สาทิตย์ ชี้แนวคิดรัฐรวมศูนย์ล้าสมัย เสนอยกเลิกเหลื่อมล้ำไฟฟ้า-คุ้มครองชุมชน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือประเด็นนโยบายรัฐต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเรียกร้องให้ปรับจากระบบรัฐรวมศูนย์มาเป็นการยอมรับสิทธิและอัตลักษณ์ของชุมชน พร้อมเร่งดำเนินตามมติ ครม. ปี 2553 ที่ยังค้างอยู่ในหลายด้าน เช่น โฉนดชุมชน สิทธิประมง การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการออกบัตรประชาชนให้กลุ่มชาติพันธุ์และคนไทยพลัดถิ่น รวมทั้งทักท้วงเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านค่าไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่ราชการที่จ่ายแพงกว่าแม้ได้รับรองการใช้ไฟฟ้าถาวร และเรียกร้องให้หน่วยงานปฏิบัติตามมติอย่างจริงจังพร้อมผลักดันกฎหมายคุ้มครองสิทธิชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอชื่นชม คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้จัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็นำมาเสนอต่อสภา ซึ่งใน หลายเรื่องนี่เป็นเรื่องซึ่งเขียนไว้ในข้อสังเกต แล้วก็มีข้อเท็จจริงซึ่งทำไว้ได้ดีมากนะครับ แล้วก็สมควรที่จะส่งไปยังรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีเพื่อที่จะดำเนินการต่อไปครับ

ประเด็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์นี่ความจริงแล้วเป็นประเด็นซึ่งค่อนข้างจะเป็น เรื่องที่เรียกว่าใหม่สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินในประเทศไทยตลอดระยะเวลาหลายปี ที่ผ่านมานะครับ ประเด็นเรื่องของการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลาย มันเป็นเรื่องที่ต้อง ปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ครับ แล้วในรายงานฉบับนี้ได้มีการอ้างถึงมติคณะรัฐมนตรีมติหนึ่ง ก็คือ มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ปี ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นมติ ครม. ชุดที่มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กระทรวงวัฒนธรรมในขณะนั้นก็คือ คุณธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส. จังหวัดตราด ผมเองก็เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งให้การรับรองมติ คณะรัฐมนตรีฉบับนี้ด้วย ต้องเรียนท่านประธานครับว่าแนวคิดกรรมาธิการกับแนวคิดของมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ตรงกัน มันเป็นเรื่องของการปรับแนวคิดใหม่ จากการเอารัฐเป็นใหญ่ แล้วก็กำหนดทุกอย่างจากส่วนกลาง เป็นการไปยอมรับสิทธิความมีอยู่ ความมีตัวตน ความมีอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในสังคมไทยของเรา เราคงจำได้ถึงคำว่า สยามประเทศ นั่นก็คือความสวยงาม ความหลากหลายของพหุวัฒนธรรมที่มีในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมารัฐเป็นใหญ่ มักจะกดทับสิ่งเหล่านี้เอาไว้ มติ ครม. เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ได้ถูกกำหนดไว้ภายใต้แนวคิดนี้ ซึ่งในขณะนั้นกำหนดเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นมาตรการ ฟื้นฟูระยะสั้นให้ดำเนินการใน ๖-๑๒ เดือน ซึ่งต้องยอมรับครับท่านประธานว่าดำเนินการ ด้วยความยากลำบากมาก เพราะยังมีกรอบแนวคิด ทัศนคติของระบบราชการเดิมของเรา ซึ่งฝังรากลึกอยู่ แล้วพยายามใช้กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเป็นส่วนกลางไปดำเนินการ ซึ่งในหลายประเด็นมันใช้ไม่ได้กับกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น มติ ครม. วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ บอกว่าต้องสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยด้วยการจัดทำโฉนดชุมชน เพื่อที่จะให้เป็น เขตสังคมและวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาวเล หรือกลุ่มอื่น ๆ ที่มีการเขียนถึงเอาไว้ แต่ว่า ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปีจนถึงวันนี้ครับ เรื่องนี้ยังไม่สำเร็จ กลายเป็นภาคประชาชนที่เป็น คนประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษเอง เรื่องนี้กระทรวงวัฒนธรรมควรรับไปและไปดำเนินการ ต่อนะครับ แม้กระทั่ง คทช. ยังไม่ใช่เป็นประเด็นเดียวกับประเด็นนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ต้องมี การปรับ ในเรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันนะครับ ผมเรียนท่านประธานว่าในมติ ครม. วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่พูดถึงเรื่องมาตรการฟื้นฟูระยะสั้น มีการพูดถึงเรื่องการเข้าถึงทรัพยากร ก็คืออาชีพประมง การหาทรัพยากรตามชายฝั่งต่าง ๆ ซึ่งชาวบ้านที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เขาจำเป็นต้องมีเขตพื้นที่ของเขาด้วย เพราะไม่สามารถที่จะไปสู้ระบบของประมงขนาดใหญ่ได้ เรื่องนี้ก็ยังไม่ได้มีการกำหนดแนวทาง ทิศทางของกรมหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อย่างเป็นรูปธรรมครับ เรื่องสาธารณสุขก็ดี เรื่องบัตรประชาชนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ในเวลานั้นครับ ยุครัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ มีกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เดินทางมาหน้ารัฐสภาในขณะนั้น เรียกร้องขอให้มี บัตรประชาชนเพราะเขาเป็นคนไทย แต่วันดีคืนดีมีการยกดินแดนให้กับทางประเทศอื่นไป กลุ่มคนเหล่านั้นซึ่งก็เป็นคนไทยก็กลายเป็นคนที่ไม่ใช่คนไทย เขาไม่ต้องการแปลงสัญชาติ แต่เขาอยากได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ตอนนั้นผมเป็นคนรับเรื่องมาครับ ในฐานะเป็น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกกฎหมายฉบับหนึ่งเรียกว่า พระราชบัญญัติ สัญชาติ ซึ่งเป็นฉบับที่ ๕ ทำงานร่วมกันหลายฝ่ายครับ แต่จนถึงบัดนี้กระทรวงมหาดไทยที่ทำ ทำไปได้เพียง ๗,๐๐๐ คน ยังตกค้างอีก ๑๕,๐๐๐ คน เป็นกระบวนการล่าช้าของ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยควรรับไปและไปดำเนินการนะครับ เรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันครับ ขณะนี้พี่น้องชาวเล มอแกน พี่น้องมอแกลน พี่น้องอื่น ๆ ก็ยังมีปัญหาเรื่องบัตรประชาชนอยู่ และกระทรวงมหาดไทยควรจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระ และควรจะทำให้จริงจังด้วยนะครับ

นอกจากนั้นแล้วมีอยู่ประเด็นหนึ่ง อาจจะดูเป็นประเด็นเล็ก ๆ แต่ผมคิดว่า มันเป็นประเด็นใหญ่เหมือนกัน มี ส.ส. อภิปรายไปแล้ว ก็คือที่ท่านไปพบพี่น้องที่เป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ แล้วเขาร้องเรียนเรื่องปัญหาค่าครองชีพที่มาจากเลขที่บ้านชั่วคราว ซึ่งเสียค่าไฟฟ้า มากกว่าอัตราที่เก็บจากเลขที่บ้านทั่วไป เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่กลุ่มชาติพันธุ์ท่านประธานครับ กลุ่มพี่น้องชุมชนริมทางรถไฟ คนซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ถูกป่าประกาศทับ ไม่ว่าป่ารุกคน คนรุกป่า เจอเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้านี่กระอักทุกคนนะครับ เพราะกลายเป็นต้องใช้มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ ชั่วคราว แล้วเก็บอัตราค่าไฟฟ้าที่แพงมากครับ ผมเองเคยยื่นเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการชุดคุณรังสิมา รอดรัศมี คือคณะกรรมาธิการ สวัสดิการสังคม แล้วเชิญการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เชิญทางการประปา มาพูดคุยว่ากลุ่มคนที่เข้าไปอยู่ในที่เหล่านี้ หลายที่เขาไม่มีที่จะไป เพราะเป็นคนไร้ที่ทำกิน ก็ต้องไปอยู่ในที่ดินของรัฐ รัฐเองก็มีแนวทางจะแก้ไขปัญหาให้เขาแต่ความเหลื่อมล้ำคือกลุ่ม คนเหล่านี้ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราเดียวกับที่บริษัทก่อสร้างขอติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าเพื่อไปทำ รับเหมาก่อสร้างในตึกมันคือความไม่เป็นธรรมครับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคตอบหนังสือกลับมา ในขณะนั้นว่าคณะกรรมการกิจการพลังงานมีการประชุมเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ปี ๒๕๖๓ บอกว่าได้แจ้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ให้กำหนดหลักเกณฑ์ผ่อนผัน ให้กลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่อยู่ในที่ราชการ เอกชน ป่าสงวน สามารถจัดเข้าเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท ถาวรได้ คือเหมือนคนทั่วไปแล้วจ่ายค่าไฟถูกกว่า แต่ปัญหามันไม่สุดท่านประธานครับ การไฟฟ้า ส่วนภูมิภาคไปกำหนดหลักเกณฑ์ว่าคนที่จะไปขอใช้ไฟฟ้าในที่ประเภทเหล่านี้ต้องมีหนังสือ รับรองจากส่วนราชการซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เช่น คนอยู่ในพื้นที่ป่าต้องไปขอหนังสือรับรอง จากกรมป่าไม้ คนที่อยู่ในที่รถไฟต้องขอหนังสือรับรองจากการรถไฟ ในข้อเท็จจริงไม่มีทาง ทำได้ครับ เพราะรถไฟก็บอกว่าต้องเช่าที่ก่อน แล้วก็ยังไม่มีนโยบายให้เช่า ป่าไม้ก็บอกว่า ยังเป็นป่าไม้ก็ยังไม่ให้ เพราะฉะนั้นที่กรรมการกำกับกิจการพลังงานทำหนังสือไปถึง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กับการไฟฟ้านครหลวง รวมถึงการประปาทั้งประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวงด้วย ยังไม่สามารถจะเป็นความจริงได้ การไฟฟ้าบางที่ ยกตัวอย่างเช่น การไฟฟ้าภูมิภาคอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ไม่ยอมรับคำขอใช้ไฟฟ้าของคนที่อยู่ในพื้นที่ เหล่านี้ด้วยซ้ำไป นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ไปซ้ำเติมกดทับความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ก็ดีของกลุ่มคน ที่เป็นปัญหาเหล่านี้ด้วยในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานครับผมจึงสนับสนุน รายงานของกรรมาธิการชุดนี้ครับ ที่สุดของข้อเสนอกรรมาธิการชุดนี้คือการไปออกเป็น กฎหมาย ซึ่งผมเข้าใจว่าคงรอมติ ครม. ซึ่งรอมา ๑๐ ปีแล้ว ให้เป็นรูปธรรมไม่ได้เลยอยากจะ ผลักดันกฎหมาย เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นท้าทายครับ สำหรับความคิดของ รัฐสมัยใหม่ ซึ่งต้องยอมรับความมีอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ เพราะนี่คือสิทธิชุมชนที่เขามี อยู่ทั้งโดยธรรมชาติและถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ผมจึงขออภิปรายเพื่อสนับสนุนรายงาน กรรมาธิการชุดนี้และอยากจะให้ส่งไปยังคณะรัฐมนตรีและปฏิบัติเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป ขอบพระคุณครับ