สุเทพ อู่อ้น ตั้งกระทู้ถามสดถึงเหตุผลที่รัฐบาลไม่รับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์นโยบายค่าจ้างที่ไม่ผูกกับอัตราเงินเฟ้อหรือผลิตภาพแรงงาน และการไม่ปรับค่าจ้างตามประสบการณ์ ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างรุนแรง จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้แรงงานได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านชั่วโมงทำงาน สวัสดิการ การคุ้มครองแรงงานรายวัน และการส่งเสริมสิทธิด้านการมีบุตร รวมถึงผลักดันให้ลดชั่วโมงทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงตามมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิแรงงานตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 โดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจให้ความสำคัญกับนายทุนมากกว่าแรงงาน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุเทพ อู่อ้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สัดส่วนปีกแรงงาน ขอถามกระทู้ถามสดไปยังท่านนายกรัฐมนตรีที่ไม่รับรอง พ.ร.บ. คุ้มครอง แรงงาน จากการดำเนินการเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๓ กระผมในฐานะ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ กับคณะได้ยื่น พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เล็งเห็นว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับ การเงินจึงได้ยื่นไปให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ กระผมได้รับหนังสือว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่เห็นชอบใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน ที่พี่น้อง แรงงานรอคอยมาอย่างยาวนาน กระผมขอนำเสนอประเด็นให้กับผู้แทนในห้องนี้ แล้วก็พี่น้อง แรงงานได้รับฟังในเนื้อหา ซึ่งไม่ได้โอกาสในการที่จะเข้ามาร่วมอภิปราย ดังนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ การปรับค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาการปรับค่าจ้าง ขั้นต่ำไม่มีการปรับอย่างต่อเนื่อง ไม่ยึดโยงกับจีดีพี (GDP) หรือซีพีไอ (CPI) ซึ่งเป็นรากฐาน ของค่าครองชีพที่เกิดขึ้นจริง การปรับขึ้นอยู่กับบุคคล ปรับบ้าง ไม่ปรับบ้าง แล้วแรงงานจะมี เงินพอยังชีพได้อย่างไร ดังนั้นพี่น้องแรงงานได้ฝากกระผมในฐานะเป็นผู้ใช้แรงงาน เป็นผู้นำ แรงงานมาผลักดันเรื่องนี้ จึงได้กำหนดเป็น พ.ร.บ. เสนอไป
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการกำหนดเกี่ยวกับค่าจ้างตามประสบการณ์ ทราบไหมครับ ทำงานตั้งแต่แรกเข้าได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ ทำงาน ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ก็ยังได้ค่าจ้างขั้นต่ำ ตลอดของการทำงาน แล้วพี่น้องแรงงานจะมีเงินสะสมและเงินเลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียน ส่งพ่อแม่ได้อย่างไรครับ เพราะว่าไม่มีการปรับอย่างต่อเนื่อง และไม่ปรับตาม ประสบการณ์ การทำงานยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น มีสกิลล์ (Skill) มีความสามารถควรจะ ได้รับปรับมากขึ้น แต่ว่าความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยที่ผ่านมา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง ของการปรับค่าจ้าง
ประเด็นที่ ๓ เรื่องอัตราการจ่ายค่าล่วงเวลา ที่เรามีการนำเสนอเพราะทำไมแรงงาน ต้องทำงานล่วงเวลา เพราะค่าจ้างที่ได้รับไม่เพียงพอครับ จึงต้องทำงานล่วงเวลา หรือทำงาน มากกว่า ๘ ชั่วโมงใน ๑ วัน ตามหลักที่ถูกต้องนะครับ วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง แบ่งออกเป็น ๓ แปด แปดแรกคือการทำงาน แปดที่ ๒ คือการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และการเดินทาง แปดที่ ๓ คือการพักผ่อน แต่ที่ผ่านมาไม่เป็นเช่นนั้นเลยครับ ชีวิตต้องทำงานมากกว่า ๑๒ ชั่วโมง ๑๓ ชั่วโมงถึง ๑๕ ชั่วโมง เพื่อจะมีเงินยังชีพเพียงพอกับการดำรงชีพและเลี้ยง ครอบครัว จึงต้องมีการนำเสนอบัญญัติไว้ในกฎหมาย
ประการที่ ๔ การลาคลอดขอเพิ่มเป็น ๑๘๐ วัน และได้ค่าตอบแทน ปัจจุบันนี้ ลาได้ ๙๘ วัน จะเห็นได้ว่าประชากรวัยเจริญพันธุ์น้อยลง ๆ กลับตรงกันข้ามวัยผู้สูงอายุมากขึ้น แล้วจะเต็มรูปแบบอีกไม่กี่ปี ถ้าเรายังไม่มีการส่งเสริมให้ประชาชน ประชากร มีการสร้าง วัยเจริญพันธุ์มีบุตรมากขึ้น แล้วต่อไปในอนาคตจะเอาแรงงานที่ไหนเข้ามาทำงานเพื่อจะ สร้างให้ประเทศชาติมีความมั่นคง ดังนั้นเราเห็นถึงความสำคัญจึงมีการนำเสนอไปที่ ๑๘๐ วัน เพราะว่าใน ๙๐ วันนั้นคุณแม่ลาในกติกาเดิม แล้วอีก ๙๐ วันหลังเป็นการเลือกระหว่าง คุณพ่อคุณแม่ มีงานวิจัยชัดเจนครับว่าถ้าเป็นการดำเนินการลักษณะนี้จะทำให้ลูกนั้น มีการพัฒนาการที่ดีในการที่ได้รับการดูแลจากคุณพ่อคุณแม่ นี่คือสิ่งที่เราพยายามผลักดัน และนำเสนอ แต่ก็ไม่ได้รับการเห็นชอบ
ประเด็นที่ ๕ เรื่องลดชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ ปัจจุบันนี้กฎหมายกำหนดว่า ๑ สัปดาห์ทำไม่เกิน ๔๘ ชั่วโมง เราเสนอ ๔๐ ชั่วโมง หรือสัปดาห์หนึ่ง ๕ วัน ชัดเจนครับ ดูจากภาครัฐ ๑ สัปดาห์เขาทำงาน ๕ วัน นี่คือเป็นหลักสากล แต่ทำไมแรงงานถึงจะต้อง ทำงานมากกว่านั้น เราถึงต้องมีการนำเสนอให้มีการควบคุมชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมงหรือสัปดาห์ละ ๕ วัน เพื่อจะให้เขาเหล่านั้นที่ทำงานหนักอยู่แล้วในอุตสาหกรรม ได้มีการพักผ่อน ผ่อนคลาย คนเราถ้าได้มีการพักผ่อน ผ่อนคลาย ได้มีเวลาว่างคิดทบทวน คิดคำนึงก็จะทำให้มีการวางแผนที่ดี และการดูแลครอบครัวที่ดีต่อไปด้วย
ประการที่ ๖ เรื่องของการปรับเปลี่ยนพนักงานรายวันเป็นรายเดือน เรื่องนี้ ผมโดนมากับตัวผมเองกับการทำงานที่ได้รับค่าจ้างรายวัน ซึ่งตรงกันข้ามเพื่อนอีกคนหนึ่ง ทำงานด้วยกันได้รายเดือน สิ่งเหล่านี้เป็นการกดทับเรื่องของการจ้างงาน เราจึงมีการเสนอว่า ถ้าเป็นการทำงานแบบเดียวกัน ลักษณะเดียวกัน ควรได้รับค่าจ้างรายเดือนเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาเป็นการกดขี่การเลือกการจ้างงาน ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ แรงงาน ส่วนใหญ่ถึงไม่สามารถที่จะลืมตาอ้าปากได้ นี่คือเป็นสิ่งหนึ่งที่เราพยายามผลักดันและอยากจะ ให้มีกำหนดในกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานที่เรานำเสนอ
ประการที่ ๗ เรื่องของวันหยุดพักผ่อน ปัจจุบันนี้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดไว้ ๖ วัน ใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ ถึงปัจจุบัน มากกว่า ๒๐ ปีแล้วครับไม่มีการปรับ ให้แรงงานได้มีการเพิ่มวันพักผ่อน ถามกลับไปว่าในส่วนของหน่วยงานราชการปีหนึ่ง ๑๔ วัน แล้วแรงงานต่างอะไรกันหรือครับ ไม่ใช่คนหรือครับ แล้วงานก็ยิ่งหนักกว่าด้วยใช่ไหมครับ เราถึงมีการนำเสนอในเรื่องของการปรับให้มีวันพักผ่อนเพิ่มขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิต แรงงานที่โดนกดทับมาโดยตลอด เพราะสุดท้ายเดี๋ยวก็คงมาตอบเป็นเรื่องต้นทุน ๆ ถามว่า แล้วคนเรานี่นะครับทำงานก็มีต้นทุน แล้วคนที่เสียภาษีส่วนใหญ่ของประเทศก็คือคนงาน ที่จะต้องจับจ่ายใช้ซื้อของต่าง ๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทั้ง ๗ ประเด็นที่ผมพูดมานี่รับรู้และฟังกัน ได้ชัดเจนมาก การดูแลประชาชนที่จะทำให้ประชาชนนั้นได้รับการดูแลเราจึงมีการผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน แล้ว พ.ร.บ. ของเราก็สู่ความคิดเห็นในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เราได้มีข้อมูลชัดเจนว่า มีผู้เข้ามาร่วมให้ความสนใจเป็นอันดับ ๓ ใน พ.ร.บ. ที่มีการดำเนินการทำการวิจารณ์ อยู่ขณะนี้นะครับ แล้วทำไมนายกรัฐมนตรีถึงไม่เห็นถึงความสำคัญของการที่จะยกระดับ ความเป็นอยู่ของพี่น้องใช้แรงงาน ของพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ ถ้าประเทศนี้เห็นทุนเป็นใหญ่แล้วเห็นแรงงานเป็นด้อยอนาคตแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจับจ่าย ซื้อเงินจากแหล่งเงินทุนที่มีการผลิต
คำถามครับ เหตุใดจึงไม่อนุมัติ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานให้ ขอทราบเหตุผล เพราะหนังสือที่ตอบมาไม่มีรายละเอียดอะไรเลยครับ ผมไม่สามารถชี้แจงกับพี่น้องแรงงาน ของผมได้
๒. ชีวิตแรงงานย่ำแย่อยู่ขณะนี้ ท่านจะแก้ไขอย่างไรครับ
๓. แผนในการเพิ่มสิทธิให้กับแรงงานมีแนวทางอย่างไรบ้าง
๔. รัฐบาลนี้ห่วงแต่นายทุนใหญ่มากกว่าแรงงานใช่หรือไม่ ในช่วงแรกครับ