ไชยา พรหมา หารือการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเน้นย้ำถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นภายใต้ร่างกฎหมายที่เอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุน ไม่ครอบคลุมผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอย่างเพียงพอ จึงเสนอให้พิจารณาร่างกฎหมายที่มาจากภาคประชาชนซึ่งสะท้อนความยุติธรรมและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม เป็นแนวทางหลักในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรอย่างยั่งยืน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นนั้น ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกจากพรรคการเมืองต่าง ๆ นะครับ ที่ได้เสนอการแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของรัฐบาล แล้วก็ฝั่งฝ่ายค้าน เพื่อที่จะได้นำเสนอเพื่อประกบกับร่างของรัฐบาล และสิ่งสำคัญที่สุดนั้นก็คือร่างของ ภาคประชาชน ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากที่วันนี้ตัวแทนของพี่น้องเกษตรกร ในฐานะ ที่เป็นสถาบันทางด้านเกษตรกร แล้วก็สมาคมชาวไร่อ้อยทั่วประเทศได้รวมตัวกัน แต่ก็มี การวิเคราะห์ถึงปัญหา แล้วก็ได้ตกผลึก ได้นำเสนอมาในรูปของการขอเสนอแก้ไข ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมอยากจะให้คณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นจากสภาแห่งนี้ ถ้าหาก ว่าได้ยึดหลักร่างของภาคประชาชนที่ถูกนำเสนอ ผมคิดว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง เกษตรกร และเป็นประโยชน์สูงสุดของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เหตุผลก็เพราะว่า ร่างพระราชบัญญัติที่ถูกนำเสนอโดยคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะงานธุรการ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศบราซิลได้ร้องเรียนกรณีที่ประเทศไทยนั้นได้ให้ การสนับสนุนทางด้านผู้ประกอบการและตลอดจนพี่น้องเกษตรกร ซึ่งอาจจะถูกมองว่า เป็นการขัดกับหลักการของดับเบิลยูทีโอ (WTO) การเสนอของร่างของรัฐบาลนั้นผมคิดว่า ยังมีมิติที่ยังไม่ได้ครอบคลุม แล้วก็ไม่ได้มีมิติในการที่จะดูแลพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าร่างที่ถูกนำเสนอซึ่งเป็นร่างประกบจากท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากทุกพรรคการเมืองนั้น มีเนื้อหาสาระที่ผมขอสนับสนุนว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลใจกว้างที่จะ หยิบยกร่างพระราชบัญญัติที่ถูกนำเสนอมาทุกฉบับ ได้เอาไปประกอบแล้วก็ยึดเอาร่าง ฉบับของประชาชนเป็นตัวตั้ง ผมคิดว่าจะเกิดผลประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เราต้องยอมรับครับว่าในขณะนี้นั้นผลผลิตที่เกิดจาก อ้อยและน้ำตาลทรายนั้น ไม่ได้ออกมาเพื่อการทำน้ำตาลอย่างเดียว วันนี้บริบทของโลก มันเปลี่ยนไป บริบทของสังคมมันเปลี่ยนไป กฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทรายที่ประกาศออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ มาถึงวันนี้เป็นเวลา ๓๖ ปีแล้ว แล้วก็ยัง ไม่มีการพัฒนาแก้ไขปัญหา หรือจัดสรรการแบ่งปันผลประโยชน์ที่มีความเป็นธรรมให้กับ พี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าท่านประธานครับ ทุกท่านที่นำเสนอเป็น ร่างที่ประกบกับร่างของรัฐบาลนั้นจะพูดถึงผลพลอยได้หรือบายโพรดักต์ (By Product) บายโพรดักต์ (By Product) ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งวันนี้ระบบ การแบ่งปันผลประโยชน์ ๗๐ ๓๐ นั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงผลผลิตที่เป็นผลพลอยได้ที่เกิด จากกระบวนการในการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายที่เรากำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ผมคิดว่า ร่างของรัฐบาลนั้น ถ้าหากว่าจะใช้เวลาของสภาแห่งนี้ได้หยิบยกในการแก้ไขปัญหา พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว เพื่อให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย สามารถขับเคลื่อนไปได้ ให้โรงงานเขาอยู่ได้ และเกษตรกรในฐานะที่จะต้องเป็นแหล่งผลิต ผลผลิตทางการเกษตรป้อนเข้าสู่โรงงาน และป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น สามารถที่จะใช้ผลผลิตที่เกิดขึ้นทั้งกระบวนการในการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เอามาจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นนั้นจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับ พี่น้องเกษตรกร
สรุปง่าย ๆ ก็คือว่าการแก้ไขครั้งนี้นั้นรัฐบาลแก้ไขปัญหาเฉพาะ ซึ่งอาจจะ ได้ประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนเท่านั้นเอง แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของ พี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นชาวไร่อ้อยอย่างแท้จริง ท่านประธานครับในอดีตนั้นสมัยที่กฎหมาย ฉบับนี้ได้เกิดขึ้นในสมัยปี ๒๕๒๗ นั้น ยังอยู่ในช่วงของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย การปลูกอ้อยการขยายพื้นที่ดังกล่าวแม้กระทั่งโรงงาน อุตสาหกรรมเกิดขึ้นนั้นอาจจะอยู่ทางภาคกลาง อาจจะอยู่ทางฝั่งตะวันออก อยู่ฝั่งซีก ตะวันตก แต่วันนี้ท่านประธานครับโรงงานน้ำตาลและพื้นที่การปลูกอ้อยนั้นได้ขยายไปยัง พื้นที่ภาคอีสานเป็นจำนวนมาก และพฤติกรรมของพี่น้องเกษตรกรในภาคอีสานนั้นก็เปลี่ยน จากการทำไร่ ทำนา วันนี้ปรับเปลี่ยนผืนนาของเขานั้นกลายมาเป็นไร่อ้อยมากมาย มีการขยายโรงงานจากภาคตะวันออก จากภาคกลาง จากภาคตะวันตกนั้นไปอยู่ทาง ภาคอีสานเกิดขึ้นมากมาย เพราะฉะนั้นเมื่อปริมาณมันเกิดขึ้นมากแล้ว ผลติดตามมา มันก็เกิดขึ้นปัญหาไม่ว่าจะเป็นปริมาณที่มากขึ้นแล้วเกิดการแข่งขันในการแย่งพื้นที่ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ควรที่จะมีการพูดคุยกันทั้งระบบโรงงานและระบบสมาคม ชาวไร่อ้อยและพี่น้องเกษตรกร ผมคิดว่าสิ่งที่ร่างพระราชบัญญัติที่ถูกนำเสนอโดยคณะจาก ตัวแทนของภาคประชาชนนั้นได้พูดถึงและครอบคลุมในทุกมิติ ในเวลาอันจำกัดนั้นผมอาจจะ ลงในดีเทล (Detail) ผมอาจจะลงในรายละเอียดไม่ได้ แต่ผมขอยืนยันว่าผมได้ศึกษา และผมได้ดูในเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จากฝั่งของภาคประชาชนที่นำเสนอ เข้ามาแล้วผมคิดว่าจะครอบคลุมทุกมิติและจะเกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้ไขปัญหา เป็นการรักษาผลประโยชน์ทั้งระบบอุตสาหกรรมที่เกิดจากโรงงานและระบบที่จะเกิดขึ้นกับ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งสามารถที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุดนั้นก็คือการเอาผลผลิตที่เกิดขึ้นจากผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมดังกล่าวนี้ ไปคิดการแบ่งปันผลประโยชน์ อย่างหลายท่านที่นำเสนอไปแล้วว่าวันนี้อ้อยและน้ำตาลนั้น ไม่ได้เอาไปทำเฉพาะน้ำตาลเพื่อการบริโภคเท่านั้น มันสามารถที่จะเอาไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) ไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง เอาไปผลิตเป็นไบโอเคมิคอล (Biochemical) หรือแม้กระทั่ง สิ่งต่าง ๆ มากมาย และระบบดังกล่าวนั้นเรายังไม่ได้ครอบคลุมไปถึงผลผลิตที่กำลังกล่าวถึง ในขณะนี้ว่าเราจะแบ่งปันผลประโยชน์จาก ๗๐ ๓๐ นั้นได้ครอบคลุมกันทุกมิติหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะขอฝากคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นนี้ได้พิจารณาโดยยึดร่างของ ภาคประชาชนเป็นตัวหลักในการแก้ไขครั้งนี้ ขอบคุณครับ