วีระกร คำประกอบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓

วีระกร คำประกอบ แสดงความชื่นชมร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายที่เสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งที่ทำลายผลผลิตอ้อย และเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ 70-30 ให้ครอบคลุมผลพลอยได้ เช่น เอทานอล กากอ้อย และชานอ้อย เพื่อนำรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อภาวะขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจทำให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรเดือดร้อนร่วมกันในอนาคต

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานที่เคารพครับ จากร่างพระราชบัญญัติ อ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านสุริยะได้เสนอ เมื่อสักครู่นี้ถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมนะครับที่ท่านรัฐมนตรีได้มองเห็นถึงปัญหาของอ้อย และน้ำตาลในปัจจุบัน ซึ่งก็คงจะพอสรุปได้ว่าจากการที่เมื่อ ๓ ปีก่อนหน้านี้เราได้มีการปลูก อ้อยมากครับ ถึง ๑๓๔ ล้านตันต่อปี แต่ ๒ ปีที่ผ่านมานี้เกิดภาวะแห้งแล้งจนกระทั่งอ้อย เมื่อปีที่แล้วเข้าใจว่าอยู่ประมาณ ๘๐ ล้านตันเท่านั้นเอง จาก ๑๓๔ ล้านตัน เหลือ ๘๐ ล้านตัน และจากภาวะแห้งแล้ง ๒-๓ ปีติดต่อกันมานี้ทำให้เกษตรกรหมดเนื้อหมดตัวกันเรียกว่าทั่วถึง เลยครับ จนกระทั่งไม่รู้จะปลูกอะไรกันแล้วตอนนี้ รัฐมนตรีโดยรัฐบาลท่านประยุทธ์ก็เลย พยายามทำอย่างไรจะช่วยเหลือเกษตรกร ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีสุริยะเป็นอย่างยิ่ง ที่พยายามตั้งใจจะช่วยเหลือเกษตรกร เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย ฉบับนี้ซึ่งก็สอดคล้องกันครับกับที่ผมได้เสนอ เพียงแต่ว่าทางผมเสนอนี่มันต้องผ่านเรื่องราวที่จะต้องไปประชาพิจารณ์กันก่อนก็เลยทำให้ ล่าช้าไปนิดหนึ่ง แต่ก็พิจารณาพร้อมกันครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นเราพยายามแก้ไขก็คือ ๑. ทำอย่างไรที่จะให้เอทานอล (Ethanol) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้พยายาม ผลักดันให้มาใช้ กระทรวงพลังงานนี่เขาพยายามผลักดันเอามาให้ใช้เป็นเชื้อเพลิง เติมรถยนต์ด้วย เอทานอล (Ethanol) ปกติแล้วที่ผ่านมามันทำจากโมลาส (Molasses) หรือกากน้ำตาลกับมันสำปะหลังเป็นหลัก คราวนี้ถ้าหากว่าเราเพิ่มมาเป็นอี ๒๐ (E20) มันก็ จะทำให้การใช้เอทานอล (Ethanol) มากขึ้น ทำอย่างไรจะเอาซัปพลาย (Supply) ที่มาจาก อ้อยนี่เอาไปทำเอทานอล (Ethanol) ให้มากขึ้น รัฐบาลก็พยายามที่จะเร่งรัดให้มีการใช้ อี ๒๐ (E20) ซึ่งในโอกาสที่ใกล้จะถึงนี่ละครับ ก็คงจะประกาศใช้แล้วโดยกระทรวงพลังงาน เมื่อไปใช้อี ๒๐ (E20) ก็ปรากฏว่าเอทานอล (Ethanol) ที่จะทำจากกากน้ำตาลและทำจาก มันสำปะหลังก็จะไม่พอ มันสำปะหลังนี่โดยธรรมชาติแล้วต้นทุนจะสูงกว่าที่ทำจาก กากน้ำตาล ดังนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้องเอาไปใช้ เอาน้ำเชื่อมที่มาจากโรงงานน้ำตาล คือในการทำน้ำตาลเขาก็จะเอาน้ำอ้อยมาคั้น เอาอ้อยมาบีบ เอาน้ำอ้อยออกมาแล้วก็ไปให้ ความร้อน เพื่อให้มีสภาพที่เข้มข้นขึ้นกลายเป็นน้ำเชื่อม ในส่วนที่เป็นน้ำเชื่อมก่อนที่จะไปทำ เป็นน้ำตาลทราย เขาก็จะเอาน้ำเชื่อมนี้ไปทำเป็นเอทานอล (Ethanol) คราวนี้ ในพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับก่อน ไม่ได้รวมความเอาส่วนที่จะไปทำ เอทานอล (Ethanol) นี้ให้เป็นน้ำตาลทราย ให้มาใช้ระบบ ๗๐ ๓๐ ในการแบ่งปัน ผลประโยชน์ จึงต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นนะครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็มีผล ที่จะทำให้คำว่า น้ำตาลทราย ไม่ว่าจะอยู่ในรูปใดหรือหมายถึงน้ำอ้อยซึ่งได้จากการหีบอ้อย ในกระบวนการผลิต และน้ำอ้อยซึ่งเคี่ยวเป็นน้ำเชื่อมหรือรูปอื่น เพื่อนำไปใช้ในการผลิต น้ำตาลทรายหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ท่านประธานก็คงจะเห็นว่าเขาพยายามที่จะให้เอา เอทานอล (Ethanol) นี่เข้ามาอยู่ในระบบ ๗๐ ๓๐ ตามร่างของรัฐบาลก็เช่นเดียวกันนะครับ เพื่อที่จะให้เกษตรกรได้มีรายได้ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะไปทำเอทานอล (Ethanol) ก็จะได้รับผล ๗๐ ๓๐ เช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของความต่อเนื่องที่เขียนว่า และในกรณีที่มีการนำ ผลพลอยได้มารวมเพื่อคำนวณราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย ให้หมายความรวมถึงผลพลอยได้ด้วย อันนี้พยายามเขียนเพื่อที่จะให้เอากากอ้อย ชานอ้อย ในปัจจุบันนี้ซึ่งโรงงานได้เอาไปทำพลังงาน เอาเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ ทำพลังงานไฟฟ้า ที่ใช้ทั้งในโรงงานและขายเข้าสู่กริด (Grid) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก็ดี การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ก็ดี ให้นำมาคิดเป็นผลพลอยได้เพื่อที่จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับเกษตรกร แต่ในปัจจุบันนี้ ก็ต้องเห็นใจทางโรงงานเหมือนกัน เมื่อสมัยสัก ๒๐ ปีที่แล้ว หรือ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว โรงงานน้ำตาลนี่ถ้าจะให้ผมมองในฐานะอยู่เป็นคนของเกษตรกรนี่ อยู่ฝ่ายเกษตรกร เราก็ มองโรงงานว่าเป็นผู้ที่เอารัดเอาเปรียบมาโดยตลอด เอารัดเอาเปรียบเกษตรกรมาโดยตลอด แต่ว่าในปัจจุบันนี้กรรมตามทันเหมือนกันครับ โรงงานก็จะไปไม่รอดเหมือนกันตอนนี้ เดือดร้อนไปทั่วหมด โรงงานเองก็จะไปไม่ไหว เพราะว่าไม่มีอ้อยจะเข้าแล้วครับ ปีหน้า ท่านประธานจะเชื่อไหม ผมเดาว่า ๕๐ ล้านตันนี่ไม่ถึง จาก ๑๓๔ ล้านตันที่สูงสุดเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้ว ๑๓๔ ล้านตัน ปีที่แล้วนี่ลดมาจนกระทั่ง ลดมา ๆ เนื่องจากภาวะภัยแล้ง เหลือประมาณ ๘๐ ล้านตัน ปีนี้ครับปีใหม่ที่จะถึงนี้กำลังจะเข้าฤดูหีบอีกไม่กี่วันข้างหน้า ท่านประธานจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมว่าอ้อยปีใหม่นี้จะถึง ๕๐ ล้านตันหรือไม่ถึง ๕๐ ล้านตัน ก็ยังลูกผีลูกคนนะครับ ถ้าไม่ถึง ๕๐ ล้านตันนี่โรงงานเจ๊งนะครับ แค่ ๘๐ ล้านตันนี่ก็จะไป ไม่รอดแล้วนะครับปีที่แล้ว ปริมาณอ้อยที่เข้าสู่ตลาดมีประมาณ ๘๐ ล้านตัน โรงงานก็จะไป ไม่รอดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนที่กระผมได้เขียนไว้ในกฎหมายนี่นะครับว่า ผลพลอยได้ให้นำมารวม คำนวณเป็นราคาอ้อยด้วย อันนี้เพื่อความเป็นธรรมนะครับ อยากฝากกรรมาธิการ ซึ่งผมก็คง จะไม่ได้ไปเป็นกรรมาธิการด้วยนะครับ แต่ว่าฝากกรรมาธิการด้วยว่าในส่วนนี้เห็นใจโรงงานบ้าง ก็ดีนะครับ คือแทนที่จะ ๗๐ ๓๐ เกษตรกรได้ค่ากากอ้อย ๗๐ ก็อาจจะ ๕๐ ๕๐ หรือว่า อาจจะให้เกษตรกรสัก ๓๐ ก็ยังดีครับ เกษตรกรก็ยังดีใจ ดีกว่าไม่ได้เลยครับ ปัจจุบัน มันไม่ได้สักบาทเลยนะครับ ก็ให้เขาสัก ๓๐ ก็ยังดีครับ แล้วไปให้โรงงาน ๗๐ ไม่ใช่ว่าพูดเพื่อ เชียร์โรงงาน หรือว่ารับปันผลประโยชน์อะไรมาจากโรงงานนะครับ ไม่ใช่ แต่โรงงานมันจะ ปิดกันอยู่แล้วครับ ตอนนี้มันก็แย่กันไม่รู้จะแย่อย่างไรครับ จากการที่เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วทุกคน ต้องมองเลย โรงงานน้ำตาลมันสูบเลือดจากเกษตรกรนะครับอะไรอย่างนี้ แต่วันนี้มันต่างคน ต่างร่อแร่ครับท่านประธาน ใครจะตายก่อนก็ไม่รู้ เกษตรกรตายยังพอว่านะครับ ถ้าปลูกอ้อย แล้วขายไม่ได้ราคา วันนี้หลาย ๆ คนเขาหันไปปลูกข้าวโพดกันเสียแล้วครับ ชาวไร่อ้อย จำนวนไม่น้อยที่เลิกปลูกอ้อยในปีนี้ หันไปปลูกข้าวโพด เพราะข้าวโพดประเทศไทยเราผลิต ได้ประมาณ ๕ ล้านตัน เราใช้ประมาณ ๘ ล้านตัน ยังไม่พอครับ บัดนี้ต้องไปพึ่งพาข้าวโพด จากเพื่อนบ้านบ้าง การนำดีดีจีเอส (DDGS) กากข้าวโพดมาจากต่างประเทศบ้าง อะไรต่าง ๆ เพื่อที่จะมาทำโรงงานอาหารสัตว์ แต่ว่าวันนี้ก็เลยทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่เลิก การปลูกอ้อย อย่างที่ผมบอกแล้วว่าอ้อยปีใหม่นี้จะถึง ๕๐ ล้านตันหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ผมยังว่าลูกผีลูกคนนะ ถ้า ๕๐ ล้านตัน ผมว่าหลาย ๆ โรงงานที่กำลังขยายก็ดี หรือแม้กระทั่ง โรงงานเกษตรไทยที่นครสวรรค์ที่กำลังทำโรงเอทานอล (Ethanol) ก็ดี ร่วมกับ ปตท. ผมว่าสลบก็แล้วกันนะครับ ถ้าเจออ้อยเหลือ ๕๐ ล้านตันนี่สลบ เพราะฉะนั้นก็เห็นใจไม่น้อย นะครับสำหรับโรงงาน เพราะโรงงานอยู่ไม่ได้ เกษตรกรก็อยู่ไม่ได้ ถ้าโรงงานพอไปไหว เกษตรกรพอไปรอดมันก็จะเป็นผลพวงที่ดีนะครับ บังเอิญครับท่านประธาน โควิด (COVID) มันเป็นอะไรที่แปลกประหลาด มันทำให้ราคาน้ำตาลตลาดโลกมันลงทั้ง ๆ ที่เกิดภัยแล้ง ทั่วนะครับ อ้อยทั้งโลกลดลงเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย บราซิล อะไรต่าง ๆ ที่เขาปลูก เกิดภาวะภัยแล้งทั่วไป ปริมาณอ้อยในตลาดโลกลดลงเยอะ แต่ถามว่าทำไมราคาอ้อย จึงไม่ขึ้น มันเกิดโควิด (COVID) นี่ละครับ เพราะโควิด (COVID) ก็เกิดล็อกดาวน์ (Lockdown) ล็อกดาวน์ (Lockdown) เสร็จ น้ำมันก็ใช้น้อยลง ราคาน้ำมันตกเท่าไร ราคาเอทานอล (Ethanol) ก็ตกเท่านั้นละครับ ก็เลยทำให้บราซิลแทนที่มันจะเอาไปทำ เอทานอล (Ethanol) เพราะเอทานอล (Ethanol) มันเป็นแอลกอฮอล์ครับท่านประธาน มันเก็บนานไม่ได้หรอก เก็บนานมันบูดครับ มันเสีย เขาก็เลยจำเป็นที่จะต้องเอามาทำน้ำตาลทราย ตลาดโลกจึงเต็มไปด้วยน้ำตาลทรายครับ ล้นตลาดโลก ราคาน้ำตาลทรายขึ้นไปจนถึง ๑๖ เซนต์แล้วนะครับ ลดลง ๆ จนเหลือประมาณ ๑๐ เซนต์ครึ่ง ตอนนี้ขึ้นไปบ้าง คงจะขึ้น ตามน้ำมันไปบ้างนะครับ เพราะน้ำมันก็ขึ้นไปแล้ว ไปถึง ๕๐ เหรียญแล้ว ก็เชื่อว่าเอทานอล (Ethanol) ก็คงจะขึ้นไปบ้าง เพราะฉะนั้นราคาน้ำตาลทรายก็จะเกาะกับราคาเอทานอล (Ethanol) นี่นะครับ เมื่อเอทานอล (Ethanol) ราคามันตก เนื่องจากน้ำมันมันตกเอทานอล (Ethanol) ก็ตก ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกก็ตกไปด้วย ทำให้เกษตรกรแทนที่จะได้รับ อานิสงส์บ้างเล็กน้อยจากการที่มันแล้งกันทั่วโลก ทำให้น้ำตาลทรายในตลาดโลกลดลง แล้วกลายเป็นน้ำตาลทรายตลาดโลกเพิ่มขึ้นครับ ราคาน้ำตาลตกต่ำลงอีก ก็เลยเกิดเป็น ซวยซ้ำสองครับ ปีที่ผ่านมานี้ จึงทำให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยไม่มีเงินเลยนะครับ แย่เลย ครับ ขายจนไม่รู้จะขายอะไรแล้วนะครับ เกษตรกรชาวไร่อ้อยในจังหวัดนครสวรรค์นี่แย่เลย ครับ หลาย ๆ อำเภอ แม้กระทั่งกำนันแหวนของผม กำนันตำบลนิคมเขาบ่อแก้วนี่เลิกปลูก อ้อยเลย หมดตัวครับ อันนี้ก็น่าเห็นใจทั้งเกษตรกร ทั้งโรงงาน

ในส่วนที่เราแก้ไขในส่วนต่อไป ก็คือในมาตรา ๖ ซึ่งอยากให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยกรุณาได้พิจารณาด้วยนะครับ ซึ่งในส่วนของท่านก็คงจะมีเช่นเดียวกันก็คือ มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความใน (๑๘) ของมาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗ และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน (๑๘) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจำหน่ายน้ำตาลทรายเพื่อใช้บริโภค ในราชอาณาจักร ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อคราวที่แล้วน่าจะประมาณไม่กี่ปีมานี่นะครับ ประมาณ ๕ ๖ ๗ ปี มานี่อยู่แถว ๆ นี้ บราซิลเขาประท้วงครับว่าประเทศไทยทำผิด ข้อสนธิสัญญาแกตต์ (GATT) นะครับ ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เขามีในเรื่องของการค้าเสรีว่า ห้ามให้ประเทศไทยทำการอุดหนุนอะไรต่าง ๆ ในส่วนนี้บราซิลเขาประท้วงว่าประเทศไทย มีโควตา ก คำว่า โควตา ก ขออนุญาตอธิบายนิดหนึ่งก็คือเป็นโควตาในสัดส่วนที่เราขาย ภายในประเทศ เราให้คนไทยช่วยกันกินน้ำตาลในราคาแพงครับ พูดง่าย ๆ ว่าปัจจุบันนี้ ถ้าเป็นราคาปัจจุบันนะครับก็เป็นราคาที่เราขายกันอยู่ในประเทศประมาณ ๑๗ บาท แต่ว่า ราคาน้ำตาลตลาดโลกจะอยู่ที่ประมาณ ๑๔ บาท ราคามันจะต่างกันอยู่ประมาณนี้ ๓ บาท ๔ บาท ก็ทำให้การที่เราขายเพื่อบริโภคภายในประเทศเอาไปถัวกันกับการที่โรงงานน้ำตาล เขาส่งออกไปต่างประเทศ บราซิลก็เลยประท้วงว่าจากการที่ประเทศไทยมีโควตา ก ขายในประเทศในราคาที่สูง จึงเอาน้ำตาลไปดัมป์ (Dump) ตลาดโลกในราคาที่ต่ำกว่า คนอื่นเขา บราซิลก็เลยประท้วงไปที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็สั่งให้ ประเทศไทยยกเลิกโควตา ก การที่เราเขียนเพื่อเปิด (๑๘) นี่นะครับ ไม่ได้แปลว่าจะเอา โควตา ก มาทั้งดุ้นนะครับ แต่เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเรียนว่าแม้ในปัจจุบันนี้โรงงานน้ำตาลทราย ในประเทศไทยซึ่งมีอยู่ ๕๗ โรง ก็ได้ทำสัญญาเหมือนสัญญาสุภาพบุรุษต่อกันนี่ล่ะครับว่า เราขายมาช่วยกันนะ เราจะไม่มีการดัมป์ (Dump) ราคาขาย เราขายในประเทศเราจะขาย ๑๗ บาท สมมุติอย่างนี้นะครับ เราจะขายกันอยู่ที่ ๑๗ บาทนะ เพื่อที่จะได้มีเงินไปเจือจุน ให้กับโควตา ๗๐ ๓๐ ให้กับเกษตรกรได้ผลประโยชน์มากขึ้น แต่ปรากฏว่าโรงงาน ๕๗ โรงนี่ ก็เบี้ยวกันเองครับ ทีแรกก็สุภาพบุรุษดีตอนหลังไม่ค่อยจะสุภาพบุรุษแล้ว มือใครยาว เพราะอย่างที่ผมเรียนท่านประธานแล้ว โรงงานมันก็จะไปกันแล้วครับ ตัวใครเอาตัวรอดกัน ไว้ก่อนอย่างไรก็แอบขายราคาต่ำกว่าที่ตกลงในสัญญาสุภาพบุรุษกัน ดังนั้นการที่เราเขียน กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการจำหน่ายน้ำตาลในประเทศ จึงเป็นช่องทางที่ กระทรวงอุตสาหกรรมของท่านรัฐมนตรีสุริยะนี่ครับจะได้วางกฎเกณฑ์ เพื่อให้ขาย ในประเทศไม่ให้เบี้ยวราคากัน ทำอย่างไร มันจะคล้าย ๆ โควตา ก เก่านั่นละครับ แต่ว่า ทำอย่างไรไม่ให้ดับเบิลยูทีโอ (WTO) เขาว่าเราได้นะครับ หาช่องทางย่อย ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ เหมือนสัญญาสุภาพบุรุษที่ทำกันอยู่ในขณะนี้แต่ให้มันบุรุษจริง ๆ นะครับ สุภาพบุรุษจริง ๆ ไม่ใช่สุภาพบุรุษบ้าง แล้วก็แอบขายกันใต้โต๊ะในราคาที่ต่ำกว่า ๑๗ บาทบ้างอะไรอย่างนี้ครับ ก็ทำอย่างไรที่จะวางหลักเกณฑ์ตัวนี้ครับ เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรได้รับอานิสงส์จากราคา ที่คนไทยเราต้องบริโภคน้ำตาลแพงขึ้นให้ได้อานิสงส์ในส่วนนี้ขึ้นมาบ้าง เพราะฉะนั้นก็จึง อยู่ในมาตรา ๖ (๑๘)

ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงอาจจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องนัก แต่ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมไปด้วยนะครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ก็นั่งฟังอยู่ตรงนี้ด้วย ในปัจจุบันนี้เอทานอล (Ethanol) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้อง กับอ้อยโดยตรงมันสามารถทำด้วยมันสำปะหลังแต่จากในปัจจุบันนี้คนไทยไปลงทุนซื้อ มันสำปะหลังจากลาว ลักลอบเข้ามากันเป็นจำนวนมากเลยครับในปัจจุบันนี้ ทำให้ราคา มันสำปะหลังซึ่งประเทศไทยก็ซื้อขายกันอยู่ประมาณ ๒.๓๐ บาท ๒.๔๐ บาทนี่ พอเอาเข้ามา เยอะ ๆ เข้า ปกติแล้วมันทำเพื่อรีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) นะครับ มันสำปะหลังที่ทำที่ลาว นำเข้ามาเพื่อไปรีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) ส่งไปต่างประเทศ ในขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่จีน เขาขาดแคลนมันเส้นครับท่านประธาน เขาต้องการใช้มันเส้นเยอะ ราคาที่เขาซื้ออยู่ใน ขณะนี้เอฟโอบี (FOB) อยู่ที่ประมาณ ๒๗๐ เหรียญครับ ราคาที่จีนซื้อนะครับ ตันละ ๒๗๐ เหรียญ มันเส้น ขอฝากไปด้วยว่าคือมันจะเท่ากับราคาประมาณ ๘ บาท มันเส้นนะครับ ในประเทศ ถ้าตีไปแล้วก็จะประมาณเอฟโอบี (FOB) เท่ากับ ๘ บาทต่อกิโลกรัม หรือถ้าคิดเป็นมันสดก็จะประมาณเกือบ ๓ บาทต่อกิโลกรัม แต่ปรากฏว่ามันเจ้ากรรมที่มา จากประเทศลาวนี่ละ ที่จริง ๆ มันควรจะรีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) มันไม่รีเอกซ์ปอร์ต (Re-Export) สิครับ มันเอามาขายกันในประเทศครับ กดราคาจนกระทั่งพี่น้องเกษตรกร ชาวมันสำปะหลังราคาตกลงมาเหลือ ๒.๑๐ บาท จริง ๆ อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าราคามันควร จะประมาณเกือบ ๓ บาท เพราะจีนต้องการใช้มากเหลือเกินครับ ผู้ที่ส่งออกก็เอามันจาก พวกนี้ครับ เอามันจากประเทศลาวเอามากดราคาการรับซื้อตามลานมันอะไรต่าง ๆ ราคา จึงตกลงมาเหลือ ๒.๑๐ บาท ฝากท่านด้วยใน ๒ เรื่องนี้ จริง ๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่อง ของอ้อย แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องของเกษตรกร แล้วก็มีส่วนเกี่ยวข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องของเอทานอล (Ethanol) ด้วย มันจะทำให้ราคาอ้อยตกลงด้วย เนื่องจากว่ามันเอา มันสำปะหลังราคาถูกจากประเทศลาวซื้อกันอยู่ประมาณ ๑.๓๐ บาท ฝั่งลาวนะครับ ประเทศไทย เราขายอยู่เดิม ๒.๔๕ บาท ๒.๕๐ บาท ตอนนี้ตกมาเหลือ ๒.๑๐ บาทแล้วนะครับ ก็ฝากท่านที่ เกี่ยวข้องนั่งอยู่ในที่นี้เยอะเลยที่เกี่ยวข้องช่วยกันระดมพลอย่าให้มันสำปะหลังจากลาวมากด ราคามันสำปะหลังของเกษตรกรไทยได้นะครับ ถือว่าเกษตรกรไทยใครปลูกมันสำปะหลัง ก็ถือว่าจนสุดขีดแล้วครับ ยังจะจนลงไปอีกครับ แย่เลยท่านประธานครับ ก็ขอฝาก กรรมาธิการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ได้ช่วยตามที่กระผมได้กราบเรียนไปแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ