อนุชา แจงแก้ปัญหาคอนโดทุจริต ยันคุ้มครองผู้บริโภค-เร่งไกล่เกลี่ย纠纷

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓

อนุชา นาคาศัย หารือปัญหาข้อร้องเรียนผู้บริโภคจากโครงการคอนโดมิเนียมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ชำรุดบกพร่อง หรือบริหารไม่โปร่งใส พร้อมเน้นความจำเป็นในการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ การบังคับใช้กฎหมาย และการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นระบบ รวมถึงการร่วมมือกับผู้ประกอบการผ่าน MOU เพื่อคืนเงินมัดจำในกรณีเหตุสุดวิสัย และการส่งเสริมความรู้ผ่านแอปพลิเคชันเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้ตั้งกระทู้ถาม เพราะเห็นว่าเป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในส่วนที่ต้องแบกรับภาระ หรือต้อง ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม ที่มีการก่อสร้างปีหนึ่งอย่างมากมาย และมีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ อย่างที่ท่านกล่าวมา ในข้อนี้คงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเรา แล้วก็อยากกราบเรียนว่า ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีคงไม่ได้นิ่งนอนใจ ในการที่จะแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น จากสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นมีหลากหลาย ประเด็น หลากหลายปัญหา ซึ่งตรงนี้ผมอยากจะกราบเรียนในส่วนของสาเหตุในคดีที่นำเข้า มาสู่เป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการแล้วก็ผู้บริโภคนะครับ มีประเด็นที่ร้องเรียน เข้ามาเป็นสถิติอยู่ ๓ ปีนะครับ ปี ๒๕๖๑ ในประเด็นที่การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จมีอยู่ประมาณ ๔๒๖ คดี สถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อจึงเกิดเป็นปัญหาในการโอน แล้วก็มีการยึดเงินดาวน์ หรือเงินจองอยู่ ๑๕๗ คดี ปี ๒๕๖๒ มีอยู่ ๒๔ คดี ปี ๒๕๖๓ มีอยู่ ๒๓๔ คดี ซึ่งแต่ละปี มีความแตกต่างกัน จากตัวเลขค่อนข้างมีนัยอาจจะมีการแตกต่างกันมากในส่วนประเด็นนี้ มีความชำรุดบกพร่องในการก่อสร้างก็ดี ปี ๒๕๖๑ ๑๕๓ ราย ปี ๒๕๖๒ ๑๕๙ ราย ปี ๒๕๖๓ ๕๗ ราย ดำเนินการไม่เป็นไปตามที่โฆษณา มีผู้ร้องเรียน ๑๒๒ ราย ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ๑๒๑ ราย ปี ๒๕๖๓ ๑๗ ราย ไม่จัดทำสาธารณูปโภค ปี ๒๕๖๑ ๔๐ ราย ปี ๒๕๖๒ ๑ ราย ปี ๒๕๖๓ ๑๖ ราย ไม่ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ปี ๒๕๖๑ ๔๐ ราย ปี ๒๕๖๒ ๑๐ ราย ปี ๒๕๖๓ ๒๙ ราย การบริหารงานของนิติบุคคลอาคารชุดอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้บอกมาในกรณีที่ สร้างไม่แล้วเสร็จนะครับ แล้วก็ใช้เสียงข้างมากอย่างที่ท่านสมาชิกว่าก็คือมีอยู่ ๕ ราย เมื่อปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ มีอยู่ ๒ ราย ปี ๒๕๖๓ มีอยู่ ๕ ราย ก่อสร้างแล้วเสร็จแต่เก็บงาน ไม่เรียบร้อย ปี ๒๕๖๑ ๒๓ ราย ปี ๒๕๖๒ ๒ ราย ปี ๒๕๖๓ ๑๘ ราย ค่าส่วนกลางสูง เกินจริง ปี ๒๕๖๑ ๑ ราย ปี ๒๕๖๒ ไม่มี ปี ๒๕๖๓ ๓ ราย ก่อสร้างไม่ตรงตามแบบ ตัวอย่าง ปี ๒๕๖๑ ๔ ราย ปี ๒๕๖๒ ๗ ราย ปี ๒๕๖๓ ๑๕ ราย รวมทั้งหมดที่มีผู้ร้องเรียน เข้ามา ปี ๒๕๖๑ ๙๗๑ ราย ปี ๒๕๖๒ ๓๕๗ ราย ปี ๒๕๖๓ ๕๖๒ ราย ลดลงตามลำดับ อย่างที่ผมกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไปนะครับว่าคดีที่เกิดขึ้นนั้นมีสิ่งที่เราต้อง พิจารณานะครับว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นมีผู้เกี่ยวข้องอยู่ ๓ ส่วนที่ต้องดำเนินการ คือ

๑. ภาครัฐ ภาครัฐก็ประกอบไปด้วยกรมที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมือง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคและราชการส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ในการกำกับดูแลในมิติการให้อนุญาต และตรวจสอบความถูกต้อง อันนี้ก็คือเป็นลำดับต้น ๆ ที่ต้องมีการรัดกุมในเรื่องของ การขออนุญาตและความสามารถของผู้ประกอบการในการที่จะดำเนินธุรกิจ ซึ่งตรงนี้ คงต้องว่ากันตามระเบียบ และกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ตั้งแต่ชั้นแรกนะครับ

ส่วนที่ ๒ ผู้บริโภคอยู่ในฐานะคู่สัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ แล้วก็ประสบ ปัญหาดังที่ผมได้กราบเรียนมาแล้วในส่วนของการร้องเรียนนะครับ

ส่วนผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้บริโภค นะครับที่อาจจะไม่ทำตามสัญญาหรือผิดสัญญา หรือสัญญาเอารัดเอาเปรียบ หรือมีปัญหา เกิดขึ้นเนื่องจากธุรกิจของตนมีหลากหลายรูปแบบ เพราะฉะนั้นกลไกการแก้ไขปัญหา ของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคส่วนใหญ่อาจจะบอกว่าอาจจะอยู่ปลายทาง ปลายเหตุ เพราะว่าผู้ประกอบการได้ขออนุญาตมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย หลายสิ่งหลายอย่างที่ คณะกรรมการได้ดูแลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำสัญญาอะไรต่าง ๆ คณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภคก็มีกฎเกณฑ์ มีกฎระเบียบ แล้วมีการป้องกันการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบอยู่แล้ว ในกฎเกณฑ์ กฎระเบียบ และกฎหมายที่มีอยู่

การแก้ไขปัญหาเมื่อมีประเด็นปัญหาก็มีการเจรจาไกล่เกลี่ย ขั้นแรก การเจรจาไกล่เกลี่ยนี่ก็มีประสบความสำเร็จอยู่ในปี ๒๕๖๑ เจรจาไกล่เกลี่ยเป็นวงเงิน ๔๓ ล้านบาท จากวงเงินประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ไกล่เกลี่ยสำเร็จประมาณ ๔๓ ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมดประมาณ ๑๔๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๓ ไกล่เกลี่ยได้ลดลง เพราะว่าน่าจะมีปัญหาเยอะนะครับ ไกล่เกลี่ยได้วงเงิน ๒๗ ล้านบาท จากวงเงินทั้งหมด ประมาณ ๑๔๐ กว่าล้านบาท ซึ่งถือว่าไกล่เกลี่ยได้ลดลง หลังจากนั้นทางสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคดำเนินคดีกับผู้ประกอบการทุกคดี แล้วตั้งแต่ที่มีสถิติ การดำเนินคดีกับผู้ประกอบการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคชนะคดีเกือบ ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเหนืออื่นใดส่วนใหญ่ศาลจะพิพากษาในกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคเป็นโจทก์ จะมีกำหนดค่าชดเชยและค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคอีกเกือบ ทั้งหมด ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคนี่ได้ปฏิบัติ ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ไม่มีบกพร่องหรือขาดตกบกพร่องแม้แต่ข้อร้องเรียนเดียว ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าทางด้านการป้องกัน ในส่วนที่เราจะป้องกันนั้น ผมเชื่อว่าแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ดำเนินการเพื่อการป้องกันก็คือทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้เผยแพร่ต่อ รายชื่อผู้ประกอบการที่ถูกดำเนินคดีจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในเว็บไซต์ (Website) ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค แล้วก็ได้มีการเผยแพร่ความรู้ ในการตระหนักในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในแอปพลิเคชัน (Application) ของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

๓. การออกกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ ของผู้ประกอบการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายหน่วยงาน ผมคงไม่ต้องลงรายละเอียด ในเรื่องนี้นะครับ แต่เราได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ที่จะดูแลพี่น้องประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ดังที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้มีความสะท้อนถึงสิ่งที่พวกเราจะต้องดูแลพี่น้องประชาชน ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเกิดประโยชน์อย่างสูงสุดตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวมา แล้วเหนืออื่นใดได้มีการทำเอ็มโอยู (MOU) โดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา การทำเอ็มโอยู (MOU) นี้ก็คือการที่สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคได้เจรจาเพื่อขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีที่ผู้บริโภคมีการจอง มีการจ่ายเงินดาวน์แล้วเกิดเสียชีวิต เกิดทุพพลภาพ หรือตกงาน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการโดยทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันว่าจะคืนเงินมัดจำ คืนเงินดาวน์ให้กับผู้บริโภค ซึ่งแม้กระทั่งกรณีนี้ ผู้ประกอบการมิได้เป็นผู้ผิดในการที่จะดำเนินการ แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคก็เล็งเห็นว่าอะไรที่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แล้วสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสามารถปฏิบัติได้ก็ได้ปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ก็ต้องขอขอบคุณความห่วงใยของท่านสมาชิกครับ ขอบคุณครับ