สุรพงษ์ กองจันทึก หารือประเด็นความหลากหลายทางชาติพันธุ์และสิทธิของชุมชนดั้งเดิม โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิอย่างเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมานิในพัทลุงและตรัง หรือชุมชนชาติพันธุ์ชาวมลายู พร้อมผลักดันร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองวิถีชีวิตและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการของรัฐ ตามบทบาทของกรรมาธิการที่มีต่อการสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์กว่า 70 กลุ่มทั่วประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานนะครับ ผม สุรพงษ์ กองจันทึก ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับ มอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการช่วยมาชี้แจงนะครับ ต้องขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ค่อนข้างมากนะครับ แล้วก็เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับ สภาผู้แทนราษฎรของเราที่เรามีคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีกรรมาธิการ สามัญซึ่งต้องทำงานเรื่องเหล่านี้ตลอดไปนะครับ งานนี้ถือว่าเป็นงานชิ้นแรกที่คณะกรรมาธิการ เราได้เริ่มศึกษา แล้วก็มีการรายงานเข้าสู่สภาชุดนี้ ดังนั้นชุดแรกก็อาจจะมีข้อบกพร่องอะไร อยู่บ้าง อาจจะขาดตกอยู่บ้าง ซึ่งเราก็จะพยายามปรับปรุงในการทำที่จะให้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น นะครับ
ผมขอเรียนครับว่า เรื่องแรก เราเห็นด้วยที่จะใช้คำว่า ความหลากหลาย ทางชาติพันธุ์ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์หมายความว่ามันต้องหลากหลายครับ ไม่ใช่ว่าจะมีแค่กลุ่มเดียว ความหลากหลายนำไปสู่ความเจริญของคน คนมันต้องหลากหลาย โดยความหลากหลายนี่ไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเหนือกว่ากลุ่มอื่น แต่เราพบว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ ในบ้านเราจำนวนหนึ่งซึ่งอาจเข้าถึงสิทธิในบางเรื่องด้อยกว่าคนอื่น ฉะนั้นเราจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องให้คนเหล่านี้ได้เข้าถึงสิทธิอย่างเสมอภาคกับคนอื่นโดยไม่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญของเราอยู่แล้วนะครับ การที่เราออกกฎหมาย มีกฎระเบียบ มีขั้นตอน บางขั้นตอน ให้คนหรือให้กลุ่มบางกลุ่มได้มีสิทธิเท่ากับกลุ่มอื่นไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงในทั้งหมด ๖ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก คือเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเข้าใจกันว่าเห็นตรงกันแล้วนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของกรณีในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งหลายท่านให้ความกังวล ในเรื่องเหล่านี้นะครับ เราพบว่ากลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากอยู่มาก่อน และในคำพิพากษาของ ศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกาทั้งกรณีชาวบ้านคลิตี้ ที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ได้รับผลกระทบจากเหมืองแร่ ซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยง หรือชาวบ้านปู่คออี้ที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ที่ถูกเผาบ้าน ศาลปกครองสูงสุดและศาลฎีกาได้ถือว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม หมายความว่าคนเหล่านี้เป็นคนดั้งเดิมครับ เขามีสิทธิในการจัดการ ในพื้นที่ของเขา ซึ่งเรื่องนี้จะเอามาใส่ในกฎหมายอย่างไร เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้าถึงสิทธิ ในฐานะที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมตามคำพิพากษาของศาลนะครับ
ประเด็นต่อมา เรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ มีหลายท่านพูดถึง เรื่องของกฎหมายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ก็ดี ร่าง พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยก็ดี คณะกรรมาธิการกำลังทำเรื่องเหล่านี้อยู่ครับ ดังที่เรา ศึกษาแล้วพบว่ามีกฎหมายจำนวนมากที่กำลังจะยกร่างเพื่อนำมาสู่การที่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มี สิทธิได้รับการยอมรับในฐานะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็กฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ อยู่ในยุทธศาสตร์ของชาติอยู่แล้วด้วย ก็พยายามที่จะรวบรวมกฎหมายเหล่านี้เอาสภาพ ปัญหาที่เราได้พบเจอเอามาใส่ไว้ในกฎหมายเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้นะครับ เช่น ที่หลายท่านพูดถึงเรื่องของสิทธิที่จะเข้าถึงเรื่องของสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ไม่มีอินเทอร์เน็ต (Internet) ใช้ทำนองนี้ครับ ซึ่งมันไปติดขัดในกฎหมายปัจจุบันอยู่ ทำอย่างไรที่จะออกกฎหมายให้คนเหล่านี้ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานเรื่องเหล่านี้ ซึ่งสิทธิ ขั้นพื้นฐานเหล่านี้คนไทยทุกคนต้องได้รับอย่างเสมอภาคกัน แต่ปรากฏว่าคนในเมืองได้รับเรื่อง เหล่านี้ แต่คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลออกไป กลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงเรื่อง เหล่านี้ได้ แต่ต้องย้ำครับว่าอันนี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในฐานะที่เป็นคนทุกคนต้องได้รับอย่าง เท่าเทียมกัน
เรื่องต่อมาครับ เรื่องของการทำกิน เรื่องเหล่านี้หลายกรรมาธิการก็มี การศึกษาเรื่องเหล่านี้อยู่ กรรมาธิการเรายินดีที่จะประสานงานที่จะให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคน ดั้งเดิมอยู่แล้วได้รับสิทธิในการที่จะทำกินอย่างไร ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐ หน้าที่ของ ประเทศชาติอยู่แล้วที่ต้องให้คนทุกคนทำกินได้ เพราะการทำกินถือว่าเป็นการเลี้ยงชีพชอบ ตามหลักศาสนาพุทธ เลี้ยงชีพชอบหมายความว่าถ้าเราไม่ให้เขาทำกิน เรากำลังฆ่าเขา อันนี้ ก็เป็นเรื่องสำคัญครับ ทำอย่างไรที่จะให้คนทุกคนสามารถเลี้ยงชีพอย่างสุจริตตามวิถีชีวิตของ เขาได้
ประเด็นต่อมาครับ ท่าน ส.ส. ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่านพูดถึงกรณีมานิที่พัทลุง ซึ่งยังเข้าถึงสิทธิตรงนี้น้อยมาก ต้องเรียนว่าคณะกรรมาธิการเราได้ไปเยี่ยมมาแล้ว ท่านประธานของเราอายุก็สูงแล้ว ขึ้นเขา ฝนก็ตก เดินไปถึงหมู่บ้านที่เขาอยู่เลยครับ เพื่อไป รับทราบสภาพปัญหาว่าชาวมานิเขาเป็นอย่างไร และเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมาเราก็ไปเยี่ยม ชาวมานิอีกที่หนึ่งครับที่จังหวัดตรังซึ่งเป็นกลุ่มที่ย้ายมาจากที่อื่นมาอยู่ทั้งหมด ๑๗ คน ก็ได้รับความร่วมมือจากทางอำเภอละงู จังหวัดตรัง ที่ทำบัตรประจำตัวประชาชนให้ และทางโรงพยาบาลละงูก็เข้ามาดูเรื่องสวัสดิการและทำบัตร ๓๐ บาท สวัสดิการเรื่องของ ผู้สูงอายุหรือว่าเรื่องของเด็ก ๆ อย่างไร ก็ต้องขอบคุณหลายหน่วยงานที่เข้ามาพยายามประสานงาน ในการแก้ไขปัญหาเรื่องเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตามครับกรรมาธิการทราบดีว่ายังมีคนจำนวน มากที่ยังตกหล่นเรื่องเหล่านี้อยู่ซึ่งเราต้องผลักดันเรื่องเหล่านี้ต่อไปด้วยนะครับ
เรื่องสุดท้ายครับ กรณีที่พูดถึงชาวมลายู ต้องเรียนว่าชาวมลายูก็ยังเป็นหนึ่ง ใน ๖ ล้านกว่าคน เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในทั้งหมด ตอนนี้ต้องใช้คำว่า เกือบถึง ๗๐ กลุ่มแล้ว ที่เรามีการค้นพบแล้วนะครับ เป็นกลุ่มหนึ่งครับที่เราถือว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต้องได้รับ การดูแลเช่นเดียวกันนะครับ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาเราอาจจะยังไม่สามารถเข้าไปถึง กลุ่มเหล่านี้มากนัก ก็เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการเราจะเข้าไปดูเรื่องเหล่านี้ต่อไปนะครับ เพราะว่ากรรมาธิการเราต้องย้ำว่าเพิ่งตั้ง ท่านมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการของเรา เราก็ยินดีที่จะรับเรื่องเหล่านี้มาเพื่อที่จะช่วยกันดูแลตามอำนาจหน้าที่ของเราต่อไปครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน