เบญจา แสงจันทร์ หารือปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร และเรียกร้องให้ยกเลิกระบอบเผด็จการ พร้อมทั้งหยุดการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชน
เรียนท่านประธานสภา ดิฉัน เบญจา แสงจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ดิฉันเห็นว่า การพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบทำร้าย ประชาชนจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ศึกษาวิธีการป้องกันและล็อกประตูปิดตาย การทำรัฐประหารในประเทศไทยด้วย รวมถึงการยกเลิกประกาศคำสั่งของ คสช. ออกไปด้วย ทำไมดิฉันกล่าวเช่นนี้ทราบไหมคะ ดิฉันกล่าวเช่นนี้เพราะว่าสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ของการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบทำร้ายประชาชน นั่นก็คือทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ได้มีการทำลายหลักการทางนิติรัฐ หลักการทางกฎหมาย ทำลายแม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การรัฐประหารคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่ง เป็นการยึดอำนาจการปกครองไปจากประชาชนด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจก็จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เข้มข้นมากขึ้นและเป็นแบบนี้ เพิ่มมากขึ้นทุกครั้ง แม้วันนี้เราจะมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วก็ตาม เผด็จการ คสช. ก็ได้พ้นจากตำแหน่งออกไป แต่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่คือเครือข่ายอำนาจของ คสช. และไม่ได้ สิ้นสุดบทบาทไปด้วย แต่ยังคงสืบทอดอำนาจอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ค่ะ ไม่ว่าจะผ่านกลไก ทางการเมือง ผ่านกลไกทางกฎหมายต่าง ๆ และเราก็ยังต้องเผชิญกับความพยายาม ในการถูกปิดกั้นการใช้เสรีภาพทางการเมืองของประชาชน โดยการใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมจากการสืบทอดอำนาจเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการทำนิติสงคราม การฟ้องปิดปาก สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันค่ะ ความน่ากลัวของมันคือสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเคยชิน ดังนั้นข้อสังเกตของเรื่องนี้ก็คือว่า ระบอบเผด็จการที่มีมาจากการรัฐประหารได้สร้างระบอบระเบียบใหม่ทางสังคม ที่ยังคงเป็นผลพวงของเผด็จการที่ยังคงตกค้างอยู่กับสังคมไทยมาจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งระบอบ เผด็จการทหารจนมาถึงระบบคณะ คสช. ที่ผ่านมา สร้างขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของรัฐประหาร ที่ผ่านมาในทุกยุคและทุกสมัยที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการจัดการควบคุมประชาชน ควบคุม วิธีการคิดโดยใช้วิธีการทางการทหาร ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นค่ายทหาร ไม่เพียงแต่ การยึดอำนาจล้มล้างการปกครองเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีกระบวนการพยายามผลักดันประเทศ ให้เข้าสู่ลักษณะทางการทหารที่ขยายตัวไปในทุกมิติ พยายามใช้การกำกับควบคุมโดยกองทัพ ถูกทำให้ขึ้นอยู่กับวิธีคิดแบบทหาร ๆ ภายใต้กรอบคิดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติ ส่งผลให้การชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองโดยสันติ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ตามแบบปกติค่ะ ท่านประธานคะ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐ เป็นการแสดง ความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ และการชุมนุมทางการเมือง จึงทำให้กลายเป็น ความไม่สงบเรียบร้อยและความวุ่นวาย และเป็นการปลุกระดมยุยงปลุกปั่นไปด้วย มุมมอง ที่เห็นการแสดงออกทางการเมืองเป็นเรื่องกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เปิดโอกาส ให้หน่วยงานความมั่นคงเข้ามาควบคุมและเข้ามาจัดการปัญหาทางการเมือง เข้ามามีบทบาท ในการใช้อำนาจรัฐในการที่จะติดตามตัวบุคคล จับตานักกิจกรรมทางการเมือง จับตากิจกรรมการชุมนุม จับตากิจกรรมสาธารณะต่าง ๆ มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้แสดงออกทางการเมือง ซึ่งทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องที่ทำให้ เรื่องไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ ท่านประธานคะ จากกรอบคิดแบบนี้หากใครแสดงออก ในเชิงไม่เห็นด้วยกับรัฐจะถูกสอดส่อง ใครที่แสดงออกในความที่คิดเห็นต่างจากรัฐจะถูกจับตา เป็นพิเศษ และยังคงมีการปฏิบัติการทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือไอโอ (IO) และมีการปฏิบัติการจิตวิทยาเข้ามาเพื่อด้อยค่าผู้ชุมนุม และผู้ดำเนินกิจกรรม ทางการเมืองด้วย นี่คือการที่กองทัพทหารขยายเขตแดนอำนาจเข้าไปในปริมณฑลต่าง ๆ และมีคณะรัฐมนตรีที่มีแนวคิดไม่ต่างกับคณะรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมาทำให้กระบวนการ ในการเปิดช่องให้กองทัพเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการทางด้านกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เปิดช่องให้ คสช. แต่งตั้ง ส.ว. ๒๕๐ คน โดยกำหนดให้สมาชิกส่วนหนึ่ง เป็นทหารโดยตำแหน่ง และทำให้กองทัพในช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นทหาร และยังคงอยู่ใน ตำแหน่ง และมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจนิติบัญญัติผ่านทางวุฒิสภาอีกด้วยค่ะ หลังรัฐประหารกองทัพทหารเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมแทบทั้งหมดทุกขั้นตอน โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองผ่านการแสดงออก แล้วก็ผ่านการออกประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหาร ทหารเข้าไปมีอิทธิพลในฝ่ายปกครอง และส่วนราชการต่าง ๆ ผ่านโครงสร้างของ กอ.รมน. ภาค และ กอ.รมน. จังหวัด เข้าไป มีบทบาทในการจัดตั้งมวลชนในท้องถิ่น เข้าไปมีบทบาททั้งหมดโดยอาศัยกลไกของรัฐ มีการสร้างเครือข่ายจับตาสอดส่องความเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่ และมีการจับตา การแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าการรัฐประหาร ที่ผ่านมาส่งผลกับโครงสร้างของการเมืองต่าง ๆ และการขยายอำนาจเข้าไปจัดการ การดำเนินการนโยบายทางเศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง และสังคมในทุกรูปแบบ ส่งผลให้การละเมิดสิทธิมนุษยชน การลักลอบทำร้ายร่างกายประชาชนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ดิฉันจึงเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหาร ขึ้นอีกในอนาคตค่ะ และให้มีการทบทวนประกาศคำสั่ง รวมถึงการยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. ทั้งหมด รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกประกาศคำสั่งที่รับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่งของ คสช. ชอบด้วยกฎหมายออกไปด้วย ข้อสังเกตนี้ดิฉันอยากจะพูดถึงว่าข้อสังเกต ทั้งหมดที่ดิฉันได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ดิฉันยังหวังเป็นอย่างยิ่งค่ะว่านายกรัฐมนตรีและฝ่ายบริหาร จะรับไปเพื่อปรับปรุงแก้ไขการทำงานให้สอดคล้องกับกรรมาธิการ และนี่ถือว่าเป็นข่าวดีค่ะ แต่ว่าข่าวร้ายท่านประธานคะ ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์นี้รัฐบาลจะสนับสนุนหรือไม่ ในขณะที่ ณ วันนี้และปัจจุบันนี้เรายังคงอยู่กับนายกรัฐมนตรีที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ซึ่งยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร และยังคงสืบทอดอำนาจมาจนถึงปัจจุบันค่ะ ขอบพระคุณค่ะ