พุทธิพงษ์ แจงเหตุผลคุณสมบัติ กสทช. ยันป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ชี้แจงเหตุผลในการคงคุณสมบัติห้ามผู้ที่เคยถูกจำคุกสมัครเป็นกรรมการ กสทช. โดยย้ำว่าเป็นการรักษามาตรฐานความโปร่งใสและผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ใช่การลงโทษซ้ำ พร้อมสนับสนุนการกำหนดระยะเวลาเว้นวรรคหนึ่งปีสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับ กสทช. เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและส่งเสริมความโปร่งใสในกระบวนการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ต้องกราบขอบพระคุณอีกครั้งหนึ่ง จากท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่กรุณาได้ชี้แจงเหตุผลได้ละเอียดนะครับ ผมขออนุญาต ชี้แจงกับท่านสมาชิกผ่านทางท่านประธานไปนะครับ ในเรื่องของมาตรา ๔ แก้ไขในครั้งนี้ ที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอแก้ไข จริง ๆ ในกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราไม่ได้มี การแก้ไขในเรื่องนี้ เหตุผลเนื่องจากว่าทิศทางการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย มีไปในทิศทางเดียวกันใน (๗) นะครับ ก็คือในมิติของการที่จะปรับลด หรือเปิดโอกาสให้กับ ผู้ที่ถูกจำคุกนะครับ จะพ้นโทษไปแล้ว ๑๐ ปีบ้าง ๓ ปีบ้างนะครับ หรือแม้กระทั่ง เมื่อพ้นโทษมาแล้วก็ให้สามารถเข้ามามีคุณสมบัติในการที่จะสมัครเป็นบอร์ด (Board) ของ กสทช. นะครับ ผมกราบเรียนครับว่าจริง ๆ แล้วในเรื่องของการปิดกั้นโอกาส คงจะไม่ใช่นะครับ ที่ระบุไว้จริง ๆ แล้วเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะเข้ามาสมัคร ไม่ได้เป็น การปิดโอกาสนะครับ หรือว่าไม่ได้เป็นในเรื่องของบทกำหนดโทษต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ที่กรรมาธิการท่านหนึ่งก็คือท่านไกลก้องนะครับ ที่ได้บอกว่าเหมือนเป็นการลงโทษซ้ำ จริง ๆ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของการกำหนดคุณสมบัติเท่านั้น ไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบทกำหนด โทษใด ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เรากำหนดคุณสมบัติ ผมกราบเรียนว่า ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างนะครับ เพื่อให้ง่ายที่สุด ก็คือว่าในการที่กำหนดคุณสมบัติโดยเฉพาะในเรื่อง ของผู้ที่ถูกจำคุก เราต้องคิดในมุมกว้างด้วยว่าเราไม่ได้ระบุลงไปว่าจำคุกในเรื่องอะไร เราพูด อยู่เสมอว่าการคัดสรรกรรมการที่จะมาเป็นบอร์ด (Board) กสทช. จะมาดูทรัพย์สิน และทรัพย์สมบัติของประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล เราก็ต้องเลือกคนที่มีความครบถ้วนในด้าน ความรู้ที่เราได้มีการอภิปรายไปแล้วเมื่อสักครู่ กับอีกด้านหนึ่งในเรื่องของการทำผิด เราไม่ได้ ระบุแยกไป อย่างเช่น เกิดผู้ที่โดนลงโทษจำคุกในเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องของ การเงินและเป็นเรื่องของอื่น ๆ แบบนี้ เขาถึงได้กำหนดเอาไว้ว่าคุณลักษณะต้องห้ามแบบนี้ ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่อยากให้เข้ามา เพราะเขาต้องมาดูทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลของรัฐ ก็เป็น คุณสมบัติต้องห้ามที่ห้ามเอาไว้ แต่ไม่ได้ปิดโอกาสให้ เขาก็ไปทำงานที่อื่นได้นะครับ เพียงแต่ เนื่องจากว่าการคัดสรร กสทช. ครั้งนี้มีความจำเป็นจริง ๆ ที่ทุกคนอยากจะได้คนที่ดีที่สุด คนที่เก่งที่สุด และต้องโปร่งใส เพื่อจะมาดูผลประโยชน์ตรงนี้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเหตุผล ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ถกกันในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก แล้วก็ได้มีแนวทางว่าก็ควร จะคงเอาไว้ เพราะเนื่องจากว่าของเดิมเลยได้มีการเปิดไว้เฉย ๆ ว่าผู้ที่ถูกพิพากษาโดนจำคุก ไม่สามารถที่จะมีคุณสมบัติเข้ามาสมัครได้ ตอนหลังก็มาปรับลงเป็นต้องมีการจำคุกจริงถึงจะ มีการกำหนดไว้ในคุณสมบัติต้องห้าม ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ ปิดโอกาสเลย แต่ว่าเป็นสิ่งที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องคัดคนที่ดีที่สุด แล้วเราเกรงในเรื่อง ของบทลงโทษหรือที่เขาถูกพิพากษามา ถ้าไปเกี่ยวกับเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน เรื่องการเงินต่าง ๆ ยิ่งเป็นปัญหาในอนาคตในการเข้ามาดำเนินการในครั้งนี้ นี่เป็นสิ่งที่ พวกเรากังวลนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ ก็คือ (๑๒) ที่ท่านกรรมาธิการนิคม บุญวิเศษ ต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ได้พูดถึงในเรื่องการเว้นวรรค ๑ ปีของผู้ที่เป็นผู้บริหารของหน่วยงาน บางหน่วยงาน โดยเฉพาะหน่วยงานที่อยู่ในแวดวงหรือวงการโทรคมนาคม ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างว่า บางครั้งมันมีผู้บริหารระดับสูง เราไม่ได้มองเรื่องของการเปลี่ยนงาน หรือเงินเดือนนะครับ แต่ต้องมองในวันที่ว่าบริษัทบางบริษัทที่เป็นผู้บริหารระดับสูงอาจจะ มีความรู้ความสามารถดีจริง แต่วันหนึ่งเขาเคยเป็นผู้บริหารของบริษัทที่ได้รับสัมปทาน หรือได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. ถ้าเราไม่เว้นวรรคอยู่ดี ๆ วันดีคืนดีเขาลาออกจากผู้ที่ได้รับ กำกับดูแลได้รับใบอนุญาตของ กสทช. ในเรื่องของโทรคมนาคม วันหนึ่งเขาลาออกมา พอวันรุ่งขึ้นเขากลายมาเป็นบอร์ด (Board) หรือผู้บริหาร กสทช. ซึ่งมีอำนาจในการให้ ใบอนุญาตต่าง ๆ กับหน่วยงานนั้น เราก็เกรงว่าจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นว่าวันหนึ่ง เขาเป็นผู้รับใบอนุญาต อีกวันหนึ่งเขากลายเป็นผู้ให้ใบอนุญาต เขาก็อาจจะมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกับบริษัทที่เขาเคยทำงานอยู่ แล้วก็เป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทนั้น ๆ ในกฎหมายฉบับนี้ จึงได้เขียนเอาไว้ว่าให้เว้นวรรคอย่างน้อย ๑ ปี เพื่อให้แสดงความโปร่งใสว่าท่านไม่ได้มีอะไร ที่ผูกพันกับบริษัทเดิมอีกแล้วนะครับ นั่นคือเหตุผลจริง ๆ ซึ่งไม่ได้มีเจตนาที่จะไปปิดกั้นว่า ทำไมเขาต้องเว้นวรรคนะครับ แต่ในทางปฏิบัตินี่ไม่สามารถที่จะทำได้ในทันทีทันใด เพราะเนื่องจากว่าท่านจะเปลี่ยนจากวันหนึ่งเป็นผู้รับ อีกวันหนึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจ ในการให้ใบอนุญาต ก็คงจะสร้างความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนอยู่เป็นจำนวนมากในเรื่อง ของการมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัทเดิมที่ท่านได้เคยบริหารจัดการหรือบริหารงาน อยู่นะครับ ฉะนั้นผมกราบเรียนว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากจึงขอยืนตามร่างเดิม ไม่ได้มีการแก้ไขครับ ขอบพระคุณครับ