อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ แถลงถึงบทบาทของอนุกรรมาธิการในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการใช้กฎหมายพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยกประเด็นการควบคุมตัวโดยไม่มีหมายจับ การเก็บดีเอ็นเอโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย การตัดซิมการ์ด และการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว ซึ่งส่งผลให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวงและได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอให้มีการทบทวนกฎหมายความมั่นคง ปรับปรุงระบบการเยียวยาตามหลักนิติธรรม และเพิ่มบทบาทการกำกับดูแลของรัฐสภาให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ และในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการศึกษาและแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและลอบประทุษร้ายประชาชน คณะที่สอง (ละเมิดสิทธิในเขตพื้นที่พิเศษและจังหวัดชายแดนภาคใต้)
กรอบภารกิจของคณะที่สอง เพื่อทำหน้าที่พิจารณาตรวจสอบ ศึกษาวิธี ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชน การประทุษร้ายและสูญหาย ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาศึกษาการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาศึกษา เขตพื้นที่พิเศษในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาศึกษาเขตพื้นที่พิเศษในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ พิจารณาศึกษาเขตพื้นที่ชาติพันธุ์และประชาชนในเขตชายแดน อีกทั้งพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์การประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากกรรมาธิการ
จากสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นความขัดแย้งที่มีความทับซ้อนของสาเหตุปัญหาที่สั่งสมเป็นระยะเวลานานหลายปี ส่งผลให้ภาครัฐจำต้องใช้มาตรการทางกฎหมาย หรือกฎหมายพิเศษเป็นเครื่องมือ ให้หน่วยงานของรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่และแก้ปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ผลของการบังคับใช้กฎหมายพิเศษดังกล่าวนั้นกลับทำให้พบว่ามีผู้เสียหายจากกรณี การละเมิดสิทธิหรือการกระทำความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นประการ สำคัญ ๆ กรณีการต่ออายุการประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นปัญหาหนึ่ง ที่เราค้นพบ กรณีการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้กฎหมายพิเศษซึ่งเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง มีทั้งผู้เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาชนทั่วไป เด็ก ผู้หญิง และยังมีการควบคุมตัวผู้ที่เคยถูกกล่าวหาหรือผู้ที่เคยถูกคุมตัวมาก่อน โดยส่วนใหญ่บุคคล ต้องสงสัยมักถูกคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติ กฎอัยการศึก
กรณีการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวและการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากกฎหมายพิเศษให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ในการปิดล้อม ตรวจค้น และการเข้าควบคุมตัว ผู้ต้องสงสัยในสถานที่ใด เวลาใดก็ได้ ส่งผลให้กรณีการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว และการวิสามัญฆาตกรรมเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
กรณีการจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมดีเอ็นเอ (DNA) ของประชาชนในพื้นที่ โดยเหตุผลที่ว่าเป็นการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อดำเนินการเก็บมาตรการติดตามและลงโทษ ผู้ก่อความไม่สงบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การจัดเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมดังกล่าวนั้น นำไปสู่ผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ อีกทั้งมีความสุ่มเสี่ยงว่า จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดให้อำนาจ เจ้าหน้าที่กระทำได้ ส่งผลให้การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ซึ่งเกิดจากมาตรการ การเก็บข้อมูลที่ยังไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ เป็นการเลือกปฏิบัติยิ่งสร้างความหวาดระแวง รู้สึกแตกแยกภายในพื้นที่
กรณีการตัดสัญญาณซิมการ์ด (SIM Card) ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็น มาตรการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่ มีความไม่ชัดเจน ในการจัดเก็บข้อมูล เลือกปฏิบัติ ระบบไม่มีมาตรฐานเพียงพอในการที่จะระบุอัตลักษณ์ ของบุคคลได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจส่งผลให้มีการจับหรือลงโทษผิดตัว
กรณีการอายัดตัวบุคคลทันทีที่ออกจากเรือนจำทั้งที่ไม่มีหมายจับโดยแจ้งว่า จะทำการตรวจสอบหมายจับ พ.ร.ก. ไว้ก่อน หมายจับคดีอาญาทั่วไป จึงส่งผลให้บุคคล ที่เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคงมักถูกเพ่งเล็งและดำเนินคดีจากเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะรายชื่อ ที่ไม่ถูกลบจากสารบบของหน่วยงานราชการด้านความมั่นคง
กรณีการเยียวยา เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษผลให้มิติของการเยียวยา ผู้เสียหายได้รับผลกระทบเพราะผู้ต้องหาที่มาจากคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงมักจะไม่ได้รับ การพิสูจน์ว่าเป็นผู้รวมไปถึงขั้นตอนในการเยียวยาจะมีมากกว่าคดีทั่ว ๆ ไป จึงส่งผลให้ประชาชน ไม่ได้รับการเยียวที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จากปัญหาที่ค้นพบในการศึกษาดังกล่าวนั้น จึงมีการวิเคราะห์เพื่อเป็นข้อมูลในการนำเสนอ วิธีการแก้ปัญหา สรุปได้ ๓ ประการ ดังนี้
๑. รัฐบาลควรทบทวนกฎหมายความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น แยกกฎหมายความมั่นคงทางการเมืองออกจากความมั่นคง หรือภัยสาธารณะในทางเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ พร้อมทั้งวางหลักนิติธรรมเป็นมาตรฐาน กำกับระบบกฎหมายความมั่นคงทั้งระบบในรัฐธรรมนูญ การปรับปรุงระบบกฎหมาย ในระดับรัฐธรรมนูญ และการปรับปรุงระบบกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ
๒. รัฐบาลควรทบทวนการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง ตามหลักการสากล เช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. ๒๔๕๗ พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ และพระราชบัญญัติการรักษา ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑
๓. รัฐสภาควรมีบทบาทสำคัญในการประกาศและกำกับดูแลสถานการณ์ ฉุกเฉิน และพฤติการณ์ที่จะนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งให้สอดคล้อง กับมาตรฐานภาวะฉุกเฉินสากลตามหลักกฎหมาย ตามหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองนะครับ นี่คือบทสรุปรายงานของคณะที่ ๒ ครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ