มานพ เสนอร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองชาติพันธุ์ ผลักดันสภาชนเผ่าพื้นเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๓

มานพ คีรีภูวดล อภิปรายประเด็นการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ 56 กลุ่มในประเทศไทย พร้อมเสนอให้บรรจุคำว่า "ชาติพันธุ์" ในกรรมาธิการสามัญครั้งแรกของประเทศและผลักดันร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงการจัดตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อเชื่อมโยงกับรัฐ โดยเน้นการปรับโครงสร้างกฎหมายและระเบียบต่าง ๆ ให้ประชาชนในพื้นที่ป่าสงวนสามารถเข้าถึงงบประมาณและทรัพยากรของรัฐได้อย่างเท่าเทียม เป็นการส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ

นายมานพ คีรีภูวดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ จะขออภิปรายรายงานกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ท่านประธานครับ ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ได้มีการบรรจุใช้คำว่า ชาติพันธุ์ ในกรรมาธิการ สามัญครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเอง ก็มีส่วนในการผลักดันที่สภาชั่วคราวที่ทีโอที (TOT) ในนามของพี่น้องชาติพันธุ์ทั้งหมด ในประเทศไทยต้องขอบคุณรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ที่เอาเรื่องราวของพี่น้องชาติพันธุ์อยู่ใน กรรมาธิการสามัญ

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ เป็นครั้งแรกเหมือนกันนะครับที่กรรมาธิการชุดนี้ ได้ศึกษา ได้เจาะลึกถึงปัญหาของพี่น้องชาติพันธุ์ในประเทศไทย แล้วก็เป็นรายงานต่อรัฐสภา แห่งนี้ จริง ๆ แล้วผมก็อยู่ในกรรมาธิการวิสามัญอีกชุดหนึ่งนะครับ เรื่องของการละเมิด สิทธิมนุษยชนแล้วก็การลอบประทุษร้ายประชาชน ซึ่งผมก็ได้รายงานต่อที่ประชุมแห่งนี้ ไปแล้วนะครับ เรื่องราวที่ผมได้รายงานต่อที่ประชุมก็มีเนื้อหาเกือบจะคล้ายกันนะครับ แต่ว่า จะลงในรายละเอียดเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนท่านประธานครับ ทีนี้ต่อรายงานของ กรรมาธิการนี้นะครับ ท่านประธานครับผมมีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นเรื่องระยะสั้น แล้วก็ ประเด็นเรื่องของระยะกลาง ระยะยาวที่มันจะเป็นเรื่องของโครงสร้างกฎหมาย ทั้งที่เป็น กฎหมายลูกแล้วก็กฎหมายในรัฐธรรมนูญครับท่านประธานครับ

ท่านประธานครับ อย่างที่เราทราบนะครับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย มีอยู่ ๕๖ กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยนี้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วกลุ่มเหล่านี้กรรมาธิการ หรือนักวิชาการได้แบ่งเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ นะครับ กลุ่มแรกที่เราเรียกว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ บนพื้นที่สูง หรือเราใช้คำว่าชาวไทยภูเขา หรือว่าชาวเขา อันนี้ก็คือกลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ใหญ่ ที่เป็นกลุ่มชนพื้นราบ ซึ่งจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของที่ดินทำกิน ก็จะเป็นเสมือนกับคนทั่วไป แต่ว่ายังดำรงความเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวตนของชาติพันธุ์นั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวภูไท พี่น้องชาวมอญ หรืออีกหลาย ๆ กลุ่ม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสังคมไทย จำเป็นที่จะต้องสร้างการเรียนรู้ ให้ความเข้าใจเรื่องนี้ กลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่อยู่ติดกับทะเล คนไทย ส่วนใหญ่ก็จะรู้จักพี่น้องกลุ่มนี้ตอนที่เกิดสึนามินะครับ กลุ่มนี้มีองค์ความรู้ มีภูมิปัญญาต่าง ๆ ในการทำงานด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องชาวมอแกน มอแกลน ชาวเล ชาวอูรักลาโว้ย และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ถือว่าเปราะบางมาก ก็คือกลุ่มที่ยังอาศัยอยู่ในป่า เช่น พี่น้องมานิ หรือว่าคนไทยส่วนใหญ่เรียกว่าซาไก แล้วก็พี่น้องชาวมลาบรีหรือว่าผีตองเหลือง อันนี้ ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ ที่ผมคิดว่าอันนี้คือองค์ประกอบของความเป็นคนไทยส่วนใหญ่ทั้งหมดนะครับ

ท่านประธานครับ ในส่วนของเนื้อหาผมคิดว่าเรื่องด่วนที่สุด เมื่อเช้า ท่านนายก อบต. จากตำบลห้วยปูลิง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์มาครับว่าท่าน ส.ส. ตอนนี้ผมเสนอโครงการตามที่รัฐบาลให้ทำโครงการ ๒๐ โครงการ แต่ว่าอนุมัติผ่านแค่ ๑ โครงการ ผมถามว่าเพราะอะไรครับ ท่านนายกบอกว่าทุกโครงการเสนอไปตามนโยบาย ทุกอย่างเลย เพียงแต่ว่าทั้งตำบลอยู่ในเขตป่าสงวน อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ชั้นที่ ๒ ซึ่งผมดู ข้อมูลเร็ว ๆ ครับ จากที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้ช่วย ส.ส. บอกว่า อบต. ท้องถิ่น เทศบาล ทั้งหมดในประเทศไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่เขตป่าไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ อบต. เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ ไม่มีทางหรือไม่สามารถที่จะเข้าถึงงบประมาณในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้อง ประชาชนได้ เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนนะครับ เพราะฉะนั้นก็คือว่าเรากำลังจะแบ่ง การเข้าถึงทรัพยากรของรัฐตามนโยบายของรัฐ เรื่องนี้ผมฝากท่านประธาน ฝากกรรมาธิการ ด้วยว่าเป็นเรื่องด่วนมาก ๆ เลยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องชาติพันธุ์เท่านั้น พี่น้องส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคนภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคใต้เจอในสภาพเดียวกัน การที่ผู้บริหารท้องถิ่น ไม่สามารถที่จะเข้าถึงงบประมาณของรัฐได้ ติดเพียงอย่างเดียวว่าต้องได้รับการอนุญาตจาก เจ้าของกฎหมายก็คือกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผมคิดว่าอันนี้ ต้องหาทางในการอนุโลม ถ้าไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ได้ครับ

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ในเชิงเนื้อหาผมคิดว่ากรรมาธิการ ก็ได้นำเสนอเรื่องของข้อกฎหมายที่ควรจะมีการรองรับหรือว่าการยกสถานะของชาติพันธุ์ ในประเทศไทยให้มีกลไก ให้มีสถานะในทางกฎหมายที่ชัดเจน ซึ่งจริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ เข้าใจว่าในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๐ ก็เขียนไว้ ชัดเจนว่าจะต้องมีการส่งเสริมเรื่องนี้ จัดทำให้เป็นระบบในเชิงข้อกฎหมาย ในเชิงนโยบาย ที่ชัดเจน เพียงแต่ว่าตอนนี้ผมคิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบในแง่ของภายใต้ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ก็คือน่าจะเป็น พม. หรือว่าศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) แต่เท่าที่ผมทราบ และเข้าใจว่าตอนนี้มีความพยายามในการยกร่างอยู่ ๓-๔ ฝ่าย ในส่วนของกรรมาธิการนี้เอง ก็มีการยกร่างขึ้นมา ใช้ชื่อว่าร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ส่วนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าโน้นแล้วก็คือ พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ ท่านอาจารย์ศักดิ์ดา ซึ่งเป็นกรรมาธิการก็อยู่ตรงนี้ด้วยนะครับ ในนามสภาชนเผ่าพื้นเมือง ใช้ชื่อว่า พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเนื้อหาเรื่องของการให้มี กลไกของพี่น้องชาติพันธุ์ในประเทศไทยนี้ได้มาพูดมาคุยกัน เพื่อที่จะเป็นแกนกลาง ในการประสานงานกับหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ นะครับ

ทีนี้ในส่วน พ.ร.บ. ตรงนี้ผมคิดว่าจะทำอย่างไรให้ร่างทั้ง ๔ ร่าง หรือว่า อาจจะมีร่างอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ส.ส. หรือว่าพรรคการเมืองพรรคใด พรรคหนึ่งที่จะนำเสนอ ผมอยากให้มีการเร่งบรรจุเข้ามาในสภา เพื่อที่จะเอาเนื้อหา ร่างกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีความเหมือนหรือคล้ายกัน หรืออยู่ในทิศทางเดียวกันให้มาอยู่ รวมกัน เพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้ แล้วก็เกิดกระบวนการในการทำความเข้าใจร่วมกัน อย่างเป็นระบบ ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ ผมขอเวลาอีกนิดหนึ่งท่านประธานครับ สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราไม่มีตัวบทกฎหมายหรือว่าการรับรองในแง่ของ สถานะทางกฎหมายแล้วนะครับ งบประมาณก็ดี หรือว่าหน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็ดีที่เข้าไป ทำงานสนับสนุนส่งเสริมพี่น้องประชาชนในกลุ่มเหล่านี้จะดำเนินการได้ยาก เพราะว่าไม่มี กฎหมายที่จะรับรอง เพราะฉะนั้นสุดท้ายที่สุดผมคิดว่าถ้าเราในฐานะสภาผู้แทนราษฎรนี้ได้ทำ หน้าที่รับรองหรือว่าผลักดันกฎหมายฉบับนี้ร่วมกัน กระบวนการดำเนินงานในพื้นที่ของ พี่น้องประชาชน พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์องค์กรที่มีอยู่แล้ว ก็จะสามารถที่จะทำงานร่วมกับ หน่วยงานองค์กรของภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบ ขอบคุณมาก ท่านประธานครับ