ปดิพัทธ์ ชี้ปัญหาละเมิดสิทธิ-สื่อถูกจับไม่แจ้งข้อหา ยันต้องปฏิรูปกฎหมาย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓

ปดิพัทธ์ สันติภาดา ชื่นชมกรรมาธิการที่จัดทำรายงานอย่างละเอียด ก่อนเสนอความเห็นเพิ่มเติม 3 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเน้นย้ำปัญหาการจับกุมนักข่าวโดยไม่แจ้งข้อหา การจำกัดเสรีภาพสื่อภายใต้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และความไม่ร่วมมือของเจ้าหน้าที่ต่อการสอบสวนของกรรมาธิการและ กสม. ซึ่งสะท้อนความบกพร่องในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการและองค์กรอิสระที่มาไม่เป็นประชาธิปไตย รวมถึงการใช้กฎหมายมาตรา 112 และกฎหมายคอมพิวเตอร์ในการปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง

นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา สมาชิกผู้แทนราษฎร จากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ผมอยากจะขอบคุณทางกรรมาธิการนะครับ ที่ได้จัดทำรายงานที่เห็นไปด้วยความตั้งใจ แล้วก็มีความละเอียดรอบคอบ และแน่นอนว่าพอเราพูดถึงการแก้ไขปัญหาด้าน การละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น ผมก็เข้าใจดีคำว่าหลายหัวข้อก็คงมีเวลาในการศึกษาไม่พอ แล้วก็มีเนื้อที่ไม่พอที่จะบรรจุภายในเล่มเดียวนะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมก็อยากจะ ขอเพิ่มเติมแล้วก็เน้นใน ๓ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสภาแห่งนี้

ประการแรก ก็คือในรายงานฉบับนี้ยังไม่ได้มีเรื่องของสิทธิเสรีภาพของ สื่อมวลชนนะครับ เพราะว่าสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนก็คือสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบทบาทของสื่อมวลชนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญมาก ที่สังคมจะรับรู้ข้อเท็จจริงนะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในการสลายการชุมนุมแล้วก็ในกรณีที่เกิด พ.ร.ก. ฉุกเฉินในสถานการณ์ร้ายแรงว่าสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือให้ศาลพิจารณาสอบสวนและระงับการออกอากาศ แล้วก็ระงับ สื่อออนไลน์ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในวงการสื่อมวลชนนะครับ เกิดคำถาม ในขั้นตอนทางกฎหมายและเกิดคำถามในสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งอาจจะขัด กับรัฐธรรมนูญ มีการจับกุมนักข่าวสำนักข่าวประชาไท คุณกิตติ พันธภาค เป็นการจับกุม โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา มีการจับมัดมือไพล่หลังและมัดด้วยสายเคเบิล (Cable) นานถึง ๖ ชั่วโมง และมีความพยายามจะยึดเมมโมรีการ์ด (Memory Card) โดยที่ยังไม่แจ้งข้อกล่าวหา คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ครับ ในขณะที่กำลังปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวอยู่นั้นก็ถูกหมายเรียก นะครับว่าทำการฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แล้วก็มีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ ๔ คน ไปหาที่บ้าน แล้วพบกับคุณแม่วัย ๙๓ ปีของเขา ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้คณะกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน เราพยายามอย่างยิ่ง ที่จะเชิญตำรวจมาให้ข้อเท็จจริง มาชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ท่านประธานทราบไหมครับว่าทั้ง กสม. และกรรมาธิการของเรายังไม่ได้รับความร่วมมือ จากตำรวจเลยที่จะมาชี้แจง กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรไม่มีเครื่องมือแล้วนะครับ พ.ร.บ. คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา. พ.ศ. ๒๕๕๔ เราใช้ไม่ได้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกฎหมายที่อยู่ในมือแต่ก็ยังไม่ได้ใช้ เราจึงเกิดคำถามขึ้นอย่างยิ่งว่าและองค์กรอิสระอย่าง กสม. หรือใครจะเป็นคนที่สามารถ ตรวจสอบอำนาจรัฐและเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนได้ เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน นี่คือประการที่ ๑ นะครับ สิทธิเสรีภาพของสื่อคือสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ประการที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับบทที่ ๙ ในเรื่องของหลักนิติธรรมและความเป็นอิสระ ของศาลนะครับ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการเป็นอย่างยิ่งว่าความยุติธรรมเป็นรากฐานสำคัญ ของระบอบประชาธิปไตย และผมอยากจะเน้นย้ำอีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าหลักความเป็นอิสระ ของศาลนั้นไม่ได้มีเพื่อคุ้มครองศาลอย่างเดียวนะครับ แต่ความเป็นอิสระของศาลนั้น ความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีนั้นเป็นการคุ้มครองประชาชน เราเห็นศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีคำถามมากมายในเรื่องของความเป็นอิสระ ไม่ว่าจะเป็นที่มาที่มีการแต่งตั้งโดย คสช. และต่ออายุโดย คสช. สัดส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่งตั้งข้าราชการชั้นสูงเข้าไป และคำวินิจฉัยที่ตอนนี้คุณประยุทธ์ฝ่าด่านอรหันต์มากี่ด่านแล้วครับ ก็ยังไม่เคยมีกรณีไหน ผิดแม้แต่ครั้งเดียว รัฐมนตรี คสช. ในปี ๒๕๖๑ ที่ถือหุ้นในสัมปทานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ปูนซีเมนต์ไทย ปตท. หรือพีทีที โกลบอล (PTT Global) รอดจากการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น ปี ๒๕๖๒ ไม่รับคำร้องในกรณีที่คุณประยุทธ์ถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบนะครับ และมีการวินิจฉัยว่าคุณประยุทธ์ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส.ส. รัฐบาล ๓๒ คน ที่ถือหุ้นสื่อรอดทั้งหมด แต่ฝ่ายค้าน ๒ คนถูกตัดสินนะครับ คือคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และคุณธัญญ์วาริน ท่านประธานครับ และล่าสุด ๑๕.๐๐ นาฬิกานี้นะครับสร้างความโกรธแค้น ไปทั่วประเทศ คือคุณประยุทธ์ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักทหารนั้น ศาลวินิจฉัยว่าไม่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ ท่านประธานครับ ผมอยากถามกรรมาธิการว่าทำไมไม่มีข้อสังเกตในเรื่องเหล่านี้ ในเรื่องความเป็นอิสระของศาลอยู่ในรายงานกรรมาธิการ ผมคงไม่ได้ก้าวล่วงในเรื่อง ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเราไม่ตั้งคำถามเลยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ แบบนี้ ผมก็คิดว่าเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ถ้าประชาชนไม่เชื่อใจ ถ้าประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย เรื่องของ สิทธิมนุษยชนของประเทศนี้ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้นะครับ และผมอยากจะตั้งคำถาม ถึงกรรมาธิการที่นำเสนอถึงเรื่องของความเป็นอิสระของศาลนะครับ ในเมื่อเราชัดเจนแล้วว่า ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่ทำไมยังปล่อยให้สภาของเราคว่ำร่างของไอลอว์ (iLaw) ที่จะทำให้เรามีที่มาขององค์กร อิสระและศาลใหม่ อันนี้ผมก็ค่อนข้างผิดหวังนะครับ

เรื่องสุดท้ายนะครับ ผมขอต่อเนื่องจากที่ท่านรังสิมันต์ได้อภิปรายนะครับ ในรายงานฉบับนี้พูดถึงกฎหมายหลายตัวนะครับ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๖ นะครับ แต่วันนี้นี่ถ้าเราจะมีอะไรที่เป็น สแลปป์ลอว์ (SLAPP Law) กฎหมายที่ปิดปากประชาชนได้เข้มข้นที่สุด น่าหวาดกลัวที่สุด อันหนึ่งก็คือมาตรา ๑๑๒ ซึ่งตอนนี้ผู้ชุมนุม แกนนำโดนไปแล้วทั้งหมด ๑๒ คน ผมคงไม่ลง รายละเอียดนะครับ เพราะเรายังมีพื้นที่ปลอดภัยในการคุยเรื่องนี้ แล้วเราต้องการที่จะคุยกัน ในรายละเอียดอีกนาน แต่ผมอยากจะบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ตลอดมาเป็นที่ประจักษ์ แล้วนะครับว่ามีปัญหาในเรื่องของหลักการที่แม้แต่นักวิชาการหลายท่านก็ยังบอกว่าสมควร ที่ต้องกลายเป็นกฎหมายแพ่งเท่านั้น และไม่ควรจะมีโทษที่รุนแรงขนาดนี้ และไม่ควรจะอยู่ ในหมวดของความมั่นคงด้วย เนื้อหามีการตีความอย่างกว้างทำให้ง่ายเหลือเกินที่จะ กลายเป็นเครื่องมือในการใช้ทำร้ายหรือว่าปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมือง และแน่นอน ก็คือเรื่องของการบังคับใช้ครับ

ท่านประธานครับ ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะฟังความคิดเห็นของกรรมาธิการ หรือสามารถเพิ่มเติมลงไปในรายงานของกรรมาธิการได้นะครับ เพราะว่าสิทธิเสรีภาพ ของสื่อมวลชนจะสามารถทำให้การป้องกันการคุกคามนักเคลื่อนไหว แล้วก็การรายงาน ข้อเท็จจริงนั้นสามารถมีการพัฒนา และทำให้สถานการณ์นั้นดีขึ้นได้ รวมถึงถ้าตอนนี้ เรายังไม่สามารถให้หลักนิติธรรม นิติรัฐ ที่เกิดขึ้นได้นะครับ เราก็จะเกิดกรณีการอุ้มหายไม่รู้จบ การลอยนวลของผู้คนที่ทำผิดและละเมิดสิทธิมนุษยชนก็จะไม่มีการจัดการ และบทเรียน ที่คนไทยรู้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็คือการที่เคารพสิทธิมนุษยชนในประเทศนี้ไม่มีจริงนะครับ ขอบคุณครับ