พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการกำหนดเกณฑ์การสรรหาวุฒิสภาตามร่างกฎหมายที่รัฐบาลเสนอ โดยย้ำถึงความโปร่งใส ความเป็นกลาง และการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ได้เข้าร่วม โดยเฉพาะการปรับลดเกณฑ์ประสบการณ์จาก 20 ปี เหลือ 10 ปี เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม พร้อมยืนยันว่าการเปิดเผยเหตุผลการลงคะแนนและการใช้คะแนนเสียงสองในสามมีเป้าหมายเพื่อให้กระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม โดยไม่ปิดกั้นหรือให้ได้เปรียบตามอาชีพหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และย้ำว่าการแก้ไขกฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการชี้นำ สร้างความโปร่งใส และส่งเสริมความเสมอภาคในการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องกราบขอบพระคุณ ทุกท่านนะครับ ผมขออนุญาตเริ่มจากทางท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ท่านวิรัช ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้พูดถึงในเรื่องของท่านเสนอให้มีการแก้ไขให้ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทนวุฒิสภานะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่าเรื่องนี้เราก็ได้ หารือกันหลายครั้ง มีการพูดถึงเรื่องของวุฒิสภาในปัจจุบันว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจาก ประชาชนนะครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับว่าหลาย ๆ คนก็เข้าใจในเหตุผลนี้นะครับ แต่ประเด็นในการออกกฎหมายในครั้งนี้ทุกคนก็เข้าใจว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ใช้เฉพาะวันนี้ พรุ่งนี้ ก็ต้องใช้ไปตลอดในอนาคตด้วย แน่นอนในอนาคตวุฒิสภาก็ต้องเป็นหน่วยงานหลักที่สามารถ ที่จะคัดสรรแล้วก็คัดเลือกบุคลากรโดยเฉพาะองค์กรอิสระมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้ด้วยการรองรับของแม้กระทั่งเป็นฝ่ายธุรการของวุฒิสภา หรือเป็นเลขาของ คณะกรรมการสรรหา กฎหมายก็กำหนดไว้ว่าให้ใช้ทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานะครับ เพราะเนื่องจากว่าหลายครั้งมีการพูดถึงในเรื่องของการเข้ามาใช้เสียงส่วนมากในสภา ซึ่งอันนี้ ผมก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม จริง ๆ ท่านกรรมาธิการคุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ได้พูดอยู่ใน คณะกรรมาธิการได้ชัดเจนมากว่าถ้าลองนึกดูว่าถ้าใช้สภาผู้แทนราษฎรมันก็จะมีในแง่มุมกลับ อีกเช่นกัน ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาแห่งนี้ก็จะเป็นเสียงข้างมากอีกนะครับ เมื่อใช้สภาแห่งนี้ก็จะกลายเป็นว่าเสียงข้างมากก็เป็นคนกำหนดชี้นำตัวบอร์ด (Board) กสทช. ที่จะมาเป็นในอนาคต เพราะนั้นเราก็ต้องมองว่าวุฒิสภาก็ไม่ได้มีฝ่ายข้างมาก หรือว่าเป็นเสียงที่ไม่ได้มี ระบุพรรคการเมืองนะครับ ก็ต้องมองว่านั่นก็เป็นแนวทางโครงสร้างที่เขาได้ดำเนินการมา อย่างต่อเนื่อง ก็มีการถกแถลงกันในเรื่องนี้ยาวนานพอสมควร แต่ก็ต้องกราบเรียนว่า ในสถานการณ์ที่ทำได้จริงก็ต้องให้รอบคอบแล้วก็คิดถึงในอนาคตด้วยนะครับ เพราะฉะนั้น กรรมาธิการเสียงข้างมากถึงได้ตัดสินใจแล้วก็ยืนตามแนวคิดที่ทางร่างของรัฐบาลเสนอมา ในเรื่องนี้นะครับ
ในเรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคะแนนเสียงของคณะกรรมการสรรหามีอยู่ ๗ ท่านนะครับ มีคนถามว่าทำไมต้องเป็นกึ่งหนึ่งนะครับ ผมต้องกราบเรียนว่าจาก ๗ ท่าน กึ่งหนึ่งก็ต้องมี ๕ เสียง เพราะฉะนั้นการลงมติที่ต้องมากกว่า ๔ เสียง ก็คือ ๕ เสียงขึ้นไป นี่นะครับก็หมายถึงว่าอย่างน้อย ๔ เสียงขึ้นไป สมมุติมี ๗ นะครับ สมัยก่อนมันเคยมี เหตุการณ์เกิดขึ้นก็คือว่าใน ๗ ท่านอาจจะมีการออกเสียงที่เห็นด้วยกับคนคนหนึ่งว่าจะส่ง เข้ามาในวุฒิสภา ๒ เสียง อีกคนหนึ่งไม่เห็นด้วย ๑ เสียง ปรากฏที่เหลืองดออกเสียง ก็กลายเป็นว่าก็ต้องส่งคนที่ได้ ๒ เสียง ชนะเข้ามาให้กับวุฒิสภาเป็นคนเลือก ฉะนั้นทาง กรรมาธิการเสียงข้างมากก็มองว่าการที่เรากำหนดว่ากึ่งหนึ่งนี่ หรือ ๒ ใน ๓ นะครับ ในการที่จะใช้ทั้ง ๗ ท่านนี่ ๒ ใน ๓ ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น เมื่อมีการคัดสรรบุคลากร คนนั้นเข้ามาในวุฒิสภาแล้วก็จะทำให้วุฒิสภามั่นใจมากขึ้นว่าเขาได้คัดมาอย่างดีแล้ว คณะกรรมการสรรหาทุกคนสามารถลงมติอย่างเข้มข้น และที่สำคัญที่สุดในครั้งนี้มีการระบุ ด้วยว่าในการลงมติ ๒ ใน ๓ ของคณะกรรมการสรรหาทั้ง ๗ ท่าน ต้องเปิดเหตุผล ในการลงคะแนนที่เลือกหรือไม่เลือกให้ได้เห็นด้วย เพื่อจะได้เห็นเหตุผลของคณะกรรมการ สรรหาว่าที่เขาเลือกเพราะอะไร และที่ไม่เลือกเพราะอะไรนะครับ ผมถึงขออนุญาต กราบเรียนว่านี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีความจำเป็นนะครับ ที่เราจะต้องเข้มงวดแล้วก็มี ความชัดเจนในเรื่องของการคัดสรรแล้วกำหนดเอาไว้เพื่อกรรมการสรรหาจะได้ทำได้อย่าง รอบคอบ เมื่อส่งถึงวุฒิสภาก็จะทำด้วยความมั่นใจนะครับ
ประเด็นถัดไปในเรื่องของท่านปรเมศวร์นะครับ ท่านได้เพิ่ม (๘) ขึ้นมา ในมาตรา ๑๔/๒ นะครับ ในเรื่องของวิชาชีพ ผมต้องกราบเรียนว่าทางกรรมาธิการทุกคน เข้าใจและคำนึงถึงวิชาชีพที่สำคัญนะครับ ไม่ว่าจะเป็นคุณครู ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอ เป็นพยาบาลวิชาชีพก็เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีความรู้ความสามารถ แต่ต้องกลับไปดูใน วงเล็บต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเราเน้นเรื่องความรู้และประสบการณ์ เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งว่า ท่านเป็นกลุ่มวิชาชีพ ถ้าท่านมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ตามที่ได้กำหนดไว้ ในวงเล็บต้น ๆ นะครับ ท่านก็มีสิทธิที่จะสามารถเข้ามาสมัครได้เช่นกัน เพียงแต่ว่า ท่านปรเมศวร์อาจจะอยากที่จะแยกออกมาเป็นวงเล็บต่างหากนะครับ เพื่อจะได้มี การผลักดันให้กลุ่มที่เป็นวิชาชีพสามารถได้มีคุณสมบัติพิเศษที่จะเข้ามาเป็น เพราะฉะนั้น กราบเรียนว่าจริง ๆ คนที่มาสายวิชาชีพสามารถสมัครได้อยู่แล้ว ถ้ามีความรู้แล้วก็มี ประสบการณ์ตามที่เราได้กำหนดไว้นะครับ
ของท่านนิคม บุญวิเศษ ก็เช่นกันนะครับ ประเด็นใกล้เคียงกันในเรื่องของ เสียง ๒ ใน ๓ นะครับ ซึ่งผมได้กราบเรียนที่ประชุมไปแล้วว่าเราก็ต้องการให้มีความรอบคอบ ชัดเจน เสียงก็ต้องเป็นเสียงที่มั่นใจที่ทำให้วุฒิสภาสามารถตัดสินใจได้อย่างชัดเจน
ท่านต่อไปก็คือท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นะครับ ต้องกราบ ขอบพระคุณที่ท่านได้อภิปราย โดยเฉพาะในเรื่องของการเปิดกว้างแล้วก็ไม่อยากให้เห็นว่า เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ผมต้องกราบเรียนว่าในมาตรานี้จริง ๆ เปิดเอาไว้แค่เป็นกลุ่ม ของบุคคลที่สามารถเข้ามาสมัครได้เท่านั้นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาสมัครแล้วเขาจะได้นะครับ เพราะเราไปปิดกั้นไม่ได้ว่าคนที่จะมาสมัครก็สามารถจะเป็นทั้งทหาร ตำรวจ เป็นศาล อัยการได้หมดครับ แต่เมื่อเขาเดินเข้ามาสมัครแล้วการที่เขียนระบุไว้ในกฎหมายฉบับนี้แบบนี้ เพื่อเมื่อเขาเข้ามาเขาจะได้มีกลุ่มในการที่เขาเข้ามาว่าเขาอยู่กลุ่มไหนแล้วสามารถจะ เทียบเคียงในแนวระนาบได้ว่าเมื่อเทียบเคียงแล้วอย่างน้อยเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ศาล อัยการก็สามารถเทียบเคียงในระนาบเดียวกันได้ว่าเขาสมัครแล้ว กรรมการก็จะบอกว่า อยู่ในกลุ่มไหน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นจะได้นะครับ เพราะฉะนั้นนี่เป็น กระบวนการที่เขียนเอาไว้เพื่อให้สะดวกกับผู้ที่รับสมัครแล้วก็คณะกรรมการสรรหาเพื่อ ในการตรวจสอบคนที่เดินเข้ามาสมัคร เพราะฉะนั้นเราก็เปิดโอกาสให้กลุ่มคนทั้งหมด นั่นก็เป็นประสบการณ์จากในอดีตที่เราได้สอบถามทาง กสทช. ได้มาชี้แจงว่าที่ผ่านมาปัญหา ของเขาคืออะไร ปัญหาที่ผ่านมาก็อย่างที่ผมกราบเรียนว่าเขาไม่สามารถไปกำหนดหรือไปปิดกั้นใครได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเปิดรับสมัครทุกคนเดินเข้ามาสมัครหมด แต่ก็ไม่สามารถจะไปเทียบเคียงว่า ความแตกต่างขั้น ยศ ควรจะอยู่ในระนาบไหนที่สามารถเทียบเคียงกันได้ ไม่มีการลักลั่น ใครได้เปรียบใคร ไม่มี นั่นคือเหตุผลที่เราได้เขียนไว้ในมาตรา ๑๔/๑ นะครับ
ในเรื่องถัดไปก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับท่านบอกว่าจะไปปิดโอกาสคนรุ่นใหม่ไหม ผมก็กราบเรียนว่าจริง ๆ ในกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราได้มีการแก้ไขในเรื่องของ ประสบการณ์ ที่ผ่านมาบอกว่าต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย ๒๐ ปี เราก็คำนึงคล้าย ๆ กับ ที่ท่านทวี สอดส่อง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านอีกครั้งได้บอก เพราะว่าถ้า ๒๐ ปี ลองนึกดูว่าถ้าเรียนจบมาทำงาน อายุ ๒๐ กว่าปี ๒๐ ปีก็ต้อง ๔๐-๕๐ ปีแล้วครับ กว่าจะมี โอกาสได้เข้ามาเป็น เพราะฉะนั้นเราก็มองถึงโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่จะได้เข้ามาเป็น เราก็เลยได้แก้ประสบการณ์ว่าอย่างน้อย ๑๐ ปี เรียนจบแล้วทำงาน ๑๐ ปี อย่างน้อยก็ต้องมี ความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์พอสมควร เราก็ปรับแก้ลงมาจาก ๒๐ ปี เป็น ๑๐ ปี เพื่อเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ที่ท่านได้กรุณาบอกนะครับ เราก็พยายามทำในแนวคิด เดียวกัน
ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมขออนุญาตตอบในส่วนของท่านนิยม เวชกามา มีอันหนึ่งที่ผมต้องชี้แจง ท่านบอกว่ามีอยู่วงเล็บหนึ่งเราไปตัดออกหมดเลยว่า เพื่อประโยชน์ ในการประกาศกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงาน กสทช. เสนอข้อมูลเกี่ยวกับความจำเป็น ในการสรรหา เหตุผลที่เราตัดในวรรคนี้ออกไป เพราะเนื่องจากว่าเราคำนึงถึงคล้าย ๆ กันว่า ถ้าให้ กสทช. เป็นคนเสนอข้อมูลให้กับคณะกรรมการสรรหา สิ่งที่จะต้องตามมาก็คือบอกว่า กสทช. ชี้นำหรือไม่ ถ้าเขียนไว้ว่า กสทช. เป็นคนเสนอข้อมูล กสทช. ชี้นำเพื่อให้ใครอยากได้ อยากให้ใครเป็น ก็เป็นคนชี้นำขึ้นไปให้กรรมการสรรหาหรือไม่ เราเลยตัดวรรคนี้ออกไป เพราะด้วยว่าคณะกรรมการสรรหามีอำนาจเต็มอยู่แล้วในการที่จะขอข้อมูลจากสำนักงาน กสทช. ถ้าต้องการ แต่ถ้าเขียนระบุไว้ในนี้แล้วไม่ตัดออก ก็หมายถึงว่าต้องให้ กสทช. เป็นคนเสนอข้อมูลที่จำเป็น ซึ่งเราก็มองว่าอาจจะเป็นการชี้นำ ก็อาจจะไม่มีความโปร่งใส อย่างที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านกังวล เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าด้วยคุณสมบัติทั้งหมด ไม่ได้เป็นการปิดกั้นใครทั้งนั้นนะครับ แล้วไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติใด ๆ เลย เป็นเพียงแต่ว่าเปิดกว้างให้เมื่อทุกคนสามารถเดินเข้ามาสมัครแล้วจะได้รู้ตัวเองว่าตัวเอง อยู่ในกลุ่มไหน แล้วก็คุณสมบัติที่ตัวเองจะเข้ามา เมื่อเทียบเคียงแล้วกับหน่วยงานอื่น ๆ หรือกลุ่มงานอื่น ๆ จะเทียบเคียงอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราเขียนไว้เพื่อให้สะดวกแล้วก็ไม่มี ปัญหาเหมือนในอดีตที่ผ่านมาในการจัดสรรกลุ่มเวลารับสมัคร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่า มาตรานี้ทั้งมาตรา ๑๑/๒ และมาตรา ๑๑/๒ ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากก็พยายามตั้งใจ แก้ไขเพื่อให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตไม่เกิดขึ้นอีกนะครับ กราบขอบพระคุณครับ