สิตางศุ์ พิลัยหล้า ระบุปัญหาการบริหารจัดการน้ำทั้ง 4 ประเด็น ได้แก่ ระบบองค์กรที่ไม่เป็นเอกภาพ, งบประมาณซ้ำซ้อน, กฎหมาย และข้อมูลการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมเสนอให้ศึกษาผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเพิ่มเติม โดยหารือบทบาทสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพเนื่องจากกฎหมายลูกยังไม่ออก จึงเสนอเร่งดำเนินการแต่งตั้งกรรมการลุ่มน้ำใหม่ตามแผน ๒๒ ลุ่มน้ำ พร้อมทั้งหารือปัญหาการถ่ายโอนภารกิจด้านน้ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเสนอให้ทบทวนกรอบงาน กำหนดขนาดแหล่งกักเก็บน้ำ และจัดกลุ่ม อปท. ตามศักยภาพ พร้อมเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนงบประมาณและสร้างกลไกพี่เลี้ยงอย่างชัดเจน
กราบเรียน ท่านประธานและท่าน ส.ส. ค่ะ ดิฉัน สิตางศุ์ พิลัยหล้า โฆษกคณะกรรมาธิการค่ะ โดยส่วนตัวขอบอกว่าหลังจากที่ท่าน ส.ส. หลาย ๆ ท่านได้กล่าวชื่นชมแล้วก็มีข้อเสนอแนะ มาถึงกรรมาธิการในเรื่องของผลการศึกษาแล้วก็เล่มรายงาน ต้องบอกว่าโดยส่วนตัวขอชื่นชม ท่าน ส.ส. ทุก ๆ ท่านที่อภิปราย ซึ่งจากสิ่งที่ท่านอภิปรายแสดงให้เห็นว่าท่านมีความเข้าใจ ในปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำเป็นอย่างยิ่งว่าปัจจุบันเราไม่ได้มีแต่ในเรื่องของ น้ำขาดแคลน น้ำท่วม อุทกภัย แล้วก็คุณภาพน้ำ น้ำเค็ม น้ำเน่าเสีย ซึ่งหลาย ๆ ท่าน ยังได้กรุณาอภิปรายในประเด็นของปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ การบริหารจัดการน้ำประเทศไทยทุกวันนี้ยังมีปัญหาอยู่ แม้ว่าเราจะทุ่มเงินลงไปปีละ หลักหมื่น หลายหมื่นล้านบาทต่อปี แต่เราก็ยังวนเวียนกับปัญหานี้อยู่นะคะ ซึ่งในส่วนของกรรมาธิการของเรานั้น ก็เห็นความสำคัญของปัญหาด้านการบริหารจัดการ เช่นเดียวกับที่ท่านให้ความสำคัญเช่นกัน แต่ว่าตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีโอกาสที่จะได้ อธิบายเพิ่มเติมเนื้อหาผลการศึกษาในส่วนของแนวทางข้อเสนอแนะต่อการบริหารจัดการน้ำ ของประเทศนะคะ ก่อนอื่นดิฉันขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ารายงานเล่มนี้ที่อยู่ในมือ ของทุกท่าน อันนี้เป็นเล่มรายงานหลักนะคะ แล้วก็เล่มนี้มีความหนาไม่หนามาก แล้วก็ ไม่บางมาก เพื่อที่ว่าจะได้ถือไปไหนมาไหนติดตัวติดมือไปได้ อ่านได้ไม่หนักมากนะคะ ในส่วนของรายงานของลุ่มน้ำซึ่งเรามีทั้งหมด ๖ คณะอนุกรรมาธิการลุ่มน้ำนะคะ ในส่วนของ รายงานของลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั้งหมด ๖ คณะ ตอนนี้มีคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ปรากฏอยู่ ทางด้านหลัง ซึ่งแต่ละท่านสามารถที่จะดาวน์โหลด (Download) ได้นะคะ แต่ว่าถ้ายังมี ข้อมูลโครงการใดที่ยังไม่ครบถ้วนท่านสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมมาได้นะคะ
สำหรับในส่วนของปัญหาการบริหารจัดการที่ ส.ส. หลาย ๆ ท่านได้กรุณา อภิปรายไป ดิฉันขอชี้แจงเพิ่มเติมดังนี้นะคะ
ในส่วนของปัญหาเรื่องที่ ๑ ที่ท่านบอกว่าทุกวันนี้เรามีปัญหาการบริหาร จัดการ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการจัดการด้านองค์กรในการบริหารจัดการน้ำ หน่วยงาน ไม่เป็นระบบ หน่วยงานไม่เป็นเอกภาพ กรรมการในระดับพื้นที่ไม่สามารถผลักดันแผนงาน โครงการได้ ไม่มีกรรมการลุ่มน้ำ อีกทั้งยังมีปัญหาจากการถ่ายโอนกระจายอำนาจไปยัง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยนะคะ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือประเด็นเรื่องของงบประมาณที่ซ้ำซ้อน บางงานไม่มีคนทำ หรือบางงานก็มีงานมาก แล้วก็เรื่องของประเด็นตัวชี้วัดในการประเมินการใช้จ่าย งบประมาณด้วยนะคะ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องประเด็นด้านกฎหมาย กฎ ระเบียบ ซึ่งก็มีท่าน ส.ส. ที่กรุณาอภิปรายถึงพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ ด้วยนะคะ
ประเด็นที่ ๔ ก็คือประเด็นด้านข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลของภาคประชาชน แล้วก็เรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสุขภาพและการมีส่วนร่วมของประชาชน อันนี้ เป็นประเด็นทางด้านการบริหารจัดการ ซึ่งดิฉันจะขออนุญาตให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เป็น ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญนะคะ
ในส่วนขององค์กรในการบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันนี้นอกจากเราจะมี โพลิซีเมเกอร์ (Policy Maker) เรามีโอเพอเรเตอร์ (Operator) ซึ่งมีมานานแล้วมากกว่า ๓๐ หน่วยงาน อยู่ภายใต้มากกว่า ๑๐ กระทรวง ซึ่งรวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ คสช. ได้แต่งตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตัวย่อว่า สทนช. ซึ่ง สทนช. นี้ อยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในการทำงานของคณะกรรมาธิการเรา ก็ได้เรียนเชิญ ตัวแทนของ สทนช. ตั้งแต่ท่านเลขาธิการ สทนช. แล้วก็มีการมอบหมายตามลำดับในเรื่อง ของลุ่มน้ำต่าง ๆ ท่านได้กรุณาเข้ามาให้ข้อมูลในเรื่องของลุ่มน้ำด้วยนะคะ สทนช. เป็นหน่วยงานที่ถือกฎหมายพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ ก็คือฉบับนี้นะคะ ในฉบับนี้มีการพูดถึงการจัดการน้ำทั้งในภาวะปกติ แล้วก็ในภาวะวิกฤติ ในภาวะวิกฤติ ก็มีเรื่องของการที่จะต้องประสานกับทางด้านของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือทางกระทรวงมหาดไทยด้วย แล้วก็ในเล่มนี้ได้มีการพูดถึงกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งกรรมการ ลุ่มน้ำมีส่วนที่เกี่ยวพันกับทาง ส.ส. ท่านที่กรุณาอภิปรายนะคะ อันนี้เป็นส่วนของ สทนช. อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้ต้องถือว่า สทนช. ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ยังไม่สามารถทำงานได้ ตามที่คาดหวังหรือตามเจตนารมณ์เริ่มแรกนะคะ ด้วยความที่ปัจจุบันนี้แม้ สทนช. จะถือ พ.ร.บ. น้ำ พ.ศ. ๒๕๖๑ แต่ว่าการออกอนุกฎหมายต่าง ๆ ยังไม่เรียบร้อย จริง ๆ อาจจะ เรียกได้ว่ายังไม่ได้ออกอนุกฎหมายที่สำคัญเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นกฎ ระเบียบของ การแต่งตั้งกรรมการลุ่มน้ำ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสงวนรักษาพื้นที่อนุรักษ์ รวมทั้ง กฎหมายที่สำคัญ ๆ ซึ่งอีกประการหนึ่งก็คือ สทนช. มีพันธกิจในการที่จะจัดสรรพันธกิจ ของหน่วยงานด้านปฏิบัติที่ซ้อนทับกันอยู่ แต่ว่าปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถทำได้ ด้วยเงื่อนไข ทางด้านกฎหมาย ทำให้ปัจจุบันนี้ถ้าจะให้พูดตรง ๆ พูดโดยทั่วไป สทนช. ก็ยังไม่สามารถ ที่จะไปกำกับหน่วยงานปฏิบัติได้ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมเริ่มแรก ดังนั้นคณะกรรมาธิการ วิสามัญของเราจึงได้มีข้อเสนอในส่วนของหน่วยงานกำกับการแก้ปัญหาด้านน้ำของประเทศ หรือ สทนช. เรามีคอมเมนต์ (Comment) ไปถึง สทนช. โดยตรงนะคะ ซึ่งถ้าท่านมีรายงาน อยู่ในมือ ข้อเสนอแนะของเราปรากฏอยู่ในหน้า ๑๓๒ ไม่ว่าจะเป็นให้ สทนช. เร่งดำเนินการ ในขั้นตอนเพื่อแต่งตั้งกรรมการลุ่มน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากว่าหลาย ๆ ปัญหาที่ท่าน ส.ส. กรุณาอภิปรายนี้เป็นปัญหาเชิงพื้นที่ การแก้ปัญหา จึงเป็นในลักษณะของพื้นที่ช่วยกันแก้ ช่วยกันเสนอ แล้วก็มีการผลักดันจากส่วนกลางลงไป สนับสนุน ทีนี้ปัจจุบันนี้ สทนช. มีการแบ่งลุ่มน้ำใหม่ อย่างที่ท่านทราบดีอยู่แล้วว่าเราปรับ จาก ๒๕ ลุ่มน้ำ เป็น ๒๒ ลุ่มน้ำ ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการประกาศกฤษฎีกาออกมา เป็น ๒๒ ลุ่มน้ำ หลังจากนั้นจึงจะมีการตั้งกรรมการลุ่มน้ำออกมา ทีนี้กรรมการลุ่มน้ำตอนนี้ เราก็ต้องรอกฎ ระเบียบของการคัดสรรกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่ง สทนช. จะต้องออกมาเป็น อนุกฎหมายที่ต่อเนื่องจาก พ.ร.บ. น้ำ ฉบับปี ๒๕๖๑ นะคะ
ในส่วนของบทบาทและหน้าที่ของกรรมการลุ่มน้ำนี้ ท่านสามารถอ่าน เพิ่มเติมได้จาก พ.ร.บ. น้ำ ฉบับปี ๒๕๖๑ ซึ่งได้บอกไว้ทั้งองค์ประกอบแล้วก็อำนาจหน้าที่ ในการที่จะทำงานได้ เพราะฉะนั้นในปัจจุบันนี้พูดง่าย ๆ ก็คือเราทำงานกันด้วยองค์กร ส่วนกลางโดยที่ยังไม่มีกรรมการลุ่มน้ำ เพราะฉะนั้นปัญหาในลุ่มน้ำหลาย ๆ แห่งจึงเป็น ปัญหาที่คาราคาซังอย่างที่ท่าน ส.ส. ได้กรุณาอภิปรายไว้ แล้วการแก้ไขก็ยังไม่ทั่วถึง อันนี้ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนของการบริหารจัดการจริง ๆ นะคะ
นอกจากนี้ทางกรรมาธิการก็มีข้อเสนอแนะต่อ สทนช. ให้กำหนดกรอบ พันธกิจของหน่วยงานปฏิบัติด้านน้ำให้ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน แล้วก็พิจารณาลดขั้นตอน ในการแก้ปัญหาด้านน้ำที่ซับซ้อน เพื่อขับเคลื่อนโครงการในระดับลุ่มน้ำได้เร็วขึ้น เร่งออกกฎ ระเบียบ และอนุกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งในภาวะวิกฤติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ควรต้องทำหน้าที่เป็นผู้สั่งการหน่วยงานปฏิบัติในรูปแบบของซิงเกิลคอมมานด์ (Single command) โดยใช้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องข้อมูลก็เป็นเรื่องที่สำคัญดังที่ ท่าน ส.ส. ได้กรุณาอภิปรายไป จริง ๆ แล้ว ครม. เคยมีมติให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือตัวย่อว่า สสน. เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการสนับสนุนข้อมูลให้ สทนช. และ กนช. หรือว่าคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในการที่จะเมกดีซิชัน (Make decision) หรือว่าการตัดสินใจทั้งในภาวะปกติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะวิกฤติ ซึ่งตอนนี้ ต้องกล่าวว่าจริง ๆ โครงสร้างทั้งหลายเหล่านี้ประเทศได้วางไว้แล้ว แต่ไม่ฟังก์ชัน (Function) สิ่งที่อยากจะให้ออกไปจากการทำงานของคณะกรรมาธิการของเรา ส.ส. ทุกท่าน และสภาแห่งนี้ คือผลักดันให้เกิดการทำงานตามเจตนารมณ์ที่มีการตั้งไว้ เรามี สทนช. เรามี พ.ร.บ. น้ำ ถ้าเรามีกรรมการลุ่มน้ำและผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาในระดับลุ่มน้ำ จะทำให้ ปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างที่ท่าน ส.ส. หลายท่านให้ความเป็นห่วง สามารถดำเนินการ ไปได้นะคะ
ประเด็นที่ ๒ ที่ขอตอบก็คือในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างที่ หลาย ๆ ท่านก็ทราบแล้วว่าหลาย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น ในท้องถิ่น ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากที่เรามี พ.ร.บ. กำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อปี ๒๕๔๒ ซึ่งหลังจาก ปี ๒๕๔๒ ก็มีแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฉบับที่ ๑ เมื่อปี ๒๕๔๕ ฉบับที่ ๒ เมื่อปี ๒๕๕๑ และได้มีการถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. ภารกิจอะไรคะที่มีการถ่ายโอนไป ก็คือการบริหารจัดการแหล่งกักเก็บน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมทั้งฝาย แล้วก็โครงสร้างทางชลศาสตร์ที่มีขนาดเล็กตามโครงการ เหล่านี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างที่ทุกท่านทราบ การถ่ายโอนนั้นเป็นเรื่องที่ดี การมอบหมาย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขในเรื่องน้ำของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ดี มาก ๆ แต่สิ่งที่เราขาดไปก็คือการประเมินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราต้อง ยอมรับว่า อปท. ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือ อบจ. แต่ละแห่ง มีศักยภาพในการที่จะทำงาน ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้มีบุคลากรในเรื่องน้ำ โครงสร้างทางชลศาสตร์เรื่องน้ำ หลายสิ่งต้องอาศัยวิศวกรที่มีใบประกอบวิชาชีพ ปัจจุบันนี้ไม่ได้แปลว่าจะทำได้ทุกแห่งนะคะ จากการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งได้เรียนเชิญสำนักงานคณะกรรมการ การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามาให้ข้อมูลพร้อมกับองค์กรอื่น ๆ ร่วมกับนักวิชาการ เราพบว่าจริง ๆ แล้วปัญหาของการขับเคลื่อนงานขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ใช่เรื่องงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของศักยภาพ และเรื่องของการผัน งบประมาณ อปท. ส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องของการเขียนโครงการให้เนื้อหา ครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงพอที่จะของบไปจัดการเรื่องน้ำในท้องถิ่นได้ แต่มีบาง อปท. ที่ทำได้ดี แล้วก็ทำได้ดีมาก ไม่ได้แปลว่าทั้งหมดจะมีปัญหาทั้งหมด เพราะฉะนั้นจึงมีข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการเราเกี่ยวกับเรื่องของการถ่ายโอนกระจาย อำนาจ ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ในระหว่างการร่างแผนปฏิบัติการแผน ๓ ซึ่งอยู่ในช่วงของปี ๒๕๖๒ ถึงปี ๒๕๖๕ แต่ว่าปัจจุบันนี้ยังอยู่ในช่วงของการร่างอยู่ ทีนี้ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการเรา ที่มีต่อในเรื่องนี้ ปัจจุบันนี้ในแผน ๓ คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พยายาม ที่จะมีแนวคิดในการที่จะกำหนดกรอบงานของ อปท. ให้เล็กลง เนื่องจากตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มา เราก็เล็งเห็นแล้วว่ามีปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ด้วยศักยภาพ แล้วก็ด้วยงบประมาณที่ อปท. สามารถขอแล้วก็ดำเนินการได้ จึงมีการที่จะพยายามลดกรอบงานของ อปท. ให้เล็กลง ซึ่งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. ยังอยู่ในการพิจารณาที่จะลดขนาดของ แหล่งกักเก็บน้ำจาก ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น ๑ ล้านลูกบาศก์เมตร แต่คณะอนุกรรมาธิการ ของเรามีความเห็นว่าแม้จะกำหนดเป็น ๑ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็ยังอาจจะมีขนาดที่ใหญ่ เกินไป เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ อปท. เคยขอมานะคะ รวมทั้งเรื่องที่ดิฉันได้เกริ่นไปก็คือ เรื่องของใบประกอบวิชาชีพในการที่จะบริหารจัดการน้ำ ในการที่จะดูแลซ่อมแซม หรือแม้กระทั่งการรีดีไซน์ (Redesign) โครงสร้างทางชลศาสตร์ที่ได้รับการมอบไปแล้วนะคะ ในประเด็นนี้เราจะมีข้อเสนอแนะดังที่ปรากฏอยู่ในหน้า ๑๓๒ เช่นกัน หน่วยงานระดับ นโยบายควรมีการพิจารณาทบทวนว่าการถ่ายโอนภารกิจด้านน้ำในการก่อสร้าง ดูแล และบำรุงรักษาแหล่งน้ำให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผ่านมามีปัญหาอุปสรรค อย่างไรบ้าง และมีภารกิจใดที่ไม่ควรดำเนินการถ่ายโอนหรือไม่ เช่น ฝาย ประตูระบายน้ำ เป็นต้น หน่วยงานระดับนโยบายควรมีการพิจารณาเพื่อแบ่งกลุ่มขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นตามศักยภาพในการดำเนินงานเพื่อการแก้ปัญหาด้านน้ำ โดยพิจารณาจาก ผลการดำเนินงานตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๔๒ เป็นต้นมา ซึ่งรัฐควรสนับสนุนให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีผลงานดีเป็นที่ประจักษ์ เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำสนับสนุนแก่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพน้อยกว่า หรือหาก อปท. ใดที่ไม่มีความพร้อม ควรให้หน่วยงานหลัก อาทิ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ซึ่งเป็นหน่วยงานเดิม ที่ดูแลโครงสร้างเหล่านั้นเป็นพี่เลี้ยงไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง จริง ๆ แล้วปัจจุบันนี้ก็มีการเป็น พี่เลี้ยง แต่ว่าหน้าที่ดังกล่าวนี้ไม่ได้มีการมอบหมายในระดับนโยบายหรือว่าในเรื่องของ งบประมาณอย่างชัดเจน ทำให้หน่วยงานหลักเหล่านี้ไม่สามารถที่จะผันงบไปดูแล อปท. ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องของการที่เสนอแนะให้กำหนดขนาดของแหล่งกักเก็บน้ำ ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร สำหรับโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อบต. แล้วก็สามารถใหญ่ขึ้นได้หากว่ามีการถ่ายโอนไปให้ อบจ. ในข้ออื่น ๆ ก็ตามที่มีการนำเสนอ ไว้ในหน้า ๑๓๓
สำหรับประเด็นที่ ๓ หลาย ๆ ท่านกรุณาอภิปรายในเรื่องของโครงการ ทั้งโครงการขนาดใหญ่และโครงการขนาดเล็ก ต้องบอกว่าประเทศเรามีเงินสำหรับการจะทำ โครงการ แต่หลาย ๆ โครงการที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จหรือแม้กระทั่งดำเนินการไม่ได้ อย่างที่ท่านทราบว่าอันที่ ๑ ก็คือปัญหาในเรื่องของผลกระทบสิ่งแวดล้อม อันที่ ๒ ปัญหา ในเรื่องของการยอมรับของภาคประชาชนหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะ อย่างยิ่งต้องขอพูดตรง ๆ ว่ากรมชลประทานไม่สามารถที่จะผลักดันโครงการขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากทั้ง ๒ ประเด็นนี้ และไม่สามารถที่จะก้าวข้ามไป ไม่ว่าจะเรื่องของอีไอเอ (EIA) เรื่องของการชดเชย การชดเชยที่เราขอให้เขาเป็นผู้เสียสละ อันนี้ต้องเลิกได้แล้ว และมี การปรับแก้กฎหมายใหม่ อันนี้เป็นสิ่งที่คณะกรรมาธิการของเราก็เห็นความสำคัญในเรื่องที่ ต้องดำเนินการเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งในเรื่องของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนี้ คณะกรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะซึ่งปรากฏอยู่ใน หน้าที่ ๑๓๔ ปัจจุบันนี้การจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น อีไอเอ (EIA) หรืออีเอชไอเอ (EHIA) นี้ มีการจัดจ้างโดยหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งอย่างที่ ทราบกันว่าหลาย ๆ โครงการเราได้รายงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าจะให้พูดตรง ๆ คือ บางโครงการอาจจะถึงขั้นที่ชาวบ้านเอาไปพูดกันว่ามีการตัดแปะด้วยซ้ำ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นแล้วเราก็เห็นกันอยู่ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงเสนอให้มีองค์กรอิสระในการควบคุมการจัดทำรายงาน แทนการจ้างจากเจ้าของโครงการโดยตรง และควรพิจารณาแก้ไขประกาศสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือ สผ. เรื่องแนวทางการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยจากเดิมที่อิงตามมติ ครม. เมื่อ ๘ มกราคม ๒๕๖๒ ให้มาอิงตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยวิธีประชาพิจารณ์ ปี ๒๕๓๙ เนื่องจากในระเบียบเดิม ที่มีการใช้นั้น แม้จะกำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็น แต่ไม่มีคณะกรรมการที่จะมีส่วนร่วม ในการรับฟังความคิดเห็น อีกทั้งไม่ได้กำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ใช่เจ้าของโครงการหรือไม่ได้ เป็นผู้ผลกระทบโดยตรงเข้ารับฟังได้ นอกจากนี้เรายังได้เสนอแนะว่าในการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อม หรือว่าในการจัดกระบวนการรับฟังประชาพิจารณ์ต่าง ๆ นี้ โดยทั่วไปจะมี การจัดกระบวนการสำหรับผู้ที่เสียที่ดินทำกินเท่านั้น ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องจริง ในโครงการ ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโขง เลย ชี มูล หรือแม้กระทั่งการผันน้ำยวม สาละวินเติมอ่างภูมิพล คณะกรรมาธิการเห็นว่าเป็นโครงการที่มีผลกระทบทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อม แล้วก็ ต่อประชาชน ซึ่งไม่ใช่ประชาชนเฉพาะผู้ที่สูญเสียที่ดินทำกินหรือที่ดินที่เป็นบ้านพักอาศัย เท่านั้น แต่อย่างกรณีของน้ำโขง ย่อมส่งผลกระทบถึงผู้ที่อยู่ท้ายน้ำทั้งหมด หมายถึง ผู้ที่มีอาชีพประมงด้วย ผู้ที่อาศัยพื้นที่ริมน้ำโขงในการทำการเกษตรด้วย รวมทั้งชาวบ้าน และสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าในกระบวนการรับฟัง ความคิดเห็นนั้น ควรจะครอบคลุมถึงเกษตรกร ชาวประมง ผู้ใช้น้ำอื่น ๆ ที่ไม่ได้เป็นแต่เพียง ผู้ได้รับผลกระทบในเรื่องของที่ดินทำกินเท่านั้น
สำหรับในประเด็นที่ ๔ อันนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องของ ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะปรากฏอยู่ในบริเวณหน้า ๑๓๒ ถึงหน้า ๑๓๕ ท่าน ส.ส. สามารถอ่านได้ จากในรายงานนะคะ
ขอตอบอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งอันนี้เป็นประเด็นที่มีความเป็นห่วงในเรื่องของ การจัดการน้ำบนเกาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกาะที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว จริงดังที่ท่าน ส.ส. ได้อภิปรายว่าน้ำบนเกาะเป็นพื้นที่ที่มีความเซนซิทีฟ (Sensitive) น่าห่วงใย เป็นกังวลมาก ซึ่งปีนี้น้ำในเกาะเป็นประเด็นที่ดูจะไม่รุนแรง เพราะว่าเรามีประเด็นเรื่องของโควิด (COVID) แล้วก็นักท่องเที่ยวลดลงไปมาก อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังอยู่ได้ด้วยการท่องเที่ยว นอกเหนือไปจากเกษตรกรรม เพราะฉะนั้นเรายังให้ความสำคัญในเรื่องของน้ำท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำบนเกาะนะคะ ในเล่มรายงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเล่มของ คณะอนุกรรมาธิการลุ่มน้ำภาคใต้ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่าการจัดการน้ำบนเกาะควรจะใช้ โมเดล (Model) ที่มีการจัดการอย่างเบ็ดเสร็จโดยเกาะ ขอยกตัวอย่าง อย่างเช่นเกาะพีพี เกาะพีพีเป็นเกาะท่องเที่ยวที่มีรายได้ของตัวเองมหาศาล แต่ปัจจุบันนี้เกาะพีพียังมีปัญหา น้ำอุปโภคบริโภคขาดแคลน มีปัญหาน้ำเสีย ซึ่งจริง ๆ ตอนนี้องค์การจัดการน้ำเสียได้เข้าไป เพื่อจะปรับปรุงในเรื่องของการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียใหม่ให้เพียงพอต่อเกาะแล้ว ในเรื่อง ของน้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากว่าเกาะพีพีมีรายได้ค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้เอารายได้ ตรงนี้มาบริหารจัดการน้ำบนเกาะ อบต. ก็ยังไม่ได้มีบทบาทมากเท่าไรในการบริหารจัดการ ส่วนนี้ คณะทำงานของลุ่มน้ำภาคใต้จึงให้ข้อเสนอแนะนำว่าควรใช้โมเดล (Model) ที่เป็น โมเดล (Model) พิเศษสำหรับพื้นที่ที่เป็นเกาะท่องเที่ยวด้วยการใช้เงินรายได้ของตัวเอง ในการบริหารจัดการตัวเองกลับไป ในส่วนของน้ำอุปโภคบริโภคซึ่งมีปัญหาในเรื่องของพื้นที่ กักเก็บน้ำฝนไม่มีเพราะว่าที่แพง ที่เอาไปเที่ยวหมดแล้ว ไปสร้างรายได้ให้ประเทศหมดแล้ว ก็เสนอให้มีการเอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืด อย่างไรก็ตามการเอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืดนี้ ด้วยงบประมาณต้นทุนซึ่งตอนนี้อยู่ที่ลูกบาศก์เมตรละประมาณ ๓๐-๔๐ บาท แล้วแต่นะคะ ก็เลยมีการเสนอว่าถ้าเราเอารายได้ของเกาะมาบริหารจัดการ แล้วส่วนนี้ก็ขายให้บนเกาะ แล้วสุดท้ายก็คือกลับไปในการพัฒนาน้ำบนเกาะ หรือว่าพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค พื้นฐาน รวมทั้งการท่องเที่ยวแล้วก็จัดการน้ำเสีย ก็จะสามารถส่งเสริมให้ อบต. มีศักยภาพ ในการที่จะจัดการน้ำบนเกาะได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำกิน น้ำใช้ น้ำเสีย รวมทั้งทรัพยากรอื่น ๆ
ในเรื่องของน้ำบนเกาะ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ขอเรียนให้ท่าน ส.ส. ทราบว่า การขุดเจาะบ่อบาดาลบนเกาะนั้นเป็นสิ่งที่