อังคณา นีละไพจิตร หารือประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมเสนอแนวทางป้องกันรัฐประหาร ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเน้นการคุ้มครองนักกิจกรรม สนับสนุนการชุมนุมอย่างสงบ แก้ปัญหาการบังคับสูญหาย และการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ พร้อมเรียกร้องให้มีการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ผ่านการชดเชยทั้งในเชิงสัญลักษณ์และโครงสร้าง รวมถึงการตั้งหน่วยงานกลางสืบสวนกรณีละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่ และผลักดันให้มีศาลสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ดิฉัน นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมาธิการ โดยที่กรรมาธิการได้ศึกษาในเรื่องของการแก้ไข ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชน กรรมาธิการมีความเห็นว่า สิทธิมนุษยชนถือเป็นหลักสากลที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกให้ความสำคัญ ดังนั้นเมื่อประเทศไทย เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ และเคยเป็นประธานคณะมนตรี สิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ก็เท่ากับว่าประเทศไทยได้เข้าร่วมรับผิดชอบในการคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนทั่วโลกมาแล้ว โดยไทยจะต้องเป็นตัวอย่างของการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และควรปฏิบัติตามคำมั่นด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้ให้ไว้กับประชาคมโลกอย่างจริงจัง โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในฐานะสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกตในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
๑.๑ กรณีความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงจากความขัดแย้ง ทางการเมือง รัฐบาลควรป้องกันมิให้มีการกระทำรัฐประหารในอนาคต และมีการปฏิรูป กระบวนยุติธรรม
๑.๒ รัฐสภาควรพิจารณาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีบทบัญญัติ ให้การรับรองข้อบทในอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี พร้อมทั้งบัญญัติให้ศาลรับรองข้อบทต่าง ๆ ตามอนุสัญญาเพื่อให้ประชาชนสามารถอ้าง ข้อบทตามอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชน ในกรณีเกิดการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๑.๓ กรณีการประทุษร้ายนักกิจกรรมทางการเมือง รัฐบาลต้องดำเนินการ ทุกวิถีทางในการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยความจริง พร้อมรับผิดชอบและนำผู้กระทำผิด มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
๑.๔ รัฐบาลและรัฐสภาควรดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ รวมถึงกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ เพื่อมิให้มีการนำมาฟ้องร้องเพื่อคุกคามนักสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรม ทางการเมือง และควรปรับปรุงพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ให้สอดคล้องกับกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อบทที่ ๒๑ ของสหประชาชาติ และควรนำความเห็นทั่วไปที่ ๓๗ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติมาใช้ในการคุ้มครองการชุมนุมโดยสงบของประชาชน
๑.๕ รัฐบาลและรัฐสภา ควรเร่งรัดการตรากฎหมายว่าด้วยการทรมานและ การบังคับบุคคลให้สูญหายที่สอดรับกับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคล ทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ และให้สัตยาบันอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ
๑.๖ กรณีพลเมืองไทยที่ถูกบังคับสูญหายในต่างประเทศเพื่ออำนวย ความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายและครอบครัว พนักงานสอบสวนควรนำพยานหลักฐานทางคดี ที่ปรากฏ โดยประสานความร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุดตามหลักการความช่วยเหลือ คดีความทางอาญา หรือเอ็มแอลเอที (MLAT) ตามสนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญาในภูมิภาคอาเซียน
๑.๗ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเร่งกำหนดมาตรการ แก้ไขปัญหาการใช้กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อตอบโต้การทำงานของนักปกป้อง สิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมด้านประชาธิปไตยและการเมือง หรือที่เรียกกันว่า การดำเนินคดี เชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ เพื่อมิให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อป้องกันการฟ้องร้องคดีโดยไม่สุจริต หรือเพื่อกลั่นแกล้งหรือการบัญญัติกฎหมาย ฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาในการป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วม ในกิจการสาธารณะของประชาชน หรือที่เรียกกันว่าเอนไทร์ สแลบ ลอว์ (Entire Slab Law) และควรแก้ไขระเบียบกองทุนยุติธรรมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชน สากล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย
๑.๘ รัฐบาลควรจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญาระหว่างประเทศ ด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคีแก่เจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงาน ความมั่นคง เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจหลักสิทธิมนุษยชนสากล และเพื่อป้องกันมิให้มี การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
๑.๙ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรจัดให้มีพนักงานสอบสวนหญิงที่เพียงพอ ในทุกสถานีตำรวจ และจัดให้มีสถานที่เฉพาะในการร้องเรียนและการสอบสวนด้าน ความรุนแรงที่เกี่ยวกับเพศสภาพ และควรจัดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญา ระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ รวมถึงเรื่องเกี่ยวกับ ความอ่อนไหวทางเพศสภาพในโรงเรียนตำรวจ และพนักงานสอบสวน มีการตรากฎหมาย เพื่อเป็นการควบคุมดูแลปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๑.๑๐ กระทรวงยุติธรรมในฐานะหน่วยงานหลักตามพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พุทธศักราช ๒๕๕๓ ควรดำเนินการออกกฎกระทรวงเพื่อรองรับการดำเนินการนำรูปแบบการทำงานของ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษก เพื่อเป็นต้นแบบในการจัดตั้ง ศูนย์อบรมเด็กที่เคยก้าวผิดพลาดในชีวิตเพื่อปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของเด็กที่เคย ก่ออาชญากรรมให้สำนึกผิดและกลับตัวเป็นผู้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ
๑.๑๑ กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐควรให้มี หน่วยงานกลางที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนร่วมในการสืบสวน สอบสวน รัฐสภา ควรปรับปรุงรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติศาลทหาร พุทธศักราช ๒๔๙๘ กรณีที่พลเรือน เป็นผู้เสียหายควรอยู่ภายใต้อำนาจศาลพลเรือน รวมถึงปรับปรุงกฎหมายพิเศษต่าง ๆ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องรับผิด
๑.๑๒ คณะรัฐมนตรีและกระทรวงยุติธรรมควรยกร่างกฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันสูงสุดในการที่ ประชาชนพลเมืองจะได้มีหลักประกันสมบูรณ์ในด้านสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ให้เป็นศาลชำนัญการพิเศษเฉพาะด้านสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน
๑.๑๓ รัฐสภาควรตราพระราชบัญญัติชดเชยและเยียวยากลางกรณีผู้เสียหาย จากการชุมนุมทางการเมืองและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง พุทธศักราช .... รวมไปถึง นำแนวคิดการเยียวยาที่ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนมาใช้ เช่น การคืนศักดิ์ศรี การขอโทษ สาธารณะ การเยียวยาทางกฎหมาย การสร้างสถานที่รำลึก การปฏิรูปกฎหมาย หรือการปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคง เป็นต้น