ณัฐวุฒิ บัวประทุม ชี้แจงและหารือประเด็นการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงปัญหาการพิสูจน์สถานะสัญชาติและสิทธิของชนกลุ่มน้อย โดยย้ำว่าอุปสรรคหลักไม่ได้อยู่ที่กฎหมายแม่บท แต่เป็นระเบียบที่จำกัดเฉพาะผู้มีสัญชาติไทย พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบ เร่งพิจารณาคืนสิทธิคนไทยพลัดถิ่น และผลักดันกฎหมายแม่บทเพื่อคุ้มครองสิทธิและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์อย่างเป็นระบบ รวมถึงการศึกษาการใช้งบประมาณและสาธารณูปโภคในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม.
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการครับ ผมขออนุญาตตอบข้อชี้แจงของเพื่อนสมาชิก ซึ่งได้กรุณาให้ความเห็น ต่อรายงานของคณะกรรมาธิการอยู่จำนวนทั้งสิ้นถึง ๒๐ ท่านนะครับ ซึ่งในรายละเอียด เพิ่มเติมนั้น ท่านที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ ท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ และท่านประธานคณะกรรมาธิการจะได้ชี้แจงเพิ่มเติมครับ
สิ่งแรกเลยที่อยากจะตอบท่านสมาชิกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ที่ท่านได้กรุณาพูดถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะลงไปอีกครับว่า ในส่วนของพี่น้องชาติพันธุ์นั้น ยังมีเด็กที่เป็นเด็กกำพร้าที่อยู่ในสถานดูแลต่าง ๆ ยังมีผู้หญิง ที่เข้าไม่ถึงสิทธิต่าง ๆ ยังมีผู้สูงอายุ ยังมีผู้พิการ สิ่งเหล่านี้คณะกรรมาธิการตระหนักดีครับ คณะกรรมาธิการอาจจะไม่ได้ศึกษาทั้งหมดในรายงานฉบับนี้ แต่คณะกรรมาธิการพูดถึง รายงานฉบับนี้ในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการห้าม มิให้มีการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามมิให้มีการเลือก ปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอนุสัญญาสิทธิเด็ก ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องนำ สิ่งเหล่านี้ไปศึกษาต่อครับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการเข้าไม่ถึงสิทธิในฐานะผู้พิการ และผู้สูงอายุนั้น ทางคณะกรรมาธิการเองได้มีโอกาสศึกษาแล้วพบว่าตัวกฎหมายแม่บท ทั้ง ๒ ฉบับนั้นมิได้มีปัญหาครับ แต่มีการออกระเบียบ มีการออกกฎกระทรวงที่ระบุว่า ผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่จะเข้าถึงสิทธินั้น จะต้องเป็นผู้พิการซึ่งมีสัญชาติไทยเท่านั้น ฉะนั้น ข้อห่วงใยของทั้ง ๒ ท่าน ทางคณะกรรมาธิการจะได้รับไปศึกษาพิจารณาเพิ่มเติมต่อครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ กรณีของท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ท่านได้กรุณาฝาก และท้วงติงถึงประเด็นเรื่องของการคืนสิทธิให้พี่น้องคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทางคณะกรรมาธิการมีข้อมูลอยู่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของหมู่บ้านมะลิวัลย์ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของด่านสิงขร ไม่ว่าจะเป็นจำนวน ๗๕,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลข ที่ท่านให้กับทางที่ประชุมแห่งนี้ เรื่องเหล่านี้ทางคณะกรรมาธิการจะรับไปดำเนินการต่อครับ เพราะว่ากรณีของการคืนสิทธิให้กับพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นนั้น มีรายละเอียดที่แตกต่างกับ กรณีของการให้สิทธิกับพี่น้องชาติพันธุ์ที่ดำรงชีวิตอยู่ในประเทศไทย แน่นอนครับ ในเชิง ความเป็นมนุษย์นั้นไม่ได้แตกต่างกัน แต่ในเชิงข้อกฎหมาย ในเชิงระเบียบ ในเชิงวิธีปฏิบัติ ในเชิงนโยบายนั้น อาจจะมีความแตกต่างกันอยู่สักเล็กน้อย นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ
ประเด็นที่ ๓ กรณีการตอบข้อซักถามของท่านพีรเดช คำสมุทร ท่านละออง ติยะไพรัช ท่านสุทา ประทีป ณ ถลาง ซึ่งทั้ง ๓ ท่านได้กรุณาให้รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับ การพิสูจน์สถานะ หรือการพิสูจน์สัญชาติของพี่น้องชาติพันธุ์ครับ ความจริงเรื่องเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการหลายคณะครับ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการความมั่นคง คณะกรรมาธิการการปกครอง คณะกรรมาธิการกฎหมาย ผมขออนุญาตแค่ยกบางประเด็น นะครับว่าข้อห่วงใยของท่านนั้นเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร และสิ่งที่คณะกรรมาธิการศึกษานั้น มีอะไรบ้าง เช่น กรณีเรื่องของการแต่งงานและมีการแปลงสัญชาตินั้น ทางคณะกรรมาธิการ ชุดใหญ่เองได้มีการเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงไม่นานมานี้ และอยู่ในระหว่างที่เรากำลัง จัดทำรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการลดอายุผู้สูงอายุ เพราะว่าเวลาถ้าตั้งเกณฑ์ผู้สูงอายุเป็น ๖๐ ปี แต่กลายเป็นว่าต้องรอถึงอายุ ๖๐ ปี ถึงจะได้ สิทธิในการแปลงสัญชาตินั้น มันไม่สามารถเข้าถึงหรือตอบโจทย์ในการใช้ชีวิตต่อ ความจริง จะลดอายุลงมาจะเป็น ๕๕ ปี จะเป็น ๕๐ ปี หรือจะเป็น ๔๕ ปีนั้น ทางคณะกรรมาธิการเห็นด้วยในหลักการครับ อยู่ในระหว่างที่คณะกรรมาธิการชุดใหญ่กำลัง พิจารณาศึกษาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายได้ซึ่งดูจากฐานภาษี ซึ่งครอบครัวใดที่มีรายได้ไม่ถึง ๔๐,๐๐๐ บาทต่อปีนั้นจะไม่สามารถนำมาสู่เงื่อนไขการพิจารณาเรื่องสัญชาติได้นั้น ประเด็น เหล่านี้เราตระหนักครับ
แถมยังมีประเด็นในเชิงการพิสูจน์สถานะซึ่งหลายท่านห่วงใยเรื่องการตรวจ ดีเอ็นเอ (DNA) นะครับ ในความเป็นจริงแล้วทางคณะกรรมาธิการได้ค้นพบว่าในกรณี การใช้ค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์สถานะซึ่งงบประมาณเดิมปกติของกระทรวงมหาดไทย มีอยู่ที่แค่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาทต่อปีนั้น แต่ในกรณีการพิสูจน์จากเด็กไปยังผู้ปกครอง ยังมีกองทุนคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ซึ่งมีกองทุนเหล่านี้อยู่ในทุกจังหวัดที่สามารถเบิกจ่าย วงเงินได้ครับ แต่ด้วยความเคารพนะครับ สิ่งที่เราค้นพบก็คือว่ามีการใช้จ่ายเงินจากกองทุน คุ้มครองเด็กในการพิสูจน์สถานะน้อยมากครับ มีแค่บางกรณี เช่นที่จังหวัดอุบลราชธานี เท่านั้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะชี้แจงท่านครับ
ในประเด็นที่ ๔ เป็นข้อห่วงใยของทางเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะเป็นท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ท่านมานพ คีรีภูวดล ในเรื่องของการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ทั้งน้ำประปาและไฟฟ้า ท่านเสนอว่าควรจะมีการศึกษาร่วมกันหรือไม่ ผมเห็นต้องด้วย ในหลักการนะครับ ผมเองในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็เป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ที่อยู่กับท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ เราเองได้ไปดูพื้นที่ล่าสุดก็ที่แม่ฮ่องสอน ที่ปายครับ แล้วเห็นด้วยว่าเราจำเป็นต้องพูดถึงกฎเกณฑ์ เปลี่ยนกติกาต่าง ๆ ในแง่ของ การพิสูจน์เรื่องของการเดินสายไฟ พิสูจน์เรื่องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำต่าง ๆ ซึ่งเรื่อง เหล่านี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานและเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับที่เราไม่อาจจะเขียน ทั้งหมดอยู่ในรายงานฉบับนี้ได้ครับ
ในประการสุดท้ายครับท่านประธานครับ เป็นกรณีการตอบประเด็นของ ท่านมานพ คีรีภูวดล ท่านอภิชาติ ศิริสุนทร ที่พูดถึงเรื่องของการรวมกฎหมายต่าง ๆ ผมขออนุญาตย้ำแบบนี้นะครับว่ารายงานฉบับนี้เราศึกษาปัญหาและแนวทางการส่งเสริม และคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ครับ แต่คณะกรรมาธิการยังมีรายงานอีกฉบับหนึ่งที่ในนามของ คณะอนุกรรมาธิการกำลังศึกษาว่าถ้าจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายที่พูดถึงการคุ้มครอง และอนุรักษ์ ตลอดจนการส่งเสริมและปกป้องพี่น้องชาติพันธุ์นั้น หน้าตาของกฎหมาย จะเป็นอย่างไร ซึ่งขณะนี้ตัวรายงานนั้นเสร็จแล้วนะครับ อยู่ในระหว่างที่เรากำลังจะดูร่าง พ.ร.บ. ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และผมคาดว่าไม่นานจากนี้ร่างรายงานฉบับนั้นก็จะถูกเสนอ ในสภาแห่งนี้เช่นเดียวกัน เพื่อจะตอบโจทย์ว่าเราควรจะมีกฎหมายที่พูดถึงชนเผ่าพื้นเมือง ที่พูดถึงการอนุรักษ์ ที่พูดถึงการคุ้มครอง ที่พูดถึงการส่งเสริมพี่น้องชาติพันธุ์เป็นกฎหมาย ฉบับเดียวกันครับ นั่นคือ ๕ ประเด็นเพิ่มเติมที่ผมอยากจะนำเรียนครับ แต่อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งที่ผมจำเป็นต้องพูดย้ำครับ เฉกเช่นเดียวกันกับท่านนิติพล ผิวเหมาะ ที่ได้กรุณาพูดคนสุดท้ายเมื่อสักครู่ครับ ในระหว่างที่ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษานั้น มีพี่น้องหลายท่านตั้งคำถามว่าถ้าเราเป็นคนเมืองเดินไปเที่ยวพี่น้องชาติพันธุ์ เราอยากให้เขา อนุรักษ์วิถีชีวิต อยากจะให้เขาอนุรักษ์ความเป็นดั้งเดิมแบบของเขาไว้ เราไม่ปฏิเสธครับ และพี่น้องชาติพันธุ์เห็นด้วยกับการอนุรักษ์และสมควรที่จะได้รับการปกป้องวิถีชีวิตครับ แต่การเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงโอกาสนั้นเป็นเรื่องของการที่ทุกคนควรได้รับ เฉกเช่นเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการของเราซึ่งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ จะได้รับไปดำเนินการต่อกับทุกข้อสังเกตในวันนี้ครับ ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมแต่เพียง เท่านี้ครับท่านประธานครับ