วิฑูร เนติวิวัฒน์ นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพของกัญชงในฐานะพืชเศรษฐกิจใหม่ที่มีคุณค่าทางโภชนาการ สุขภาพ และเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยชี้ให้เห็นประโยชน์ของเมล็ดกัญชงและสารสกัดอย่างซีบีดีในการรักษาโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน พร้อมเสนอให้รัฐส่งเสริมการปลูกกัญชงอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ลีซอ และอาข่าในจังหวัดตาก ซึ่งมีศักยภาพผลตอบแทนสูงถึง 40,000 บาทต่อไร่ต่อปี และเสนอให้ขยายโอกาสให้เกษตรกรทั่วประเทศเข้าถึงการปลูกอย่างถูกกฎหมายเพื่อสร้างรายได้ ลดการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยอ้างอิงประสบการณ์จากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และจีนเป็นแบบอย่าง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวิฑูร เนติวิวัฒน์ ในฐานะอนุกรรมาธิการกัญชง ใคร่ขอสรุปผล การศึกษาด้านข้อมูลพืช คุณค่าประโยชน์นอกเหนือจากเส้นใยและด้านเศรษฐกิจ ภายในประเทศและต่างประเทศโดยสังเขปดังต่อไปนี้
คุณค่าประโยชน์ของเมล็ดกัญชงเพื่อใช้เป็นเมล็ดอาหารที่เราเรียกกันว่า ซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) แล้วนำเมล็ดมาบีบเป็นน้ำมันเมล็ดใช้ในการบริโภคที่มีคุณค่าทาง โภชนาการ สุขภาพและความงาม ด้วยมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมกา ๓ และ ๖ ในสัดส่วนที่ เหมาะสมคือ ๑ ต่อ ๓ ตลอดจนโอเมกา ๙ และวิตามินอี ทั้งคุณค่าประโยชน์ของน้ำนม เมล็ดกัญชงที่สามารถนำมาทดแทนน้ำนมวัวที่ให้พลังงานและจำนวนโปรตีนเกือบเท่ากัน นอกเหนือจากนั้นก็ยังให้สารไฟเบอร์ (Fiber) และปราศจากคลอเลสเตอรอล (Cholesterol) อีกด้วย ต่อมาเราก็ได้แสดงถึงการค้นพบเซลล์ประสาท เซลล์สื่อประสาท สารประกอบเอนโด แคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) เอนโด (Endo) นี่หมายถึงว่าผลิตขึ้นเองภายใน ร่างกาย แล้วก็ต่อมรับรีเซปเตอร์ (Receptor) ซีบี ๑ (CB1) ซีบี ๒ (CB2) ที่อยู่ในระบบ เอนโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) ทั่วร่างกายของเรา จากกล้องจุลทรรศน์ อิเล็กตรอนที่ได้ผลิตขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อันทำให้มนุษย์รับรู้และเข้าใจถึงการทำงานของ เซลล์ประสาทที่มีขนาดเล็กมากในระดับไมครอน หรือเท่ากับ ๑ ส่วนล้านเมตร ที่ได้เปิดโฉม วิทยาการสมัยใหม่ในการรักษาโรคต่าง ๆ ของคนเราด้วยสารสกัดจากกัญชง และกัญชาเข้ามาทดแทน ต่อมาหลังจากที่ได้มีการค้นพบสารสกัดซีบีดี (CBD) และทีเอชซี (THC) จากกัญชงและกัญชา หรือที่เราเรียกว่าไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) ไฟโต (Phyto) ก็หมายถึงว่า พืชสามารถเข้าทดแทนสารเอนโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) ที่ร่างกายผลิตขึ้น และเกิดบกพร่องไป แล้วก็สามารถจับคู่กับรีเซปเตอร์ (Receptor) ซีบี ๑ (CB1) และซีบี ๒ (CB2) ที่อยู่ในเซลล์ประสาทของเราได้อย่างสอดคล้อง จึงมีการนำสารสกัดทั้งสองนี้ มาใช้รักษาโรคและสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายของคนเราได้เป็นอย่างดี ต่อมาสารสกัด ไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) ที่สำคัญหลายตัว เช่น ซีบีดี (CBD) ทีเอชซี (THC) ซีบีจี (CBG) ซีบีซี (CBC) ที่ใช้ในการรักษาโรคต่าง ๆ ตลอดจนช่วยยับยั้ง การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง เพียงแต่ยังไม่มีหลักฐานการยืนยันแน่ชัดถึงผลการวิจัย ในปัจจุบัน ด้วยความรู้ทางการแพทย์นี้เอง ทำให้ทั่วโลกก็หันมาปลูกกัญชง เพื่อเอาทั้งเมล็ด และสารซีบีดี (CBD) ที่มีคุณูปการและราคาสูงในตลาดโลกยังขยายตัวไม่จำกัด ทั้งผลิตภัณฑ์ ของสารสกัดซีบีดี (CBD) ก็มีทั้งบริสุทธิ์ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ หรือที่เราเรียกว่าไอโซเลต (Isolate) สารไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) อื่น ๆ เช่น ซีบีจี (CBG) ซีบีซี (CBC) ซีบีเอ็น (CBN) หรือที่เราเรียกว่า บรอดสเปกทรัม (Broad spectrum) แล้วก็ฟูลสเปกทรัม (Full spectrum) ที่นักวิทยาศาสตร์ต่างเชื่อว่าสารไฟโตแคนนาบินอยด์ (Phytocannabinoid) นี้ ต่างเข้าทำงานรักษาโรคภัยไข้เจ็บเป็นองค์รวมกัน หรือที่เราเรียกว่าเอนทูราจ เอฟเฟกต์ (Entourage effect)
ลำดับต่อไป ผมก็จะขอสรุปถึงผลการศึกษา เศรษฐกิจภายในประเทศ และต่างประเทศ จากการศึกษาเศรษฐกิจในประเทศ ปรากฏจากกฎกระทรวงปัจจุบัน ปี ๒๕๕๙ ที่มีการอนุญาตปลูกเพื่อเส้นใยและเมล็ดพันธุ์โดยหน่วยงานของรัฐ และอนุญาต ปลูกเพื่อเส้นใยแต่เพียงอย่างเดียวในหมู่ชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ใน ๘ จังหวัด ๑๗ อำเภอ รวมประมาณ ๕๓๐ กว่าไร่ ในส่วนนี้ ๓๐๐ กว่าไร่ ก็อยู่ในจังหวัดตาก ที่ถือว่าเป็นพื้นที่ ใหญ่ที่สุด ที่ยังมีลักษณะเป็นเศรษฐกิจครัวเรือน ไม่ใช่ปลูกในเชิงพาณิชย์ จึงไม่ปรากฏตัวเลข ทางเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งจากการศึกษาเห็นว่ารัฐควรจะส่งเสริมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เมล็ด และสารซีบีดี (CBD) เพิ่มขึ้นให้มาก นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์เส้นใยที่ใช้ทำเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มของชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ทั้งก็ยังมีในส่วนของลีซอแล้วก็เผ่าอาข่า ที่ใช้อยู่เพียงเท่านั้น แต่ทั้งนี้รัฐก็ควรส่งเสริมการปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของพืช ให้แพร่หลายไปถึงเกษตรกรทั่วประเทศ แม้แต่เกษตรกร ส.ป.ก. ที่มีจำนวนเกือบ ๓ ล้านราย ที่ถือครองที่ดินอยู่ ๓๖ ล้านไร่ ตลอดจนผู้สนใจทุกคนให้สามารถเข้าถึงให้ได้ โดยตัวเลข ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงในปี ๒๕๖๐ ผลผลิตเพื่อเส้นใยกัญชงที่ได้ต่อไร่ต่อปี ก็ยังนับว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าว หรือข้าวโพด ดังจะเห็น ได้ว่ากำไรตกอยู่ในราว ๔๐,๐๐๐ บาทต่อไร่ต่อปี ทั้งนี้ก็ยังถือว่าน้อย
ในตลาดโลก ผู้ผลิตกัญชง ๑ ใน ๕ ของโลก ก็มีทั้งสหรัฐอเมริกา จีน แคนาดา เกาหลี และฝรั่งเศส ปัจจุบันเราทราบข่าวว่าจีนน่าจะเป็นผู้ผลิตอันดับ ๑ ของกัญชง เพียงแต่ ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบอย่างเป็นทางการเพื่อเผยแพร่
ในส่วนของสหรัฐอเมริกา มีข้อมูลที่น่าสนใจนะครับท่านประธานว่า สหรัฐอเมริกามีพื้นที่ ๒๐ เท่าของประเทศไทย ใกล้เคียงกับประเทศจีน คือราว ๙.๖ ล้านตารางกิโลเมตร มีพลเมืองราว ๓๓๐ ล้านคน หรือเกือบ ๕ เท่าของประเทศไทย ทั่วทั้ง ๕๐ มลรัฐ จนปัจจุบันนี้นับตั้งแต่ที่สหรัฐอเมริกาได้ออกประกาศฟาร์มบิล ๒๐๑๘ (Farm Bill 2018) คือปี ๒๕๖๑ ปัจจุบันมีการขออนุญาตการปลูกกัญชง ๑๖,๕๐๐ ราย มีพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น ๑.๓ ล้านไร่ แล้วก็มีพื้นที่ที่ปลูกในโรงเรือน หรือเรียกว่าอินดอร์ (Indoor) ๑๔.๖ ล้านตารางเมตร หากประเทศไทยมีการเริ่มต้นปลูกกัญชงในภาคเอกชนในอนาคต อันใกล้ ๆ นี้ เราอาจจะพอคาดการณ์ได้ว่าน่าจะมีเกษตรกรเข้าสู่พืชเศรษฐกิจใหม่นี้ อย่างล้นหลามทีเดียว ต่อมาก็มีการศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบการปลูกกัญชง ประเทศต่าง ๆ ในสหภาพยุโรปที่มี ลักษณะร่วมมือกันทั้งความช่วยเหลือแลกเปลี่ยนความรู้และเป็นตลาดซึ่งกันและกัน ตัวเลข ที่เห็นได้แสดงเป็นเฮกตาร์ ๑ เฮกตาร์ก็คือ ๑๐,๐๐๐ ตารางเมตร หรือราว ๖.๒๕ ไร่ จากสถิติในปี ๒๕๖๑ พื้นที่เพาะปลูกตามสถิติที่มีอยู่คือ ๔๖,๗๐๐ เฮกตาร์ หรือตกราวเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ สหภาพยุโรปมีพื้นที่ ๔,๒๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ราวกว่า ๘ เท่า ของประเทศไทย และมีประชากรรวมกันอยู่ ๔๔๗ ล้านคน หรือราว ๖ เท่ากับประเทศไทย ส่วนการปลูกกัญชงในประเทศจีน ปัจจุบันประเทศจีนมีการอนุญาตให้ปลูกถึง ๖ มณฑล ยูนานอยู่ราวประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ไร่ เฮยหลงเจียง ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ราว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าไร่ อันฮุย อยู่ทางทิศตะวันออก แล้วก็อื่น ๆ ที่ยังไม่มีตัวเลขเปิดเผยอย่างเป็น ทางการเท่าไรนัก แต่ก็มีข่าวว่าจีนตั้งใจจะขยายพื้นที่การปลูกกัญชงในปีนี้ให้ได้ถึงประมาณ ๔,๑๒๕,๐๐๐ ไร่ หรือคิดง่าย ๆ ก็เท่ากับประมาณ ๒๐๐ เท่าของสนามบินสุวรรณภูมิที่มีอยู่ ๒๐,๐๐๐ กว่าไร่ จีนปลูกเพื่อใช้เองในประเทศตลอดจนการส่งออกไปทั่วโลก ทั้งเส้นใย เมล็ดรับประทาน น้ำมันเมล็ด และสารซีบีดี (CBD) ทุกอย่างอย่างครบครัน
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกเราคาดหวังเศรษฐกิจการส่งออกกัญชง พืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย ที่คาดหวังไว้ในอนาคต ดังจะเห็นว่าในปี ๒๕๖๑ มูลค่าการส่งออก สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาของไทยอยู่ที่ประมาณ ๑.๔ ล้านล้านบาท หากเรา สามารถแข่งขันการส่งออกกัญชงในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเพียงแค่ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ เราก็จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศราว ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้น ของกัญชงพืชเศรษฐกิจใหม่ที่ดียิ่ง ทั้งในขณะเดียวกันก็ยังสามารถลดมูลค่าการนำเข้า ของเมล็ดธัญพืช พืชน้ำมัน นม ตลอดจนฝ้าย ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์กัญชงมาทดแทน ซึ่งอาจจะมีมูลค่าตั้งแต่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท จากยอดนำเข้า ๕.๒ แสนล้านบาทได้อีกด้วย ทั้งยังสามารถที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยทั้งหลายเข้าบริโภคและอุปโภคผลิตภัณฑ์กัญชง ภายในประเทศอย่างแพร่หลาย ขอบพระคุณมากครับ