มานพ คีรีภูวดล หารือประเด็นสิทธิมนุษยชนของชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยเฉพาะปัญหาการถูกจำกัดสิทธิในที่ดินและป่าไม้ รวมถึงผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า พร้อมเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นธรรมตามกฎหมายภายในและพันธสัญญาระหว่างประเทศ เสนอจัดตั้งสภาชนเผ่าในระดับชาติ กฎหมายเฉพาะ และกลไกพิเศษเพื่อแก้ไขสถานะบุคคลไร้สัญชาติ รวมถึงผลักดันให้พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล ในฐานะโฆษกกรรมาธิการ แล้วก็รองประธานอนุคณะที่ ๒ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมในคณะที่ ๒ ใน ๓ หัวข้อครับ ท่านประธานครับ
หัวข้อแรก ก็คือเรื่องของข้อมูลชาติพันธุ์ แล้วก็ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
หัวข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในกลุ่ม ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย
หัวข้อที่ ๓ คือเรื่องของข้อเสนอแนะในระดับนโยบาย แล้วก็ในระดับ ปฏิบัติการ
แล้วสุดท้ายเป็นเรื่องของพันธสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยได้ลงนาม ในเวทีโลกครับ
ท่านประธานครับ หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่ทราบนะครับว่าพี่น้องชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศมีอยู่กี่กลุ่มกี่ประเภทนะครับ โดยกลุ่มใหญ่แล้วเราแบ่งเป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ กลุ่มที่เราเรียกว่าชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงหรือว่าชาวเขา หรือชาวไทยภูเขา ก็จะมีอยู่ ๑๓ กลุ่ม กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ราบก็มีอยู่ ๓๘ กลุ่ม กลุ่มชาติพันธุ์ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่ทะเลหรือเราเรียกว่า ชาวเล มีอยู่ ๓ กลุ่ม และกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ๒ กลุ่ม ที่เราทราบก็คือมีชาวมาลาบรีที่อยู่ทางภาคใต้ และทางภาคเหนือนะครับ ทีนี้ครับท่านประธานครับ ในการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เรื่องของรูปแบบหรือลักษณะการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกลุ่มชาติพันธุ์ เราแบ่งไปอยู่ ๓ ระดับนะครับ
ระดับแรก เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ก่อให้เกิดความรุนแรงของชีวิต แล้วก็ทรัพย์สิน อันนี้ก็จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับลักษณะเรื่องของที่ดินและป่าไม้ ที่มีปัญหา ระหว่างชุมชนดั้งเดิมกับเรื่องของกฎหมายที่บังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายของกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือกฎหมายความมั่นคงนะครับ กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มพี่น้องที่อยู่บนพื้นที่สูง เช่น พี่น้องกะเหรี่ยง พี่น้องม้ง พี่น้องลาหู่ พี่น้องอาข่า ซึ่งจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบความรุนแรงเรื่องนี้ เช่นกรณี นายชัยภูมิ ป่าแส ซึ่งเป็นเยาวชน ของชาวลาหู่ที่ต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนนะครับ
กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรูปแบบลักษณะของการละเมิดสิทธิ มนุษยชน ก็คือกระทบในเชิงความรู้สึกและตัวอัตลักษณ์ เช่น การไม่ยอมรับหรือว่าการทำให้ เป็นบุคคลที่เป็นพลเมืองชั้น ๒ และชั้น ๓ ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่หรือว่า แสดงออกถึงความเป็นศักดิ์ศรีมนุษย์ในสังคม กลุ่มนี้โดยรวม ๆ แล้วก็จะเป็นกลุ่มชน ที่ยังเป็นกลุ่มชนที่อยู่ในพื้นที่สูงนะครับ กลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและกลุ่มชาวเลนะครับ
รูปแบบที่ ๓ เป็นลักษณะการที่จะสูญเสียความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เนื่องจากว่าถูกกลืน หรือว่าถูกทำให้ต้องเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ กลุ่มนี้ก็คือว่าเป็นกลุ่ม ที่มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตัวเองสูญหายไป เช่น พี่น้องกลุ่มคน ชนเผ่าพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่ราบ เช่น กลุ่มไทยดำ กลุ่มไทยลื้อ กลุ่มภูไทเหล่านี้ก็เป็นกลุ่ม ที่จะเสี่ยงนะครับ
ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่เราอยู่ตรงนี้ในระดับนโยบายนะครับ ในระดับนโยบายนี่คือต่อสภาผู้แทนราษฎรมีอยู่ ๒-๓ เรื่องท่านประธานครับ
ในประเด็นแรก ก็คือว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายที่ส่งเสริม และคุ้มครองวิถีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองนะครับ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องทบทวนนโยบายกฎหมายที่ไปกระทบ สิทธิชุมชนท้องถิ่นของพี่น้องชาติพันธุ์ที่ดำรงอยู่ก่อนที่กฎหมายจะประกาศนะครับ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งสภาชนเผ่าพื้นเมืองในระดับชาติเพื่อที่จะเป็นกลไกในการเชื่อมร้อย เรื่องสิทธิของตัวเองแล้วก็กับส่วนของส่วนราชการนะครับ
ส่วนที่ ๔ จำเป็นอย่างยิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีกลไกเพื่อที่จะเป็น กลไกกลางในการที่จะให้คำปรึกษากับหน่วยงานที่ไปทำงานกับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง และส่วนราชการที่เข้าไปทำงานนะครับ
ในส่วนที่ ๕ เป็นเรื่องของการพยายามที่จะออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนนี้ มีการออกกฎหมายอยู่ ๒-๓ ส่วน ก็คือ พ.ร.บ. สภาชนเผ่าพื้นเมือง พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครอง วิถีชีวิตพี่น้องชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองนะครับ
ในระดับปฏิบัติการ ท่านประธานครับ คือรัฐบาลจะต้องดำเนินการมาตรการ เร่งด่วนก็คือกรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบเรื่องของนโยบายทวงคืนผืนป่า ผู้ได้รับผลกระทบในเรื่อง ของการละเมิดสิทธิมนุษยชน เรื่องของทรัพยากรที่ดิน กรณีคดีต่าง ๆ ที่ดำเนินการภายใต้ นโยบายของรัฐบาล หลาย ๆ ท่านพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าได้รับผลกระทบจะต้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งโดยที่ตัวเองยืนหยัดว่าตัวเองอยู่ก่อนที่กฎหมายประกาศนะครับ
ในส่วนของหน่วยงาน ก็คือว่าหน่วยงานที่จะต้องดำเนินการในส่วนที่ ๒ ก็คือเรื่องของบุคคลไร้สถานะหรือว่าไร้สัญชาติ อันนี้โดยในพื้นฐานแล้วเรามีกฎหมาย พ.ร.บ. สัญชาติตัวใหม่ที่ชัดเจนนะครับ ในการดำเนินงานทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายประชาชน หรือว่าองค์กรที่ทำเรื่องนี้ หน่วยงานที่ทำเรื่องนี้มีความเห็นชอบว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องของสถานะบุคคลได้อย่างดี แต่ปัญหาก็คือว่าการสนับสนุนของฝ่ายบริหาร ไม่สามารถที่จะเอื้ออำนวยให้บุคลากรปฏิบัติการดำเนินการได้เต็มที่ เพราะว่าใช้กลไกปกติ ในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ งบประมาณ ก็ยังใช้กับกลไกเดิม ซึ่งเรื่องนี้ก็คือว่าควรจะมีการออกแบบกลไกการบริหารจัดการที่เป็นพิเศษออกมาเพื่อที่จะ คลี่คลายปัญหาเรื่องนี้นะครับ เรื่องของการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องของการตั้งคณะกรรมการพหุภาคีด้านวัฒนธรรมระดับชาติและระดับจังหวัด สนับสนุน ให้เกิดสภาชนเผ่าและมีการสนับสนุนงบประมาณนะครับ รัฐจะต้องตั้งกลไกประสานงาน ความร่วมมือระหว่างสภาชนเผ่าพื้นเมืองนะครับ แล้วก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและใกล้ชิด แล้วก็ทำงานด้านวิชาการและสนับสนุนเรื่องนี้คือเรื่องของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร จะต้องมีบทบาทในการสนับสนุนกระบวนการของชนเผ่าพื้นเมือง แล้วก็กระบวนการ ของหน่วยงานที่เข้าไปทำงานให้มีการเชื่อมระหว่างภาคส่วนประชาชน แล้วก็ส่วน ของราชการนะครับ นอกจากนี้ก็จะเป็นภารกิจปกติของหน่วยงานที่จะทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม อันนี้ก็เป็นภารกิจที่แต่ละหน่วยงานก็ปฏิบัติเหมือนกับคนไทยสัญชาติไทยทั่วไป
ทีนี้ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าประเทศไทยได้มีพันธกรณี ระหว่างประเทศหลายฉบับมาก แต่ว่ายังไม่มีผลบังคับเป็นที่ชัดเจนซึ่งจะส่งผลให้พี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์แล้วก็ชนเผ่าพื้นเมืองไม่ได้รับการคุ้มครองตามข้อตกลงที่ประเทศไทยได้ลงนามนะครับ ซึ่งมีข้อตกลงหลัก ๆ ดังนี้ครับ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อนุสัญญาว่าด้วย การขจัดทางเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติ ทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพหรือว่าซีบีดี (CBD) นะครับ แล้วอันสุดท้ายเป็นเรื่องของความตกลงปารีส คอป ๒๑ (COP 21) ที่เราได้ลงนามไว้ และที่สำคัญนะครับ สหประชาชาติได้มีปฏิญาณสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิ ของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งได้ลงนามเมื่อปี ๒๕๕๐ อันนี้เป็นพันธสัญญาที่ประเทศไทยได้ลงนาม ในระดับสากลทั้งหมด ซึ่งหลายฉบับยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง นำออกมาเขียน มากำหนดในกฎหมายในประเทศไทย ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ