สุชาติ ชี้แจงปมร่างกฎหมาย-ค่าจ้าง-การลาคลอด-วันหยุด ย้ำสมดุลแรงงานและเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒ ธันวาคม ๒๕๖๓

สุชาติ ชมกลิ่น ชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายแรงงานและร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอ โดยย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาตามกระบวนการและบริบทเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติ ทั้งในด้านการปรับค่าจ้าง การรักษาความยืดหยุ่นของการจ้างงานในภาค SMEs การลาคลอด การเพิ่มวันหยุดประจำปี และการลดชั่วโมงทำงาน พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองแรงงานกับความสามารถในการดำรงอยู่ของผู้ประกอบการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ อย่างกระทู้ที่ท่านเพื่อนสมาชิก ท่าน ส.ส. สุเทพ อู่อ้น ซึ่งท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการแรงงานของสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งกระทู้มาถึงท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องแล้วก็เกี่ยวพันกับคำถามนะครับ อยากจะกราบเรียนนะครับว่าอย่างที่ท่านได้กล่าวถึง ความห่วงใยหรือว่าท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ท่านกล่าวอ้างว่า ไม่ให้ความสำคัญกับ พ.ร.บ. ที่ท่านเสนอนั้น ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าไม่เป็นความจริงนะครับ การที่ท่านเสนอ พ.ร.บ. ไปแล้วก็เกี่ยวพันเกี่ยวกับการเงิน แล้วก็เกี่ยวพันกับทางกระทรวง แรงงาน สิ่งหนึ่งที่เป็นกระบวนการในการที่จะให้ พ.ร.บ. นั้นมีผลหรือไม่มีผลก็ต้องตอบ ให้ทำความเห็นที่กระทรวงแรงงาน ซึ่งผมเองนั้นในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ได้เห็นใน พ.ร.บ. ที่ท่านได้เสนอมา ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า อยากจะทำความเข้าใจกับ ท่านเพื่อนสมาชิกนะครับ ฝากผ่านทางท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรถึงเพื่อนสมาชิก ที่ตั้งกระทู้นะครับว่า เรื่องต่าง ๆ ที่ท่านได้กล่าวมา ๖-๗ ข้อ หรือ ๗-๘ ประเด็น ซึ่งแต่ละ ประเด็นนั้นอาจจะสรุปสั้น ๆ หรือใกล้เคียงกันนะครับ อย่างเช่น ที่ท่านบอกว่าไม่ให้ ความสำคัญหรือตีตก พ.ร.บ. นั้น

ข้อแรก คือต้องตอบก่อนนะครับว่าไม่เป็นความจริงนะครับ ไม่เป็นความจริง ในตรงนี้คือหมายความว่า คือทางกระทรวงแรงงานเองที่ทำความเห็น คือการที่จะให้ พ.ร.บ. ออกมาบังคับใช้โดยมีผลกระทบกับนายจ้าง หรือผู้ประกอบการแล้วมันจะเป็นลูกโซ่ ในการที่จะไปกระทบถึงผู้ใช้แรงงาน ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าสถานการณ์ในประเทศไทยที่ท่านเสนอมาเป็นช่วงที่สถานการณ์ ที่เกิดจากการแพร่ระบาดโควิด (COVID) ซึ่งทั่วโลกหรือประเทศไทยเองนั้นก็มีความจำเป็น อย่างยิ่งในการที่ต้องรักษาการจ้างงาน มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาคนผู้ใช้แรงงาน ให้อยู่ ให้มีรายได้นะครับ ใน พ.ร.บ. ที่ท่านเสนอมา เช่นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามจีดีพี (GDP) ถ้าเรานำจีดีพี (GDP) มาเป็นตัวตั้ง จีดีพี (GDP) เติบโตช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ดี ช่วงที่ไม่เกิดโควิด (COVID) อาจจะมีการปรับต่อเนื่องขึ้นไป แต่ถ้าเกิดช่วงที่เกิดโควิด (COVID) ทั่วโลกจีดีพี (GDP) ติดลบกันหลักสิบหมด ตรงส่วนนี้เราจะไปปรับลดค่าแรงก็ไม่ได้ ผู้ประกอบการก็ทำไม่ได้ ในส่วนนี้คือเราเข้าใจนะครับ เราเองก็อยู่ตรงกลางระหว่างนายจ้าง และลูกจ้าง ตัวผมเองนั้นก็เคยอยู่ในฐานะของลูกจ้าง เข้าใจนะครับว่าสวัสดิการหรือค่าแรง ต่าง ๆ เราก็อยากได้อย่างที่เราต้องการ วันหนึ่งเรามาอยู่ฝั่งนายจ้าง นายจ้างก็อยากให้ธุรกิจ เดินได้ แล้วก็จ้างงานได้ต่อเนื่องนะครับ ตรงส่วนนี้เองการปรับค่าแรง ค่าจ้างขั้นต่ำ เรามี คณะกรรมการกำหนดค่าจ้างเป็นไตรภาคี ๓ ฝ่าย การที่จะปรับค่าแรง ค่าจ้างขั้นต่ำนั้น มีการหารือกันระหว่างไตรภาคี มีการหารือกันระหว่างภูมิภาค มีคณะกรรมการแรงงาน ปรับค่าแรงของแต่ละจังหวัดเสนอเข้ามาที่คณะกรรมการกำหนดค่าจ้าง เช่นจังหวัดที่จีดีพี (GDP) หรือการเก็บภาษี หรือการค้าการขายดี ๆ ค่าแรงวันนี้ก็สูงกว่าจังหวัดอื่นนะครับ แต่ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าสิ่งที่เราอยากเห็นผู้ใช้แรงงานมีรายได้ที่ดี ค่าแรงที่ดี แต่สถานการณ์ภาวะต่าง ๆ เราต้องไปด้วยกันได้ทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้าง ในส่วนนี้เราเอง ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราเองก็ได้ให้นโยบายกับทางคณะกรรมการกำหนดค่าจ้างให้พิจารณา ให้แต่ละจังหวัดเสนอขึ้นมานะครับ ในข้อที่ ๑

ผมขออนุญาตท่านประธานสภาผ่านไปยังเพื่อนสมาชิก ท่านสุเทพ อู่อ้น นะครับว่าผมขอตอบภาพรวม ๆ อาจจะไม่ได้เรียงตามข้อนะครับ อาจจะตอบในสิ่งที่เป็น ประเด็นสำคัญ ๆ ก่อนนะครับ อย่างเช่นในเรื่องของการจ้างงานจากรายวันเป็นรายเดือน ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่ตั้งกระทู้นะครับว่า การจ้างอย่างที่ ท่านสุเทพ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ซึ่งก็สนิทกันอยู่แล้วว่าจากรายวันเป็นรายเดือนนั้น ประเทศไทยนะครับ ธุรกิจในประเทศไทย ผู้ประกอบการประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เราเองมีการส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) เราต้องการให้ เอสเอ็มอี (SMEs) นั้นแข็งแรง ผมจะเรียนอย่างนี้นะครับ ขยายความให้เพื่อนสมาชิกได้เห็น ภาพว่าเอสเอ็มอี (SMEs) ในประเทศไทยนั้นมีการจ้างงานเป็นรายวัน รายชั่วโมงยังมีบางครั้ง รายชิ้น ชิ้นงาน รายเดือนก็มีนะครับ ตรงนี้เป็นอิสระในการที่เขาตกลงกันระหว่างลูกจ้างกับ นายจ้าง ผมเองก็อยากเห็นภาพที่ท่านได้บอกนะครับว่าให้เป็นรายเดือนทั้งหมด เช่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน (ASEAN) รอบ ๆ ตัวเราประมาณ ๙ ประเทศยังมีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เช่น ประเทศเวียดนามค่าจ้างขั้นต่ำ อยู่ประมาณสูงสุด ๒๐๐ กว่าบาท ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว เมียนมา ทุกประเทศ เขายังกำหนดมีค่าจ้างขั้นต่ำ เพื่อให้อิสระในการจ้างงาน เพื่อให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานในประเทศ นั้น ๆ ได้เลือก แล้วก็ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) นั้นได้แข็งแรง แล้วก็ให้เติบโต เป็นบริษัทชั้นนำ เราเองก็ต้องเห็นภาพรวมของการจ้างงาน ถ้าเราไปจ้างงานเป็นรายเดือนหมด ถ้าเอสเอ็มอี (SMEs) อยู่ไม่ได้การว่างงานก็จะเป็นการว่างงานที่มหาศาล ที่เราจะต้องมานั่ง แก้ปัญหาตรงนี้ ในสถานการณ์ชั่วโมงนี้ก็เลยจะฝากให้เพื่อนสมาชิกได้เข้าใจตรงนี้ว่า ความเห็นของกระทรวงเองในการที่ทำไปในเรื่องนี้ เป็นประเด็นอย่างนี้นะครับ

ในเรื่องของการลาคลอดนะครับ ซึ่งท่านได้บอกว่าเราเองนั้นได้ปรับจาก ๙๐ วัน เป็น ๙๘ วัน ตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอโล (ILO) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สากลทั่วโลกกำหนดไว้ เราเองก็ปรับเข้าหากับมาตรฐานสากลทั่วโลก เพื่อเป็นขั้นต่ำ ๙๘ วัน ผมจะกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าที่ท่านเสนอมาเป็น ๑๘๐ วันนั้น เป็นสิ่งที่ผมเองก็อยากเห็นแต่ว่าถ้าเป็น ๑๘๐ วันแล้วในการจ้างงานในอนาคต ผมเรียน อย่างนี้นะครับว่าผู้ประกอบการก็จะต้องเลือก เลือกในการที่จะต้องจ้างเพศชายหรือเพศหญิง เป็นการเหลื่อมล้ำในการจ้างงาน ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าการที่ ๙๘ วันนั้นโดยการจ่าย ค่าชดเชย จ่ายเงินเดือนให้หรือจ่ายค่าแรงให้เป็นสิ่งที่สากลทั่วโลกเขาทำกัน ส่วนที่จะมี การตกลงได้มากกว่านี้หรือไม่นั้นก็เป็นระหว่างนายจ้างและลูกจ้างนะครับ ผมเองก็เห็นใจ แล้วก็อยากจะเห็นภาพอย่างที่ท่าน ส.ส. สุเทพ ขออนุญาตเอ่ยนามที่ได้เสนอ แต่ว่าในสภาวะ วันนี้ท่านก็ทราบดีท่านเองก็เป็นผู้นำแรงงานมาเหมือนกัน ผมเองก็ได้คุยแลกเปลี่ยนกันว่า สถานการณ์การจ้างงานในวันนี้เป็นเรื่องของนายจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้างได้เปรียบนะครับ เราเอง ถ้าเราเสนอกฎหมายแบบนี้ออกไปลูกจ้างต่าง ๆ อาจจะมีปัญหาในการทำงานหรือการที่จะ สมัครงาน การว่างงานก็จะมีผลกระทบนะครับ

ในส่วนของที่ท่านเสนอมาอีกเรื่องหนึ่งคือการหยุดพักผ่อน หรือวันหยุด ประจำปี ซึ่งกำหนดไว้ที่ ๖ วัน ท่านอยากจะเสนอเป็น ๑๐ วัน ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า บางบริษัทหรือผู้ประกอบการที่เขากำหนดที่ ๖ วัน ที่ผมได้สอบถามเมื่อสักครู่นี้ก่อนที่ผมมา ผมก็ได้ไปเปิดงานวันของเอชอาร์เดย์ (HR Day) ซึ่งเป็นกลุ่มของสมาคมเอชอาร์ (HR) ทั่วประเทศ ซึ่งได้พูดคุยกันถึงประเด็นพวกนี้เหมือนกันนะครับว่า บางบริษัทของเขาเอง ถ้าทำงานเกินกี่ปี ๆ เขาก็จะมีวันหยุดชดเชยให้มากขึ้น ๆ เป็นขั้นบันได แต่โอเค (OK) อย่างที่ ท่านได้พูดว่า ๖ วันมันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำ แต่การที่เข้าไปแล้วถ้าเข้าไปแล้วทำงานแล้วก็มี อายุงานที่อยู่เป็นขั้นบันไดที่เขากำหนดเอชอาร์ (HR) เขาก็กำหนดเองว่าจะให้หยุดมากขึ้น เป็นกี่วัน ๆ ตรงส่วนนี้เป็นการตกลงระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง แต่ถ้าผมกำหนดไป ๑๐ วัน ตามที่เสนอมานะครับ ถ้าเกิดคนทำงานเข้าไปใหม่ในวันนี้ได้หยุด ๑๐ วันตามกฎหมายตัวนี้ ที่ท่านจะเสนอ และคนเก่าที่ทำงานมา ๓ ปีได้หยุดอยู่ ๘ วัน สมมุติ ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น ทันทีนะครับ แล้วก็จะต้องปรับเป็นขั้นบันไดหมายความว่า ผมเรียนอย่างนี้ว่าถ้าเกิดสมมุติเป็น ๑๐ วัน คนเข้ามาใหม่ได้ ๑๐ วัน ต่อไปนี้คนที่อยู่เก่าจากเคยหยุดได้ ๘ วัน หรือ ๑๐ วัน อยู่แล้วจากอายุงาน อาจจะต้องหยุดถึง ๑๕ วันหรือ ๒๐ วัน ตรงส่วนนี้มันก็เป็นผลกระทบ กับบริษัทผู้ประกอบการและจะทำให้มีปัญหานะครับ แล้วก็เราเองนั้นก็มีแรงงานสัมพันธ์ อยู่แล้วตรงส่วนนี้ที่เราก็จะคุยกันนะครับ

ในส่วนต่อไปที่ท่านได้ถามถึงเรื่องของค่าล่วงเวลาใช่ไหมครับ ที่ท่านถามมา อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ค่าล่วงเวลาที่ว่าชั่วโมงการทำงานใช่ไหมครับ อันนี้ผมยังไม่ตอบท่าน ใช่ไหมครับ ชั่วโมงการทำงานที่กฎหมายกำหนดว่า ๔๘ ชั่วโมง ก็คือพูดง่าย ๆ คือจะขอเป็น ๔๐ ชั่วโมง ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือจากอาทิตย์หนึ่งหยุดงานได้ ๑ วัน จะขอเป็น หยุดงาน ๒ วันในส่วนที่เสนอไป ตรงส่วนนี้ผมก็มีนะครับ เพราะว่าบางบริษัทที่เขามีการผลิต ในช่วงภาคปกติระหว่าง ๑ วัน ถึง ๕ วัน วันธรรมดาที่เขามีผลผลิต หรือพนักงานเขามี ศักยภาพในการที่ผลิตได้ตามเป้าหมายเขาก็ให้หยุดเสาร์ อาทิตย์ได้บางบริษัทนะครับ ผมเองรู้จักหลายบริษัทที่เขามีในเครือหลายบริษัท บางบริษัทที่เขาเกี่ยวพันกับธนาคารเขาก็หยุดเสาร์ อาทิตย์นะครับ เพราะมันมาก็ไม่ได้ มีประโยชน์เขาก็หยุดเสาร์ อาทิตย์ แต่บางบริษัทที่เกี่ยวกับภาคผลิต ภาคอุตสาหกรรม เขาเองก็ให้หยุดได้วันหนึ่ง เพราะว่ามันเกี่ยวพันกับธุรกิจในการผลิตนะครับ ผมเองเรียนอย่างนี้ นะครับว่า สิ่งที่ท่านได้เสนอมานะครับผมเองก็กลับไปย้อนดูในข้อมูลนะครับว่ามีประเทศ เดียวเหมือนกันในรอบเราในอาเซียน (ASEAN) นะครับที่เขาหยุด ๒ วัน ก็คือประเทศสิงคโปร์ เพราะประเทศเขาเป็นธุรกิจในเรื่องของการลงทุนการเงิน เขาเองต้องเกี่ยวพันกับ เรื่องสถาบันการเงิน การลงทุนต่าง ๆ เขาเลยมีหยุด ๒ วัน แล้วประเทศเขาเองไม่ได้มี อุตสาหกรรมธุรกิจภาคผลิตเหมือนอีก ๙ ประเทศที่เหลือนะครับ ผมเองเรียนอย่างนี้นะครับว่า การที่เรากำหนดให้หยุด ๑ วัน แล้วก็ยังไม่ได้กำหนดเป็น ๒ วันอย่างที่ท่านเสนอ บางบริษัท มันเป็นเรื่องของการตกลงระหว่างลูกจ้างและนายจ้างผ่านแรงงานสัมพันธ์กันว่าเดือนหนึ่ง อาจจะหยุด ๒ วัน เว้นอาทิตย์ ๒ อาทิตย์ บางครั้งบางบริษัทหยุดอาทิตย์ละวันจริง แต่ต่อไปนี้เขามีกิจการเขาหรือภาคผลิตของเขา รายได้ของเขามีมูลค่าที่เขาพอใจหรือมีกำไรแล้ว เขาก็อาจจะให้หยุดอาทิตย์เว้นอาทิตย์ ก็คือหยุดอาทิตย์ละ ๒ วันมี อาทิตย์ละวันมี ก็มี หลากหลายที่เขาตกลงกันในส่วนนี้นะครับ ผมเองก็ขอขอบคุณนะครับเพื่อนสมาชิก ท่าน ส.ส. สุเทพที่ให้ความเป็นห่วงนะครับ ผมเองก็มีความเป็นห่วงเหมือนกันนะครับ ในเรื่องของแรงงานนะครับ ผมเองก็อยากจะให้คุณภาพชีวิต อยากให้ผู้ใช้แรงงานนั้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่ท่านสุเทพ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ เพราะว่าเราเองก็คุยกันอยู่ นะครับว่าอยากให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานดีอย่างที่ท่านเสนอ แต่บางครั้งสถานการณ์ ภาวะเศรษฐกิจในวันนี้หรือ ณ ชั่วโมงนี้ถ้าเราทำไปอย่างนั้นผลกระทบที่ตามมาเราเชื่อว่า เราจะเอาไม่อยู่นะครับ ขอบคุณครับ