มารุต มัสยวาณิช เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ โดยหารือเรื่องการยกเลิกกฎหมายเกี่ยวกับวัตถุเสพติดเหล่านี้ และเรียกร้องให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์
ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์มารุต มัสยวาณิช ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ รวมทั้งเป็นประธานของคณะทำงานด้านกฎหมายของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชุดนี้ครับ
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ผ่านท่าน ส.ส. ทุกท่าน ที่วันนี้การพูดเรื่องกัญชา กัญชง กระท่อม เป็นบรรยากาศที่มีความสมัครสมานสามัคคี คุยกันเรื่องเดียวกัน ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าวันนี้อยากให้ยกเลิก หรือใช้คำว่าเอากัญชา กัญชง กระท่อม ออกจากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ วันนี้ต้องยอมรับนะครับว่า เราเป็นประเทศไทยซึ่งอยู่ในภาคีของสหประชาชาติ เราได้มีอนุสัญญากับสหประชาชาติ เกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด โดยเราอยู่ในอนุสัญญาเดี่ยวว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ คริสตศักราช ๑๙๖๑ ซึ่งมีการแก้ไขกันเมื่อปี ๑๙๗๒ แล้วก็ยังมีอนุสัญญาอื่น ๆ อีก อนุสัญญาเหล่านี้ทำให้กัญชา โดยเฉพาะพืชกัญชาอยู่ในบัญชีรายชื่อยาเสพติด แต่อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาของสหประชาชาติที่เราไปร่วมด้วยนี้ก็ได้บอกว่าการใช้กัญชายังสามารถใช้ได้ ในทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ทางพรรคภูมิใจไทย โดยท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดนโยบายของพรรคเอาไว้ว่าให้มี การใช้กัญชาอย่างเสรี เมื่อบอกกัญชาเสรีก็ต้องต่อด้วยว่า ทางการแพทย์ เรายังติดอยู่ใน อนุสัญญานี้ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ในขณะที่กฎหมายหรือพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ จนกลายเป็น พ.ศ. ๒๕๖๒ ฉบับที่ ๗ ที่แก้ไขกันมาแล้วก็ยังบัญญัติให้กัญชา กัญชง และกระท่อม ยังเป็นยาเสพติดประเภท ๕ ย้ำนะครับ ยังอยู่ ยังไม่ได้แก้ไข ยังไม่ได้เอาออก แต่อย่างไรก็ตามด้วยความต้องการของประเทศของเรา ผมสังเกตจากท่าน ส.ส. แล้วก็ จากประชาชนหรือจากใคร ๆ ก็ตาม ก็อยากให้ใช้กัญชา กัญชง หรือกระท่อมได้อย่างเสรี เพราะฉะนั้นวันนี้การเสรีทางการแพทย์นั้นเราก็ต้องหาทางทำ โดยท่านรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ใช้ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมดที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ใช้กัญชาและกัญชงได้ตามที่ พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังให้อำนาจอยู่ ซึ่งท่านก็ได้ทำการแก้ไขกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวง ของกัญชงได้ผ่าน ครม. ได้ผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา และกำลังจะเข้า ครม. เพื่อประกาศใช้ เร็ว ๆ นี้ ในเรื่องของกัญชาก็ได้มีทำร่างของกฎกระทรวงเกี่ยวกับกัญชา เพื่อให้มีการใช้ได้ ในทางการแพทย์ เพื่อให้มีการปลูกได้ ที่ใช้คำว่า ๖ ต้น หรือว่าจะใช้ให้แพทย์มีการปลูก เพื่อเอามาใช้รักษาชาวบ้านได้ โดยที่ไม่ต้องมีตามกฎที่ว่าจะต้องส่งออกไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น ตอนนี้ก็จะให้แก้ไขให้ใช้ได้ คราวนี้ปัญหาของเรา ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ คนยังสับสนกันอยู่ว่า กัญชา กัญชง มันคืออะไร ชาวบ้านบางคนยังไม่เข้าใจครับ ผมขอเรียน ท่านว่ากัญชาและกัญชงนั้นมีการแยกกันด้วยประกาศของคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยการประกาศว่ากัญชาและกัญชงนั้น ให้แยกกันด้วยสารเมาหรือสารทีเอชซี (THC) จริง ๆ คือเดลต้าไนทีเอชซี (Delta-9-THC) ให้แยกกันที่ ๑ เปอร์เซ็นต์เป็นหลัก เพราะฉะนั้นในช่อดอก เมื่อสักครู่นี้ก็ย้ำว่าเป็นช่อดอกอีกทีหนึ่ง การที่แยกกัญชากับกัญชง ถ้าเราจำหลักตรงนี้ไว้ให้แน่ ๆ ว่ากัญชา กัญชง แยกกันด้วยทีเอชซี (THC) ๑ เปอร์เซ็นต์ ส่วนการจะแยกว่าเป็นยาเสพติดหรือไม่ ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดนี่มันไปแยกที่ประกาศของ กระทรวงสาธารณสุขครับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุขนั้นให้แยกว่าตัวไหนเป็นยาเสพติด โดยการดูว่าสารสกัดหรือสารในสิ่งของนั้นมันมีทีเอชซี (THC) อยู่เกิน ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเวลาคนพูดกันก็จะงงกันอยู่ว่าอันไหนคือยาเสพติด อันไหนคือกัญชา อันไหนคือกัญชง จริง ๆ ถ้ามีหลักแยกจริง ๆ ก็จะดีมากนะครับ วันนี้ต้องเรียนท่านประธานว่ากัญชา กัญชง มีสารสำคัญจำนวนมาก มีทั้งประโยชน์จำนวนมาก สารเหล่านี้มันออกฤทธิ์โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมีปริมาณมากแล้วก็รักษาได้ บางโรคมันเหมือนกับ ใช้คำว่ามันเหมือนไปกระตุ้นให้เกิดเครื่องยนต์ในร่างกายเราทำงาน เครื่องยนต์ในร่างกายเรา มันมีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามันรอกุญแจไปสตาร์ต (Start) สารในกัญชา กัญชงเป็นตัวไปสตาร์ต (Start) เครื่องเหล่านี้ ดังนั้นมันก็เปรียบเสมือนดูเหมือนกับว่ามันรักษาได้เกือบจะทุกโรค ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ มันก็รักษาได้จริง ๆ หลายโรค และบางโรคก็ช่วยในการรักษาเท่านั้นนะครับ วันนี้เราได้แก้กฎกระทรวงอะไรไปมากมาย ในคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้มีข้อเสนอแนะ ให้กับพวกเรา เรียนท่านประธานนะครับ ขอเรียนเรื่องข้อเสนอแนะดังนี้ครับ