑/๒๕๖๒ ซึ่งผลผลิตอ้อยรวมทั้งประเทศมี ๑๓๔ ล้านตัน และ ๑๓๐ ล้านตัน ตามลำดับครับ

ท่านประธานครับ ผมขอเวลาเล็กน้อยเพื่อสรุปครับ ผมขอสรุปว่ากระผม ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๘ ฉบับ โดยขอให้ยึดร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอเป็นหลักครับ เพราะผมมั่นใจว่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหา ในเรื่องของการปฏิบัติภายใต้เงื่อนไข ภายใต้ข้อกำหนดขององค์การการค้าโลก เพราะจะ สนับสนุนให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน และสร้างความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย สร้างความชอบธรรมให้กับ โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย และที่สำคัญที่สุดครับ สร้างความยั่งยืน สร้างเสถียรภาพ ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศเราต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ