สุพิศาล ชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินละเมิดสิทธิ จี้ทบทวนประกาศ-มาตรการรัฐ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓

สุพิศาล ภักดีนฤนาถ หารือรายงานการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะมาตรา 9 และ 11 ที่ถูกใช้ขยายอำนาจอย่างกว้างขวางเกินสมควร พร้อมเรียกร้องให้มีการทบทวนและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อยุติการละเมิดสิทธิและคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน

พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม พลตำรวจตรี สุพิศาล ภักดีนฤนาถ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทาง การแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชนเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่สภาเราได้ลงแรงลงทุน ในเรื่องของการค้นหา สืบหา สอบหา เพื่อให้ได้ประเด็นที่รัฐบาล ต้องเอาไปใช้ โดยเฉพาะสภาความมั่นคงครับท่านประธาน ที่ผมบอกว่าสภาความมั่นคง เพราะอะไร เพราะสภาความมั่นคงคือหน่วยงานของรัฐที่มีปัญหาที่สุดและต้องเป็นหน่วยงาน ของรัฐที่รับผิดชอบและแก้ไขในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างชัดเจนครับท่านประธาน ผมอ่านรายงานในเล่มนี้ที่ปรากฏในหน้า ๒๓๗ ที่เกี่ยวเรื่อง กับข้อสังเกตที่คณะกรรมการบอกไว้ในข้อที่ ๔ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขใน ๘.๑ ในสาระสำคัญ คือข้อที่ ๔ คือการทบทวนประกาศต่าง ๆ ผมไม่อ่านรายละเอียด เพราะการทบทวนประกาศ สิ่งที่ผมบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สุดของเราสภาแห่งนี้คือสภาต้องช่วยกัน ใช้กฎหมายที่มีอยู่ครับท่านประธาน แก้มันไม่อย่างนั้นเราไปไม่ถึงครับ สภา คณะกรรมาธิการมีอยู่ทุกพรรคครับท่านโดยเฉพาะรัฐบาล แล้วต้องช่วยกันแก้ ที่ผมพูด ถึง พ.ร.ก. ฉุกเฉินเพราะอะไร เพราะ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี่มีไม่กี่มาตราละครับ แต่ที่สำคัญ ๆ ก็คือตั้งแต่มาตรา ๘ วรรคสอง ให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งได้รับความคุ้มครอง เช่นเดียวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ตามขอบเขตการปฏิบัติหน้าที่ ที่ได้รับแต่งตั้ง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อย่างเดียวนะครับ คนที่ได้รับแต่งตั้งยังได้รับความคุ้มครองเลยครับ พ.ร.ก. นี้ แล้วมาตรา ๙ ที่ใช้อยู่นี่เป็นมาตราที่เขาเรียกว่ายิ่งกว่าปิดปากครับ พร้อมที่จะ แขวนคอประชาชนได้เลยทุกมิติ และใช้ยาวนานตั้งแต่ภาคใต้จรดเหนือครอบประเทศ อ้างว่าโควิด (COVID) แต่ก็ยังใช้ครับท่านประธาน และล่าสุดสร้างสถานการณ์ครับ วันที่ ๑๔ ตุลาคมไว้ฟังผมบรรยายในญัตติด่วนครับท่านจะลงรายละเอียด นั่นคือการประกาศ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง แต่รายละเอียดไม่ลงครับ ฟังวันนั้นแล้วกัน ๓๐ นาทีรวด แต่ทีนี้ผมจะบอกว่าในมาตรา ๙ ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มีอำนาจออกข้อกำหนดเยอะแยะไปหมดเลยครับ คณะกรรมาธิการก็พูดแล้วว่าละเมิดสิทธิ มนุษยชนเยอะแยะเลย ห้ามบุคคลออกสถานที่ เคอร์ฟิว (Curfew) นะครับ ห้ามมีการชุมนุม ห้ามทุกอย่างนะครับ มาตรา ๑๑ ยังแถมอีกครับท่าน วรรคสองนี่นอกจากประกาศที่มี ในมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ แล้วนะครับ ยังให้อำนาจอีก ๑๐ วงเล็บอีก มันยิ่งใหญ่จริง ๆ ครับ ถ้าไม่แก้ ไม่เปลี่ยนแปลงรับรองประเทศนี้ยังตกอยู่ในอำนาจการสืบทอด ตลอดไป และที่สำคัญในกฎหมายที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำ ร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ครับท่านประธาน มีนิยามศัพท์ที่เขียนว่า ในมาตรา ๓ การประเมินผลสัมฤทธิ์หมายความว่าการประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากการบังคับใช้กฎหมายและปรากฏว่าได้ผลตรงตามวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายนั้น มากเพียงใด คุ้มค่ากับภาระที่เกิดขึ้นแก่รัฐและประชาชนหรือไม่ หรือมีผลกระทบอื่นใด อันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือไม่ เพียงใด เห็นไหมครับ คำว่า ประเมินผลสัมฤทธิ์มันก็บอกนิยามศัพท์ในนี้มันบอกชัดเลยครับว่าคุ้มค่าหรือไม่ และประชาชนเดือดร้อนหรือไม่ เกิดผลกระทบอะไรหรือไม่ ไม่เป็นธรรมหรือไม่อยู่ในนั้นหมดครับ ในพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๓๔ ท่านไปดูครับ บอกเลยการประเมินผลสัมฤทธิ์ให้กระทำ อย่างน้อยทุก ๕ ปี นับตั้งแต่วันที่กฎหมายกำหนดมีผลใช้บังคับ ผมไม่พูดยาวนะครับ ก็นี่ยาวไปเรื่อย (๑) ที่จะทำได้ก็คือได้รับหนังสือร้องเรียนหรือข้อเสนอขององค์กรที่เกี่ยวข้อง นี่ละครับองค์กรที่เกี่ยวข้อง ท่านส่งรัฐบาลแล้วเขียนหมายเหตุตัวกว้าง ๆ เลยครับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ่อตัวดีของประเทศเรานี่ละครับที่กำหนดทุกอย่าง เปิดระยะโควิด (COVID) ที่มันไม่โควิด (COVID) จริงไปเรื่อย ๆ เชงไปเรื่อย ๆ ครับท่านไม่จบสิ้น ประชาชน เดือดร้อนนะครับ แล้วก็บางทีก็หาเวลากำหนด เห็นไหมครับว่าประชาธิปไตยดิจิทัล (Digital) มันคลื่น มันกระโหม มันกระหน่ำ วันนี้ก็ก่อให้เกิดสินามิลูกใหม่มันกำลังหมุนและปั่น บนคลื่นดิจิทัล (Digital) ประชาธิปไตยที่กำลังโหมกระหน่ำ ทัวร์ (Tour) ลงเป็นล้านแน่นอนครับ ท่านประธาน นั่นคือสิ่งที่ถ้าไม่แก้นะครับ เราเองควรจะต้องสิทธินี้ครับ และสำคัญเลยโดยเฉพาะการแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๓๐ ของพระราชบัญญัติ หลักเกณฑ์ที่กำหนดว่า (๑) การมีกฎหมายเท่าที่เพียงจำเป็นโดยยกเลิกหรือปรับปรุง กฎหมายที่หมดความจำเป็น ล้าสมัย นี่มันล้าสมัยครับ ๑๕ ปีแล้วครับ พระราชกำหนดนี้ มากกว่า ๑๕ ปี บังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๖ นิดเดียวครับท่านประธาน ๑ นาทีครับ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ๑๖ ปีเลยมาแล้วครับ เลย ๕ ปีแล้วต้องทำครับ สภาความมั่นคงต้องทำ คนร้องต้องร้องนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นกฎหมายไม่ถูกแก้ครับ ท่านประธานครับ นี่คือจุดเดียวที่เราชาวสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายจะช่วยกันแก้กฎหมายได้ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ