สุรวิทย์ เสนอร่างกฎหมายอ้อย-น้ำตาลใหม่ เน้นเพิ่มมูลค่า-แบ่งผลประโยชน์เป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓

สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับใหม่เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากอ้อย พร้อมเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปของเสียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มีมูลค่า เช่น เอทานอล พลาสติกชีวภาพ และปุ๋ย โดยเสนอให้นำรายได้เหล่านี้มาคำนวณร่วมในการแบ่งผลประโยชน์กับเกษตรกร ขณะเดียวกันเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาการขาดการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ปัญหาอ้อยไฟไหม้ รถตัดอ้อย และผลกระทบจากการยกเลิกโควตา รวมถึงผลักดันการส่งเสริมการผลิตเอทานอลและการวิจัยผลิตภัณฑ์จากอ้อยมูลค่าสูง เพื่อเสริมรายได้เกษตรกรและลดอุปทานน้ำตาล ท่ามกลางอุปสรรคจากนโยบายพลังงานและภาษีความหวานที่กระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ชัยภูมิ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยท่าน ส.ส. โกศล ปัทมะ ส.ส. สมบัติ ศรีสุรินทร์ ส.ส. ไชยา พรหมา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อพร้อมกับได้บันทึกหลักการและเหตุผล บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญของพระราชบัญญัติมาเพื่อได้โปรดพิจารณาดำเนินการ ตามมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ และนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา หากสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว ขอได้โปรดนำเสนอวุฒิสภาพิจารณาตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลและความจำเป็นกระผมจะกล่าวโดยสรุป เพราะว่าได้มีหลายท่านได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันว่า โดยที่พระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทราย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานทำให้ บทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์การพัฒนา อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของอ้อย เช่น อ้อยหรือน้ำตาลทราย ปัจจุบันนำไปผลิต ผลิตภัณฑ์อื่นที่มีมูลค่าสูงขึ้นนอกจากการผลิตน้ำตาลทราย ซึ่งทำมาแล้วเป็นระยะเวลา ๒๐-๓๐ ปี เช่น ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือเอทานอล (Ethanol) เพื่อใช้ เป็นพลังงานทดแทน ผลิตอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมทางด้านการแพทย์ ทางด้าน กรดอินทรีย์ สามารถเป็นสารแต่งเติมคุณภาพอาหาร ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติก ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อม และลดปัญหา โลกร้อนโดยใช้ทดแทนการใช้พลาสติกที่ผลิตจากการกลั่นปิโตรเลียม นอกจากนี้ยังมี กรดอะมิโนที่ผลิตมาจากอ้อยสามารถใช้เป็นโปรตีนอาหารสัตว์หรือเป็นอาหารเสริม ใช้เป็น เครื่องสำอางเกี่ยวกับการตบแต่งคอสเมติกส์ (Cosmetics) นอกจากนี้ยังมีหลาย ๆ อย่างที่ จะช่วยให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น และยังเป็นการลดปริมาณน้ำตาลทรายส่งออก เมื่อเราลดปริมาณน้ำตาลทรายส่งออกก็จะทำให้ราคามีผลต่อราคาของน้ำตาลทราย ในตลาดโลก เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนต่าง ๆ ของต้นอ้อยและผลพลอยได้จากกระบวนการผลิต ยังสามารถนำไปผลิตเป็นพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ รูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น พลังงานความร้อน ไอน้ำ ก๊าซชีวภาพ และกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นมูลค่าเพิ่มอีกทางหนึ่งทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มให้กับ เกษตรกรชาวไร่อ้อย จากเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้นก็ถือว่าเป็นการช่วยเกษตรกรให้สามารถ ขายผลิตผลจากอ้อยเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นนอกจากน้ำตาลทราย อันจะเป็นประโยชน์ ต่อเกษตรกรชาวไร่อ้อย เป็นประโยชน์ต่อโรงงานน้ำตาล โรงงานผลิตภัณฑ์เคมีชีวภาพ โรงงานผลิตพลังงานทดแทนต่าง ๆ และที่สำคัญจะมีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ และประชาชน จึงต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ท่านประธานที่เคารพ ผมคงจะสรุปสั้น ๆ ว่าเดิมเรานำอ้อยไปผลิต เป็นน้ำตาลทราย นั่นก็คือสิ่งที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และโรงงานน้ำตาลผู้ผลิตน้ำตาลทราย นำผลประโยชน์ นำรายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วมาเป็น ส่วนแบ่ง เกษตรกรรับไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ รับไป ๗๐ ส่วน ๑๐๐ โรงงานรับไป ๓๐ ส่วน และต่อมามีการนำกากน้ำตาลที่ได้จากกระบวนการผลิตไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) หรือพลังงานซึ่งใช้เป็นพลังงาน ทำให้มีรายได้ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ก็มีการนำเอาส่วนที่ได้จาก กากน้ำตาลมารวมเป็นผลพลอยได้ รวมคำนวณเข้าไป แต่ปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะเรื่อง กากน้ำตาล หลายสิ่งหลายอย่างที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ในปัจจุบัน เช่น เราอาจจะนำอ้อยไปหีบได้น้ำอ้อย เอาน้ำอ้อยไปผลิตเอทานอล (Ethanol) โดยตรง ซึ่งขณะนี้ทำเป็นล่ำเป็นสันอยู่ที่บริเวณจังหวัดตาก เดิมทีเดียวเราบอกว่าอ้อยจังหวัดตาก มีสารปนเปื้อนคือแคดเมียมไม่ควรนำมาเป็นอาหารของคน ก็นำไปผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) ปรากฏว่าปัจจุบันได้ผลดี ก็มีการขยายผลออกไปที่จะนำอ้อยไปผลิตเป็น เอทานอล (Ethanol) โดยตรง ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตพลังงานได้มากขึ้น นอกจากนี้อ้อย ก็ยังนำน้ำอ้อยไปหมักเกิดกรดน้ำส้ม นำไปเป็นอาหาร กรดน้ำส้มซึ่งเราก็ใช้ใส่อาหารของเราได้ เป็นกรดแล็กติก (Lactic) นำไปผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพ พลาสติกชีวภาพจะย่อยสลายได้ ในสภาวะปกติแตกต่างจากพลาสติกที่ผลิตจากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งจะเป็นมลพิษ มลภาวะต่อโลก พลาสติกชีวภาพจากกรดแล็กติก (Lactic) ขณะนี้ก็ได้เริ่มทำ ประเทศไทย ถึงแม้จะเริ่มทำเพียงแห่ง ๒ แห่ง แต่ปริมาณการผลิตได้เป็นอันดับ ๒ ของโลก เขาก็กำลังคิด อยากจะขยาย ผมได้ไปตรวจเยี่ยม ก็พูดคุยกันหลายอย่าง ซึ่งจะไม่รบกวนเวลาในตรงนี้ นอกจากนี้น้ำอ้อยนำไปผลิตเป็นกรดอะมิโน (Amino) เป็นยารักษาโรคของคน ของสัตว์ เป็นอาหารของคน ของสัตว์ เป็นเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้มูลค่าสูง ถึงแม้จะใช้อ้อย ปริมาณน้อยแต่มูลค่าสูง ก็จะช่วยให้เพิ่มรายได้ ไม่ใช่แค่นี้ครับ น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการ ผลิตน้ำตาล เดิมทีเดียวน้ำเสียจะเป็นมลพิษ มลภาวะ มีการร้องเรียนกันว่าน้ำเสียเน่าเสีย ปัจจุบันน้ำเน่าเสียนำไปใช้ประโยชน์ครับ น้ำเสียเอาไปผลิตเป็นแก๊สชีวภาพใช้ในการหุงต้ม ใช้ในโรงไฟฟ้า ของเสียส่วนที่หมักนาน ๆ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นส่วนของแข็งหรือเวสต์เค้ก (Waste Cake) ก็นำไปใส่สารช่วยแล้วก็เกิดปุ๋ย นำไปจำหน่ายได้อีก ของเสียกลายเป็นของ มีมูลค่า สิ่งเหล่านี้จะถูกนำมาคำนวณเป็นรายได้ในการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้ เดิมทีเดียวเวลาหีบอ้อยเสร็จ กากอ้อยก็จะกรองพะเนินเทินทึกครับ บางทีก็ไฟไหม้ บางที ก็รู้สึกว่าจะต้องเสียค่ารถขนของไปทิ้ง ปัจจุบันกากอ้อยที่ได้จากการหีบอ้อย นำไปเผาทำ ความร้อนใช้ในโรงงานไฟฟ้า ในโรงงานน้ำตาล โรงงานน้ำตาลไม่ต้องซื้อไฟฟ้าแถมยังมีไฟฟ้า เหลือนำไปจำหน่ายให้กับชุมชนได้อีก นั่นก็คือสิ่งที่ไม่มีค่า สิ่งที่เป็นภาระ กลายเป็นสิ่งที่มี มูลค่าขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ควรจะได้ถูกนำมาคำนวณเป็นรายได้ให้กับเกษตรกร ซึ่งการแก้ไข พระราชบัญญัติในครั้งนี้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ละครับเป็นสิ่งที่สำคัญ พรรคเพื่อไทยก็จึงได้ นำเสนอ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่าอ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ของไทย ซึ่งปัจจุบันมีชาวไร่อ้อยรวมถึงผู้ที่ทำงานในโรงงานเป็นนับล้านคน อ้อยเป็นพืช ที่แปลกจากตัวอื่น พืชตัวอื่นจะเป็นหน้าที่ เป็นภาระ เป็นส่วนที่รับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่อ้อยเป็นพืชพิเศษมีกฎหมายรองรับ ขึ้นอยู่กับการดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม มีพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ ซึ่งได้ดำเนินการมา แล้วก็ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น กระผมคิดว่านี่คือ สิ่งที่เป็นเหตุผลและความจำเป็น และที่สำคัญครับ ในช่วงปฏิวัติรัฐประหารใหม่ ๆ ตอนนั้น ประเทศบราซิลได้ไปยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลก องค์การการค้าโลกก็ยื่นเรื่องมาที่ ประเทศไทย ประเทศไทยก็อาจจะเร็วไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบในตอนนั้น ก็ไปยกเลิกโควตา ของโรงงานน้ำตาลที่ผลิตน้ำตาล เดิมทีเดียวโรงงานน้ำตาลแต่ละแห่งจะมีโควตาการผลิต น้ำตาล มีราคาจำหน่ายน้ำตาล แต่รัฐบาลช่วงยุคปฏิวัติรัฐประหารอาจจะเร็วไป เขาบอกว่า เร็วไปหน่อยที่ไปตัดสินใจใช้มาตรา ๔๔ ก็ไปยกเลิกโควตา ก ทำให้โรงงานน้ำตาลแต่ละแห่ง แข่งขันการผลิต แข่งขันการขาย ก็เป็นเหตุผลสำคัญทำให้ราคาอ้อยในประเทศไทยทรุดลง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประกอบกับรัฐบาลในช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ ให้คนหยุด ปลูกข้าว ไปปลูกอ้อย โดยให้โอกาส ให้รางวัล ให้สิ่งจูงใจ ในที่สุดคนเปลี่ยนไปปลูกอ้อย ปลูกอ้อยมาก แต่รัฐบาลไม่มีรองรับ การลงทะเบียนผู้ปลูกอ้อยต่าง ๆ ก็ไม่ชัดเจน ก็เป็นอีก เรื่องหนึ่งที่อยากจะพูดถึงเหมือนกันครับ คนที่ไปลงทะเบียนต้องไปลงทะเบียนชาวไร่อ้อย เกษตรกรไปลงทะเบียนกับสำนักงานเกษตร ทำไม ๒ ข้อมูลนี้จึงไม่แลกเปลี่ยนกัน ก็อยากจะ ให้ถ้าไปลงทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสร็จ น่าจะได้ข้อมูลมาถึงกระทรวง อุตสาหกรรม แต่นี่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ลงทะเบียนไป กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ลงทะเบียน ก็ทำให้ข้อมูลต่าง ๆ ทำให้การลงทะเบียนไม่ชัดเจน พี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย จำนวนไม่น้อยที่ไม่มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล จากการลงทะเบียนที่เรียกว่า ยังไม่ดีเท่าที่ควร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียนว่าในเรื่องของชาวไร่อ้อยดังกล่าวนั้น ยังมีหลายเรื่องที่อยากจะฝากไว้กับคณะกรรมาธิการว่าถ้าเป็นไปได้ มีส่วนที่จะเข้าไป ปรับปรุง ไปดำเนินการในเรื่องของที่จะเข้าไปในมาตราต่าง ๆ ของร่างพระราชบัญญัติที่จะมี การแก้ไข เช่นมาตรการอ้อยไฟไหม้และรถตัดอ้อย ปัจจุบันก็ยังมีปัญหามาก บอกว่า ๓ ปี จะไม่มีอ้อยไฟไหม้ แล้วก็อ้อยไฟไหม้ที่เกิดขึ้นไปถึงก็ถูกตัดราคา ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องทบทวนครับ

เรื่องที่ ๒ การขึ้นทะเบียนชาวไร่อ้อย ที่ผมอยากจะให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน การส่งเสริมการผลิต เอทานอล (Ethanol) เป็นเชื้อเพลิง ท่านประธานที่เคารพครับ แผนพัฒนาพลังงานทางเลือก และพลังงานทดแทน ปี ๒๕๖๒-๒๕๘๐ ไปบอกว่าให้ลดเป้าหมายการผลิตเอทานอล (Ethanol) จากวันละ ๑๑.๖ ล้านลิตรต่อวัน เหลือ ๖.๖ ล้านลิตร เมื่อแผนออกมาแบบนี้ ใครจะไปลงทุนทำโรงงานเอทานอล (Ethanol) ครับ ซึ่งการนำอ้อยไปผลิตเอทานอล (Ethanol) เป็นทางที่จะช่วยให้นำอ้อยออกจากระบบได้มากที่สุด ถึงแม้ราคาจะไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่เป็นการนำออกจากระบบ ทำให้ปริมาณน้ำตาลต่าง ๆ เราลดลง นอกจากนี้ พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี ๒๕๖๒ ที่บอกว่ายกเลิกการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไปอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ ก็แสดงว่ารัฐบาลไม่สนับสนุน ไม่สนับสนุนให้การผลิตเอทานอล (Ethanol) ไม่สนับสนุนให้การนำอ้อย นำมันสำปะหลังไปผลิตเอทานอล (Ethanol) เพราะจะไม่มีการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปสนับสนุน ซึ่งก็ยังดีที่พอมีข้อผ่อนปรน อยู่บ้าง แต่ว่าในเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรค ปัญหาภาษีความหวาน การที่เครื่องดื่มต่าง ๆ มีน้ำตาลมากจะต้องเสียภาษีมาก เขาก็เลยพยายามเปลี่ยนเอาสารอื่น มาแทนน้ำตาล สารอื่นไม่ได้เสียภาษีครับ สารอื่นยังไม่เป็นการยืนยันชัดเจนว่าจะเป็น อันตรายกับมนุษย์หรือไม่ นี่ก็คือสิ่งที่ต้องทบทวนนะครับ ผมคิดว่าการสนับสนุนส่งเสริมการวิจัยการลงทุนในเรื่องของการนำอ้อยไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เป็นสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเร่งรีบและจะเป็นผู้นำในด้านนี้ นั่นคือสิ่งที่ จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อยและช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยของเราได้ ขอบคุณครับ