สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

ทวี สอดส่อง หารือเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเน้นย้ำถึงการปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมีข้อกังวลเกี่ยวกับการนำกรรมการ กสทช. เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่อาจขัดต่อกฎหมายและหลักนิติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ขอบคุณท่านประธานครับ ผมเองอยากจะตั้งข้อสังเกต

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่เขาเรียกว่ากฎหมายใช้ระบบการอนุญาต ระบบคณะกรรมการ ระบบการใช้ ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และระบบการกำหนดกฎเกณฑ์ที่มีโทษทางอาญา ซึ่งรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน มาตรา ๗๗ วรรคสาม เขาเขียนว่าจะต้องมีเป็นเฉพาะกรณีจริง ๆ จึงเป็นกฎหมายที่ควรจะมีการยกเลิก หรือการปฏิรูป พ.ร.บ. กสทช. ทั้งหมด เนื่องจากว่าการที่ให้มีในรูปอนุญาตหรือ คณะกรรมการจะเป็นช่องทางของการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นการหาผลประโยชน์ในรูปต่าง ๆ เราจึงแก้ปัญหาโดยมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องยอมรับว่าในส่วนหลักการนี่ผมเองค่อนข้างจะไม่เห็นด้วย กฎหมายฉบับนี้ ควรที่จะนำไปทำการแก้ไขทั้งหมด ที่สำคัญอย่างยิ่งที่ผมคิดว่านอกจากขัดรัฐธรรมนูญแล้ว น่าจะขัดกับตัวกฎหมายที่เป็นพระราชบัญญัติในการร่างกฎหมาย ซึ่งเราเพิ่งได้บัญญัติมา เมื่อปี ๒๕๖๒ ซึ่งกฎหมายที่จะถือว่าเป็นการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ คือการแก้ไขเพิ่มเติมนี่ ก็ถือว่าเป็นการร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติในเรื่องหลักเกณฑ์ การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายเขาจะห้ามไว้ว่าจะต้องไม่มี ระบบอนุญาต ซึ่งเราควรจะไปดู พ.ร.บ. กสทช. ตัวต้นฉบับนะครับปี ๒๕๕๑ เพราะว่า ในกฎหมายฉบับนี้มีการอนุญาตไว้จำนวนมาก ทั้งใบอนุญาต ทั้งอนุญาตงบประมาณ และเมื่อเรามีหลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่บอกว่าไม่ให้อนุญาต เราจะอนุญาตได้เฉพาะ ๒ กรณี เท่านั้น

กรณีที่ ๑ คือมีเหตุจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของชาติและประชาชน

กรณีที่ ๒ กรณีจำเป็นไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ วันนี้เราไปถูกล็อกไว้ ๒ อันว่า ถ้าคุณจะมีกรรมการ กสทช. ขึ้นมา ซึ่งเราเหมือนว่าเอาสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ สิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออก สิทธิเสรีภาพที่จะทำการสื่อสารโดยไม่ถูกกัก ไม่ถูกปิดกั้น สิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพนี่ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนตัวนี่เราถูกขโมยหรือถูกโยงไป อยู่ในอุ้งมือของคน ๗ คนที่เรามากำหนด ดังนั้นการที่หลักของกฎหมายผมเองก็ยังไม่เห็นด้วย ว่าที่ควรจะนำมาเป็นคณะกรรมการ กสทช. ประเด็นจึงถามว่าเรายังมีความจำเป็นต้องมี กรรมการนี้หรือไม่ ถ้ามีก็จำเป็นต้องไปแก้ไขกฎหมายมาตราอื่น ๆ คือให้ทำเฉพาะนโยบาย ให้ทำเฉพาะหลักเกณฑ์ ให้ทำเฉพาะกรอบที่สำคัญ ๆ เพื่อจะเป็นการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ต้องกราบเรียน ท่านประธาน นับตั้งแต่เรามี กสทช. เราจะพบว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งเราไปส่งเสริมให้มีการประมูล คลื่นความถี่ในระบบต่าง ๆ ไปถึง ๒๔ สถานี ๒๔ คลื่น ปัจจุบันต้องล้มหายตายจาก ไปจากระบบเลยนะครับ เพราะว่าเนื่องจากเป็นการกระทำที่ไม่ได้เป็นการส่งเสริม คือเป็น การไปกีดดันทำให้ตอนนี้เท่าที่ทราบประมาณ ๙ บริษัทต้องยกเลิกกิจการ เหลือประมาณ สัก ๑๐ กว่าบริษัทที่ยังอยู่ และที่สำคัญหลังจากเกิดขึ้นมาแล้วนี่ปรากฏว่าผู้ดำเนินการ กิจการโทรทัศน์ กิจการวิทยุ เราไปถูกปิดกั้นและจะทำให้แพลตฟอร์ม (Platform) ต่าง ๆ ของต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) มีกำไรมหาศาล จากการที่เรา ไม่ได้ไปปิดกั้นต่างประเทศ แต่เรามาปิดกั้นผู้ประกอบการกันเอง แล้วเฉพาะในส่วนสำคัญ ซึ่งเดี๋ยวผมจะขออนุญาตอภิปรายในเรื่องของกรรมการ ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่าท่านกำหนดเกณฑ์ นำคนที่เข้ามาเป็นกรรมการนี่ผมว่าเป็นการขัดหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นการขัดหลักการ หลาย ๆ ประการ ซึ่งผมจะตั้งข้อสังเกตต่อไป ในเบื้องต้นผมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่นอกจากจะไม่ได้สร้างความเจริญ ไม่ได้ คุ้มครองสิทธิแล้วยังเป็นกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เป็นกฎหมายที่เป็น อุปสรรคในการประกอบอาชีพ และที่สำคัญจะเป็นเครื่องมือของการนำทรัพย์สิน สินทรัพย์ ถ้าท่านประธานได้ดูในรายงานซึ่งผมพยายามค้นดู มีสินทรัพย์ที่ปรากฏเป็นตัวเลขถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินก้อนนี้ก็อยู่ในอุ้งมือของคน ๗ คน แล้วคน ๗ คนนี้พอระบบ ตรวจสอบก็ตรวจสอบยาก แล้วก็จึงจะเป็นช่องทางในการที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งอิทธิพล เป็นแหล่งผลประโยชน์และเป็นแหล่งที่จะอ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐไปใช้ช่องทางของ กสทช. เพื่อจะไปสกัดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นผมจึงเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่ขัดหลักนิติธรรมอย่างยิ่ง ขอบคุณมากครับ