รังสิมันต์ เปิดประเด็น 111/1 จี้หน่วยงานชี้แจงด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓

รังสิมันต์ โรม แถลงผลการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ใช้อำนาจอย่างเข้มงวด ละเมิดเสรีภาพและไม่เคารพสิทธิมนุษยชนในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งช่วงโควิด-19 และการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย รวมถึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงและดำเนินการอย่างเร่งด่วนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเลขที่ 111/1

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ผมขอเริ่มโดยเท้าความไปถึงที่มาของการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ นั่นก็คือเหตุการณ์ที่มีการลอบทำร้ายคุณสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๒ หรือเมื่อ ๑ ปี ๕ เดือนที่ผ่านมาแล้ว พรรคฝ่ายค้านได้เสนอญัตติด่วน ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ขึ้นมา เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ แต่กว่าจะได้เริ่ม มีการพิจารณาและตั้งขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องบอกว่าล่วงเลยมาถึงเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๒ หรือเมื่อ ๑ ปีที่แล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้ขอขยายเวลาไปทั้งสิ้น ๕ ครั้ง จนเป็นรายงาน ฉบับนี้ออกมา ซึ่งมีเนื้อหาหลากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการละเมิดสิทธิ มนุษยชน การลอบประทุษร้ายประชาชน การละเมิดสิทธิทางการเมือง การละเมิดสิทธิ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และรวมไปถึงการละเมิดสิทธิของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ มากไปกว่านั้น คณะกรรมาธิการยังได้มีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจหลายประการ เช่นการนำตัวผู้กระทำความผิด เข้ากระบวนการยุติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ การปรับปรุงกฎหมายเดิมและตรากฎหมายใหม่ ให้สอดคล้องกับกติกาสากล การป้องกันการฟ้องคดีเพื่อกลั่นแกล้งผู้เห็นต่าง การจัดระบบ การสอบสวนที่เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนในเรื่องเพศ การให้มีหน่วยกลางเป็นผู้สอบสวน กรณีการละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในส่วนของข้อเสนอหลายข้อก็ก้าวหน้า เป็นความคิดริเริ่มใหม่ ๆ เช่นข้อเสนอให้จัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ข้อเสนอ ให้มีกฎหมายกลางเรื่องการเยียวยาผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงแนวคิด ในเรื่องของการเยียวยาที่ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทน เช่น การคืนศักดิ์ศรี การขอโทษสาธารณะ การเยียวยาทางกฎหมาย การสร้างสถานที่รำลึก การปฏิรูปกฎหมายและการปฏิรูป หน่วยความมั่นคง สิ่งที่เกิดขึ้นนอกห้องประชุมในตลอดเกือบ ๑ ปี ระหว่างที่มีคณะกรรมาธิการชุดนี้ ทำงานกันอย่างแข็งขัน ผมขอชมท่านนะครับว่าท่านทำงานกันอย่างแข็งขัน มันควรจะเป็น สัญญาณเตือนที่ส่งไปถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ตระหนักว่าประชาชนกำลังจับตา มองท่านมากยิ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าการใช้อำนาจของ พลเอก ประยุทธ์และพวกพ้อง กลับไม่ได้มีนัยที่มีความแตกต่างกับในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้า คสช. แม้แต่น้อย หลายเรื่องยังคงมีการละเมิดสิทธิ กล่าวสรุปง่าย ๆ ก็คือ พลเอก ประยุทธ์ นับตั้งแต่ มีการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคมปีที่แล้วไม่เคยที่จะมีการปรับเปลี่ยนตัวเอง หนำซ้ำ ในบางแง่มุมกลับเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อก้าวเข้าสู่ปี ๒๕๖๓ เกิดการระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำก็คือ การประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมมาจนถึงปัจจุบัน แล้วพร้อมกันนั้นก็ตามดำเนินคดีกับผู้ที่ตั้งคำถามต่อมาตรการการรับมือของโรค เช่น ที่มีศิลปินโพสต์ (Post) ถามหาเจ้าหน้าที่คัดกรองผู้โดยสารที่สนามบิน ก็ปรากฏว่า ถูกแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หาว่าก่อให้เกิดความตื่นตระหนก ต่อประชาชน หรือเมื่อมีการนัดชุมนุมรำลึกครบรอบเหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ก็ปรากฏ ว่ามีการแจ้งความด้วยข้ออ้างว่าสร้างความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดทั้งที่ผู้จัดก็ได้มีการป้องกัน ตนเองและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดีแล้ว ในวันที่ ๔ มิถุนายน ปีนี้ล่ะครับ เกือบครบรอบ ๑ ปีกรณีทำร้ายคุณสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ก็เกิดเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจ คือมีการอุ้มหายขึ้นอีกครั้งกรณีของคุณวันเฉลิม เป็นรายที่ ๑๐ แล้วที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ หลังรัฐประหาร ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา ที่มีการอุ้มหาย สูญหาย คุณวันเฉลิมเป็นบุคคล ที่ทางการต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเมื่อเขาสูญหายครับ รัฐบาลปฏิเสธ ความเชื่อมโยงกับเขาโดยสิ้นเชิง สุดท้ายมีคนออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ให้กับคุณวันเฉลิม ปรากฏว่าก็มีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม ใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินดำเนินคดี มันจึงไม่ต้องแปลกใจกันครับว่าเพราะเหตุใดจนถึงวันนี้เราจึงไม่เห็นถึงความคืบหน้า ของคุณวันเฉลิมแม้แต่น้อย จนกระทั่งวันนี้มีการชุมนุมครั้งใหญ่ของพี่น้องประชาชน ซึ่งถ้าย้อนกลับไปก็คือตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา เราก็พบว่ามันยังคงมีการข่มขู่ มีการคุกคาม มีการฟ้องปิดปาก ทำให้ประชาชนบาดเจ็บ ทั้งโดยปล่อยให้มีประชาชน บางส่วนไปทำร้ายผู้ชุมนุม ทั้งหมดนี้ท่านอ้างการใช้กฎหมาย อ้างความสงบเรียบร้อย อ้างความจงรักภักดี ฝากขัง อายัดตัว ใช้ซ้ำ ๆ กับแกนนำที่ประกาศตั้งแต่แรกว่า ไม่คิดจะหลบหนี มีการใช้อุปกรณ์ที่สลายการชุมนุมตั้งแต่น้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา ผสมกันเข้าไป ฉีดกันเข้าไป ทั้ง ๆ ที่แกนนำและผู้ชุมนุมเหล่านี้ไม่มีแนวโน้มแม้แต่น้อยว่า เขาจะบุกเข้ามาในรัฐสภาหรือสถานที่ราชการ นี่คือสภาพที่กำลังเกิดขึ้น มากไปกว่านั้นครับ ท่านประธาน ในปัจจุบันก็ยังปรากฏว่ามีการใช้มาตรา ๑๑๒ ในการดำเนินคดี .ซึ่งก่อนหน้านี้ พลเอก ประยุทธ์ก็เคยออกมาอ้างว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเมตตาไม่ให้ใช้ ซึ่งในวันที่ท่าน อ้างแบบนั้นในทางปฏิบัติพบว่ามีการใช้ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หรือมาตรา ๑๑๖ ทดแทน อย่างไรก็ตามครับวันนี้ท่านเปลี่ยนนโยบาย ท่านบอกว่าที่มีการใช้ ๑๑๒ ต่อแกนนำเหล่านี้ ในวันนี้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่เขาปฏิบัติกันเอง สรุปว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตาม ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประสงค์ แต่วันนี้ท่านเปลี่ยนแล้วหรือครับ ท่านไม่ปฏิบัติ ตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัวแล้วหรือครับ สรุปว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ที่ชื่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่รับผิดชอบอะไรเลยใช่ไหม เรียนท่านประธานอย่างนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ การเอามาตรา ๑๑๒ มาใช้นี่มันเป็นอันตราย ไม่ใช่แค่เป็นอันตราย ต่อผู้ที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นอันตรายต่อพระเจ้าอยู่หัวเช่นเดียวกัน ระบอบการเมืองการปกครองที่เราใช้อยู่เราถือหลักการสำคัญอย่างหนึ่งครับ ที่เรียกว่า หลักการเดอะ คิง แคน ดู โน รอง (The King can do no wrong) หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ พระเจ้าอยู่หัวปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือว่าไม่ปกป้องพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้มาตรา ๑๑๒

- ๑๑๑/๑ .